เรียนรู้หลักการ โฟกัส ของ สตีฟ จอบส์ ผ่านเรื่องราวของ Apple

เรียนรู้หลักการ โฟกัส ของ สตีฟ จอบส์ ผ่านเรื่องราวของ Apple

20 มิ.ย. 2021
เรียนรู้หลักการ โฟกัส ของ สตีฟ จอบส์ ผ่านเรื่องราวของ Apple | THE BRIEFCASE
ในปัจจุบัน เป็นยุคที่ข้อมูล ข่าวสาร เรื่องราวที่น่าสนใจต่าง ๆ
วิ่งผ่านเข้ามาในชีวิตเราได้อย่างรวดเร็ว
บ่อยครั้งเรารู้สึกว่ามีแต่สิ่งที่น่าทำเต็มไปหมด
และสุดท้ายมักจะจบลงด้วยการเลือกทำทุกอย่าง
แล้วผลลัพธ์ก็อาจจะออกมาไม่ดีสักอย่าง..
แต่จะเป็นอย่างไร
หากเราลองมองในมุมกลับกัน “หากเราเลือกที่จะไม่ทำ” ในหลาย ๆ อย่าง
และเหลือไว้เพียงสิ่งที่สำคัญเท่านั้น
นี่คือหลักการโฟกัสของ สตีฟ จอบส์ ผู้เป็นตำนานของบริษัท Apple
และเป็นหลักการที่เขาใช้พา Apple กลับมา จากยุคตกต่ำในช่วงปี 1990
กลายมาเป็น Apple ที่ยิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง
เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ?
วันนี้ THE BRIEFCASE จะเล่าให้ฟัง
ย้อนไปเมื่อปี 1985 สตีฟ จอบส์ ถูกบีบให้ออกจากบริษัท Apple
จากการที่มีปัญหากับทางกรรมการของบริษัท
ซึ่งหลังจากที่เขาได้ออกมาจากบริษัท Apple เขาก็เริ่มบริษัทของเขาใหม่ชื่อ เน็กซ์ (NeXT)
เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์
ต่อมาในปี 1997 ทางบริษัท Apple ได้ทำการซื้อบริษัท NeXT เข้ามา
ทำให้ สตีฟ จอบส์ ได้มีโอกาสเข้ามาบริหาร Apple อีกครั้ง
หลังจากที่สตีฟ จอบส์ ได้กลับมาบริหาร Apple อีกครั้งในปี 1997
สิ่งแรกที่เขาทำคือตามหา “สิ่งที่เป็นปัญหา” ของ Apple ในตอนนั้น
เขาพบว่าปัญหาของ Apple คือ
1. ทิศทางของบริษัทไม่ชัดเจน
2. คุณภาพของผลิตภัณฑ์ต่ำลง
3. สร้างผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายแต่ซ้ำซ้อนกัน
เขาได้เล่าว่าในวันที่เขากลับเข้าไปในบริษัท
เขารู้สึกเหมือนกำลังเดินเข้าไปในฟาร์ม
ที่มีสัตว์วิ่งกระจัดกระจายกันไปคนละทิศคนละทาง
ทุกคนต่างทำแต่สิ่งที่ตัวเองสนใจ
“Apple มีทีมวิศวกรที่ดี แต่มีการบริหารที่แย่” สตีฟ จอบส์ กล่าว
เมื่อบริษัทขาดการโฟกัส
ทำให้ทิศทางของพนักงานในบริษัทไม่ชัดเจน
ต่างคนต่างทำแต่ในส่วนที่ตัวเองสนใจ
แม้ผลิตภัณฑ์จะมีออกมามากมาย แต่คุณภาพกลับต่ำลง
ดังนั้นสิ่งแรกที่ สตีฟ จอบส์ มอบให้กับพนักงาน Apple คือ มุมมองเรื่องการโฟกัส
สำหรับเขา การโฟกัส คือ การที่เลือกว่าจะไม่ทำอะไร
