ผู้สนับสนุน.. โอกาสลงทุนใน บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกนี้

ผู้สนับสนุน.. โอกาสลงทุนใน บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกนี้

26 ส.ค. 2019
ผู้สนับสนุน..
โอกาสลงทุนใน บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกนี้
รู้หรือไม่ว่า เมื่อ 10 ปีก่อน
มีเพียง 2 บริษัทเทคโนโลยีที่ติดใน 10 อันดับบริษัทที่มีมูลค่ามากสุดในโลก
ซึ่งก็คือ Microsoft และ Apple
แต่ในปัจจุบัน มีบริษัทเทคโนโลยี ที่ติดอันดับ ถึง 7 บริษัทด้วยกัน
แล้วอุตสาหกรรมเทคโนโลยีนี้โตขึ้นแค่ไหน?
เราลองมาดูตัวอย่างของ ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในปี 2018 ที่ผ่านมา
แบ่งเป็น 4 กลุ่มคร่าวๆ คือ
1. ด้านสื่อโฆษณา
ทั้ง Facebook และ Google นั้นมีส่วนแบ่งตลาดรวมกันมากถึง 61% ของรายได้สื่อโฆษณาออนไลน์ในโลกนี้ โดยคิดเป็น 25% ของรายได้โฆษณาทุกประเภท
(ข้อมูลจาก singularityhub, เม.ย. 62)
2. ด้านธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า
มูลค่าของบริษัท Tesla ที่มีมูลค่าในปี พ.ศ. 2555 อยู่ที่ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ปัจจุบันมีมูลค่าอยู่ที่ 57,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นถึง 13 เท่าในเวลา 6 ปี
(ข้อมูลจาก Bloomberg, เม.ย. 62)
3. ด้านธุรกิจการเงิน
บริษัท Wirecard ผู้ให้บริการด้านระบบการชำระเงินออนไลน์ในประเทศเยอรมนี ที่สามารถก้าวเข้ามาแทนที่ ธนาคารเก่าแก่อย่าง Commerzbank ในดัชนี DAX 30 ในปีที่ผ่านมา
(ข้อมูลจาก dw, เม.ย. 62)
4. ด้าน E-commerce
บริษัท Amazon มีมูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 90,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อ 10 ปีก่อน เป็น 870,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน หรือเพิ่มขึ้นถึง เกือบ 10 เท่า
(ข้อมูลจาก Bloomberg, Forbes 500, เม.ย. 62)
นอกจากนี้ก็ยังคงมีอีกหลายธุรกิจ ที่ผลประกอบการในระยะยาวที่ผ่านมานั้น เติบโตสูงขึ้น พร้อมกับมูลค่าบริษัทที่สูงขึ้นไปด้วย ซึ่งรวมไปถึงประเทศฝั่งตะวันออก อย่างเช่น Alibaba และ Tencent ของประเทศจีน
พอถึงตรงนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่า
แล้วทิศทางของ อุตสาหกรรมนี้จะไปต่อแบบไหน?
จะถึงจุดอิ่มตัวของ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีหรือยัง?
คำตอบคือ หากเราลองเทียบ การให้มูลค่าของหุ้นเทคโนโลยีเฉลี่ยทั่วโลก นับจากวิกฤตการณ์ดอทคอมเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน
นักลงทุนจะยอมจ่ายเงินมากถึง 80 เท่าของกำไร เพื่อซื้อหุ้นในสมัยนั้น ซึ่งต่างกับปัจจุบัน ที่เฉลี่ยประมาณ 20 เท่า
โดยรวมแล้วถือว่าราคาหุ้นของกลุ่มเทคโนโลยีตอนนี้ ยังถือว่าไม่สูงมากเกินไป เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นๆ
สิ่งที่น่าสนใจของอุตสาหกรรมนี้อีกอย่างหนึ่งก็คือ
อุตสาหกรรมประเภทนี้ ยังมีอัตราส่วนการกู้ยืมเงิน ที่ไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น หรืออยู่ที่ประมาณ 0.6 เท่า
เมื่อผลตอบแทนนั้นสูงขึ้น บวกกับ การกู้ยืมที่ค่อนข้างต่ำ
ส่งผลให้ สินทรัพย์เทียบเท่าเงินสดโดยภาพรวมอยู่ที่ 24% ของสินทรัพย์ทั้งหมด ซึ่งอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของธุรกิจอื่น ถึง 3 เท่า
แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทางด้านการเงินที่ค่อนข้างได้เปรียบกว่าธุรกิจประเภทอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม ในอนาคต ยังมีเทคโนโลยีที่พร้อมที่จะขับเคลื่อนไปกับอุตสาหกรรมนี้อีกมาก
อย่างเช่น เทคโนโลยี AI, Cloud Sharing, รถยนต์ไฟฟ้า และ เครือข่ายอินเทอร์เน็ต
วันนี้ Citigold Wealth Management ได้คัดสรรกองทุนของบลจ. กรุงศรี
เสนอขายกองทุนเกี่ยวกับเทคโนโลยีชื่อว่า KFHTECH-A กองทุนเปิดกรุงศรีเวิล์ดเทคอิควิตี้เฮดจ์เอฟเอ๊กซ์-สะสมมูลค่า
กองทุน KFHTECH-A มีนโยบายลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ BGF World Technology Fund (Class D2 USD) (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV มีระดับความเสี่ยงกองทุนที่ระดับ 7 และมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน
