ทำไม เจฟฟ์ เบโซส ไม่เชื่อใน Work-Life Balance

ทำไม เจฟฟ์ เบโซส ไม่เชื่อใน Work-Life Balance

19 มิ.ย. 2021
ทำไม เจฟฟ์ เบโซส ไม่เชื่อใน Work-Life Balance | THE BRIEFCASE
ในขณะที่หลายคนกำลังมองหาสมดุลชีวิต เพราะบางครั้งการทำงานมากเกินไป อาจไปกระทบสุขภาพ
ความสัมพันธ์ หรือเวลาอื่น ๆ ในชีวิต ทำให้หลายคนพยายามใช้ชีวิตแบบ Work-Life Balance
หรือก็คือ “พยายามแบ่งเวลางานออกจากเวลาส่วนตัว”
แต่แนวคิด Work-Life Balance ไม่ใช่แนวคิดที่เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon.com ยึดถือ
เพราะเขามองว่า การพยายามขีดเส้นแบ่ง ระหว่างชีวิตและการทำงาน มันเป็นสิ่งที่ทำได้ยากสำหรับเขา
ทำไม เจฟฟ์ เบโซส ถึงคิดเช่นนั้น ?
THE BRIEFCASE จะสรุปให้ฟัง..
เจฟฟ์ เบโซส เคยให้สัมภาษณ์ว่าตัวเขาชอบคำว่า “Work-Life Harmony” มากกว่า
ซึ่งความหมายของคำว่า Work-Life Harmony ก็คือ “ชีวิตและการทำงาน มันผสมผสานเป็นหนึ่งเดียวกัน”
เช่น หากเขาใช้ชีวิตของเขาอย่างมีความสุข เมื่อมาที่ทำงานเขาก็จะมีความสุข
เมื่อเขามีชีวิตที่ดี ก็จะส่งผลให้เขาเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดี เป็นเจ้านายที่ดี ทำงานได้อย่างกระฉับกระเฉง
หากเขานอนหลับอย่างเพียงพอ 8 ชั่วโมง มันก็ส่งผลให้เช้าวันทำงานรู้สึกสดชื่น
หรือถ้าเขาสามารถทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพ รู้สึกตัวเองกำลังสร้างคุณค่าบางอย่าง
เมื่อเขากลับมาที่บ้าน หรือใช้ชีวิตส่วนตัว เขาก็จะรู้สึกดี รู้สึกภูมิใจในตัวเอง
อยากทำหน้าที่แบบเพื่อนมนุษย์ให้ดีขึ้น
แม้ว่าเจฟฟ์ เบโซส จะต้องใช้เวลาทำงานที่ค่อนข้างยาวนาน
แต่ตัวเขามองว่า ชั่วโมงในการทำงานต่อสัปดาห์หรือต่อเดือน มันยังไม่ใช่เรื่องสำคัญ
แต่สิ่งสำคัญก็คือ “พลังงานหรือพลังใจ” ของตัวเรามากกว่า
หากเราไม่มีพลังใจหรือพลังขับเคลื่อนที่มากพอ แม้จะทำงานไม่กี่ชั่วโมง
เราก็รู้สึกเหนื่อย ท้อ หมดแรง อุปสรรคเล็กก็กลายเป็นเรื่องใหญ่
ดังนั้นสิ่งที่เขาโฟกัสคือ “งานนั้นให้คุณค่า ให้พลังงาน พลังใจกับเรา มากขึ้นหรือลดลง”
ลองจินตนาการดูว่า มีคน 2 คน เข้ามาในที่ประชุม
คนแรก เข้ามาด้วยท่าทางเบิกบาน มีพลัง คนในห้องประชุมจะรู้สึกอย่างไร ?
คนที่สอง เข้ามาด้วยท่าทางห่อเหี่ยว ไม่ยิ้มแย้ม บรรยากาศในห้องประชุมจะเป็นแบบไหน ?
แน่นอนว่าคนแรกจะช่วยดึงพลังงานให้ทุกคนสดชื่นตาม
ส่วนคนที่สองอาจจะดึงพลังงานคนอื่น ๆ ให้ร่วงลงมาได้
ซึ่งคนแรกอาจจะเจอเรื่องที่ดี ๆ มาจากบ้าน คนที่สองอาจจะมีเรื่องเครียด มีความกังวลจากปัญหาส่วนตัว
ทำให้การมาออฟฟิศ มีการแสดงออกของทั้งสองคนก็แตกต่างกัน
หรือถ้าตัวเรากำลังรู้สึกเคร่งเครียดกับงาน มีปัญหาเรื่องงาน แล้วไปเที่ยวกับครอบครัว
แน่นอนว่า การไปเที่ยวมันก็คงไม่มีความสุข และทำให้คนที่บ้านไม่มีความสุขไปด้วย
ดังนั้นเจฟฟ์ เบโซส จึงมองว่า ชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว ทำงานประสานกัน
ชีวิตส่วนตัวและงานมีผลต่อกันและกัน ไม่สามารถแยกขาดจากกันได้จริง ๆ
และเขายังมองว่า การพยายามสร้างสมดุล หรือยึดติดคำว่าสมดุลมากเกินไป
มันจะยิ่งทำให้เรารู้สึกเคร่งเครียด และเมื่อทำไม่ได้อย่างที่ต้องการ
ก็จะยิ่งรู้สึกแย่ กดดัน และอาจจะส่งผลให้ชีวิตเราแย่ไปกว่าเดิม
สรุปก็คือ มุมมองการทำงานของเจฟฟ์ เบโซส เขาเชื่อใน Work-Life Harmony
ถ้าเราได้ทำงานที่สร้างคุณค่า มองว่างานเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีคุณค่า
และมองว่า การใช้ชีวิตส่วนตัวให้ดี ก็มีผลช่วยทำให้เรา สามารถทำงานได้ดี และในทำนองเดียวกัน ถ้าเรามีความสุขกับการทำงาน เราก็จะมีความสุขกับการใช้ชีวิตด้วยเช่นกัน
และมันก็จะทำให้เขาไม่มีปัญหากับการทำงาน แม้ว่ามันจะใช้ชั่วโมงที่ยาวนาน
เพราะการใช้ชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงาน มันต่างสร้างพลังงานและพลังใจที่ดีให้กับเขาได้
แต่อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงมุมมองและแนวคิดหนึ่งเท่านั้น คงไม่มีอะไรเป็นสูตรสำเร็จตายตัว
เพราะชีวิตของแต่ละคนมีเงื่อนไขและความต้องการที่ไม่เหมือนกัน
และคำว่า Work-Life Harmony มันก็อาจจะดีต่อใจ แค่กับมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยอันดับต้น ๆ ของโลก อย่างเจฟฟ์ เบโซส ก็เป็นได้..
© 2021 Longtunman. All rights reserved.