เขาให้ทีมงานทุกคนเสนอ 10 สิ่งที่ Apple ควรทำต่อไป
โดยไอเดียทั้งหมดถูกนำมารวมกัน และ “คัดเลือกเหลือแค่ 3 สิ่งที่ควรทำ”
นั่นทำให้ผลิตภัณฑ์ของ Apple หยุดผลิตไปกว่า 70%
และหลังจากนั้น ทิศทางของ Apple ก็เริ่มชัดเจนขึ้น
โดยการโฟกัสไปที่ลูกค้าเพียง 2 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มลูกค้าที่ต้องการใช้งานแบบมืออาชีพ (Professional)
โดยจะมีเพียงสินค้าหลักเพียง 2 ตัว คือ Power Macintosh หรือ Power Mac (ซึ่งปัจจุบันเลิกผลิตไปแล้ว) และ PowerBook หรือ MacBook Pro ในปัจจุบัน
ซึ่งลูกค้าในกลุ่มนี้จะเน้นใช้งานที่ค่อนข้างหนัก เช่น งานตัดต่อวิดีโอที่มีความละเอียดสูง
2. กลุ่มลูกค้าที่ต้องการใช้งานทั่วไป
โดยจะมีสินค้าหลักคือ iMac และ iBook (ซึ่งปัจจุบัน iBook เลิกผลิตไปแล้ว)
แล้วผลประกอบการของ Apple เป็นอย่างไรบ้าง
ปี 1997 รายได้ 220,442 ล้านบาท ขาดทุน 32,532 ล้านบาท
ปี 1998 รายได้ 184,952 ล้านบาท กำไร 9,619 ล้านบาท
ปี 1999 รายได้ 190,960 ล้านบาท กำไร 18,710 ล้านบาท
นับตั้งแต่ สตีฟ จอบส์ กลับเข้ามาบริหารในช่วงปลายปี 1997
Apple ก็ได้ทำการหยุดขายผลิตภัณฑ์ที่ซ้ำซ้อน แล้วหันมาโฟกัสที่ผลิตภัณฑ์หลักเพียงไม่กี่ตัว ทำให้ควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น จึงทำให้บริษัทสามารถพลิกกลับมาทำกำไรได้ หลังจากที่ขาดทุนมาเป็นเวลา 2 ปี
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าช่วงที่ Apple เติบโตอย่างเห็นได้ชัด
จะเป็นช่วงหลังจากปี 2007 ที่เปิดตัว iPhone ออกมาขาย
แต่ต้องยอมรับว่าผลงานของ สตีฟ จอบส์
ในการพลิกบริษัทจากขาดทุน มาเป็นกำไรได้นั้นทำได้ดีทีเดียว
หากเทียบมูลค่าบริษัท
โดยนับจากวันที่ สตีฟ จอบส์ กลับเข้ามาบริหาร Apple ในปี 1997 จนถึงวันที่เขาวางมือในปี 2011
มูลค่าของบริษัทจาก 93,000 ล้านบาท กลายเป็น 11 ล้านล้านบาท
ถือเป็นการเติบโตกว่า 120 เท่า ภายในระยะเวลา 15 ปี
จากเรื่องนี้เราอาจสรุปได้ว่า
“การตัดสินใจเลือกสิ่งที่จะไม่ทำนั้น สำคัญไม่แพ้การตัดสินใจเลือกสิ่งที่จะทำเลย”
การทำหลาย ๆ สิ่งที่มากจนเกินไปโดยไร้ทิศทางที่ชัดเจน อาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี
บางครั้ง การปฏิเสธสิ่งต่าง ๆ แล้วเลือกที่จะทำเพียงแค่สิ่งที่เรารักจริง ๆ
ไม่แน่ว่ามันอาจจะดีกว่าการไล่ตามทุกอย่างที่ไม่ใช่ตัวเราก็ได้..
© 2021 Longtunman. All rights reserved.