ส่วนกองทุนหลัก BGF World Technology Fund เป็นกองทุน Morningstar 5 ดาว ที่บริหารโดย BlackRock Global Funds (BGF)
(ข้อมูลจาก Blackrock ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2562 โดยการจัดอันดับดังกล่าว ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการจัดอันดับของสมาคมบริษัทการจัดการลงทุนแต่อย่างใด)
เน้นการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยียุคใหม่ทั่วโลก ประมาณ 80 - 120 บริษัท
โดยคัดเลือกจากการเติบโต ความสามารถในการทำกำไร และ ยังค้นหาบริษัทใหม่ๆ ที่มีศักยภาพสูงเข้ามาในพอร์ตลงทุนอีกด้วย
ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กองทุนนี้ของ BGF น่าสนใจเพราะว่า ผลตอบแทนในระยะสั้น และระยะยาวนั้น สามารถเอาชนะดัชนี อย่าง MSCI ACWI Information Technology ดัชนีที่รวบรวมหุ้น IT ขนาดใหญ่กว่า 49 ประเทศทั่วโลก โดยผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญ และได้รับการยอมรับจาก Citywire ระดับ AAA (ข้อมูลจาก Blackrock ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2562)
ข้อมูลผลการดำเนินงานจาก Blackrock ณ วันที่ 31 ก.ค. 62
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผลการดำเนินงานที่แสดงเป็นผลการดำเนินงานของกองทุนหลัก ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานการวัดผลการดำเนินงานของกองทุนรวมของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน
หากผู้ใดสนใจลงทุน ติดต่อขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด หรือสามารถซื้อผ่านทาง Citigold ซึ่งมีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมให้กับนักลงทุนที่สนใจ
เพราะ Citigold เป็นที่ปรึกษาเดียวในประเทศไทยที่สามารถกระจายการลงทุนได้ทั้งในประเทศและกองทุนรวมต่างประเทศ โดยที่ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมสองต่อ
และมีกองทุนให้เลือกกว่า 180 กองทุนชั้นนำ
ทั้งในและต่างประเทศ
พร้อมทั้งมีคำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนที่ผ่านการอบรมจาก Wharton Global Wealth Institute และ Total Wealth Advisor โปรแกรมใช้วางแผนการลงทุน ซึ่งเป็นบริการ exclusive สำหรับการลงทุนกับ Citi โดยเฉพาะ เพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายทางการเงินของลูกค้าในอนาคต
และยังมีฟังก์ชันอย่าง Citibank Global Wallet ที่สามารถเปิดใช้งานง่ายๆ ด้วยตัวเองผ่าน ซิตี้ โมบายล์ แอปฯ ที่อำนวยความสะดวกเรื่องของการเดินทางไปต่างประเทศ โดยที่ผู้ใช้บริการสามารถแลกเงินสกุลต่างประเทศเก็บไว้ในบัญชี โดยไม่จำเป็นต้องเสียค่าธรรมเนียม interchange fee 2.5% อีกด้วย
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ 0-2081-0999 หรือ ลงทะเบียนออนไลน์ที่ https://citi.asia/ThScCcKf
คำเตือน:
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวมมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนมีนโยบายการลงทุนเฉพาะเจาะจงในหมวดอุตสาหกรรม จึงอาจมีความเสี่ยงและความผันผวนของราคาสูงกว่ากองทุนรวมทั่วไปที่มีการกระจายการลงทุนในหลายอุตสาหกรรม ผู้ลงทุนควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมก่อนการลงทุน | กองทุนอาจมีการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าอันดับที่สามารถลงทุนได้ (Non-investment grade) หรือไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Unrated bond) ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากการไม่ได้ชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย | กองทุนไทยและ/หรือกองทุนหลักอาจลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน ทำให้อาจมีความเสี่ยงมากกว่ากองทุนรวมที่ลงทุนในหลักทรัพย์อ้างอิงโดยตรงเนื่องจากใช้เงินลงทุนในจำนวนที่น้อยกว่า จึงมีกำไร/ขาดทุนสูงกว่าการลงทุนในหลักทรัพย์อ้างอิงโดยตรง | กองทุนป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ซึ่งอาจมีต้นทุนสำหรับการทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว โดยทำให้ผลตอบแทนของกองทุนโดยรวมลดลงเล็กน้อยจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
26 ส.ค. 2019