4 กลยุทธ์ที่ทำให้ เสื้อตราห่านคู่ ยืนหยัดมาได้เกือบ 70 ปี

4 กลยุทธ์ที่ทำให้ เสื้อตราห่านคู่ ยืนหยัดมาได้เกือบ 70 ปี

4 พ.ย. 2021
4 กลยุทธ์ที่ทำให้ เสื้อตราห่านคู่ ยืนหยัดมาได้เกือบ 70 ปี | THE BRIEFCASE
ยุคนี้มีแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำจากต่างประเทศ มาให้ผู้บริโภคเลือกซื้อกันมากมาย ทำให้แบรนด์เสื้อผ้าในประเทศไทยหลายรายก็ต้องเจอการแข่งขันที่มากขึ้นกว่าในอดีต
บางรายแข่งขันไม่ไหวก็ต้องปิดตัวลงไป แต่ก็มีบางรายที่ยังสามารถยืนหยัดแข่งขันในธุรกิจมาอย่างยาวนาน
หนึ่งในนั้นคือ แบรนด์ที่ชื่อว่า “ตราห่านคู่” เสื้อยืดและเสื้อกล้ามสีขาวธรรมดา ๆ ที่วางขายตามร้านค้าทั่วไป
ซึ่งจากก้าวแรกจนวันนี้ เป็นเวลาเกือบ 7 ทศวรรษที่เสื้อตราห่านคู่อยู่กับคนไทย และสร้างรายได้เกือบ 500 ล้านบาท
คำถามน่าสนใจก็คือ “กลยุทธ์การทำธุรกิจ” ของเสื้อตราห่านคู่ เป็นอย่างไร ?
THE BRIEFCASE จะสรุปให้ฟัง
1. มองหาโอกาสต่อยอดธุรกิจจาก “ธุรกิจซื้อมาขายไป” สู่ “ธุรกิจเสื้อผ้า”
รู้หรือไม่ว่า จุดเริ่มต้นของเสื้อตราห่านคู่ เกิดจากคุณเจือ ธนสารสมบัติ (เจือ แซ่ฉั่ว) ชาวจีนที่อพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ประเทศไทย
เมื่อเข้ามาในเมืองไทยแล้ว ในปี 2496 คุณเจือและหุ้นส่วนของเขาได้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เซ่งเชียงไถ่ จำกัด ขึ้นมา โดยทำธุรกิจซื้อมาขายไป (Trading) ด้วยการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาขายในประเทศไทย
โดยสินค้าที่นำเข้ามานั้นมีหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น กระติกน้ำตราอูฐ, ตู้ร้อน, สบู่หอม, น้ำหอม รวมไปถึงเสื้อยืด, เสื้อกล้าม และกางเกงชั้นใน เป็นต้น
หลังจากนั้น คุณเจือเริ่มเล็งเห็นแล้วว่า สินค้าพวกเสื้อผ้าน่าจะไปได้ดี
เพราะเขามองว่า เมืองไทยนั้นเป็นเมืองร้อน ดังนั้น เสื้อผ้าที่ใส่ก็ควรใส่แล้วสบายตัว ไม่เหนอะหนะ เหนียวตัว
พอเรื่องเป็นแบบนี้ เขาจึงตัดสินใจก่อตั้ง บริษัท โรงงานไทยแลนด์นิตติ้ง จำกัด
เพื่อมาผลิตเสื้อผ้าภายใต้แบรนด์ตราห่านคู่อย่างเต็มตัว
ซึ่งช่วงแรกที่ผลิตเสื้อผ้าขายนั้น จะมีแค่เสื้อกล้ามและเสื้อยืดคอกลมสีขาวเท่านั้น
เมื่อผลตอบรับดี บริษัทจึงเริ่มลงทุนนำเครื่องจักรที่ทันสมัย ในการผลิตเสื้อผ้ามาใช้ในการควบคุมคุณภาพ เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐาน
บริษัทยังมีการคัดเลือกวัตถุดิบจากแหล่งผลิตที่มีคุณภาพ
อย่างกรณีของฝ้ายนั้น ส่วนใหญ่บริษัทจะจัดหามาจากประเทศออสเตรเลีย
เนื่องจากมีแหล่งผลิตฝ้ายที่มีคุณภาพ สะอาด ซึ่งจะช่วยให้สามารถผลิตเสื้อผ้าที่มีความทนทาน และมีความนุ่ม ได้เป็นอย่างดี
2. ปรับโลโกสินค้า เพื่อสร้างความเป็นตำนานของแบรนด์

ถ้าใครเคยสังเกตดี ๆ จะพบว่า ในอดีตนั้นโลโกตราห่านคู่จะมีเพียงรูปห่าน 2 ตัว หันหน้าเข้าหากัน เท่านั้น
แต่ในเวลาต่อมา โลโกดังกล่าวก็มีการปรับเปลี่ยนด้วยการเพิ่มคำว่า Since 1953 พร้อมด้วยภาษาอังกฤษคำว่า “Double Goose” ต่อท้าย
เพื่อสื่อให้เห็นว่า ตราห่านคู่ เป็นแบรนด์ที่อยู่มานาน ทั้งยังแสดงถึงเอกลักษณ์ของตราห่านคู่มากขึ้นกว่าเดิม นั่นเอง
3. ขยายกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ตามยุคสมัย
ด้วยความที่ตราห่านคู่นั้น เกิดขึ้นมาในยุค Baby Boomer (ระหว่างปี 2489-2507) ทำให้เมื่อเวลาผ่านไปลูกค้าในกลุ่มนั้นมีอายุมากขึ้น แต่ตราห่านคู่ก็ต้องการที่จะจับกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ ๆ ด้วยเช่นกัน
บริษัทจึงมีการพัฒนาสินค้าตัวเองตามยุคสมัย ไม่เพียงแค่เพิ่มสีสันมากขึ้น จากเดิมมีเพียงแค่สีขาว แต่ยังมีการเพิ่มรูปแบบเสื้อผ้าทั้ง เสื้อยืดคอกว้าง, เสื้อไร้ตะเข็บ, เสื้อคอวี ให้มีความทันสมัย พร้อมทั้งขยายกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ มากขึ้น เช่น กลุ่มผู้หญิงและเด็ก
4. ปรับตัวตามสถานการณ์ ด้วยการผลิตสินค้าที่กำลังเป็นที่ต้องการ
ปัจจุบันนี้ ยอดขายหลัก ๆ ของเสื้อตราห่านคู่ จะมาจากร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม 60% และร้านค้าปลีกสมัยใหม่ 40%
โดยรายได้และกำไรของบริษัท โรงงานไทยแลนด์นิตติ้ง จำกัด ผู้ผลิตเสื้อผ้าแบรนด์ “ห่านคู่”
ปี 2561 รายได้ 584 ล้านบาท กำไร 113 ล้านบาท
ปี 2562 รายได้ 607 ล้านบาท กำไร 119 ล้านบาท
ปี 2563 รายได้ 468 ล้านบาท กำไร 81 ล้านบาท
ซึ่งแม้ว่า การแพร่ระบาดของโควิด 19 จะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้รายได้และกำไรลดลงในปี 2563
แต่บริษัทก็พยายามปรับตัวจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ด้วยการผลิต “หน้ากากผ้าอนามัย” ที่มีคุณสมบัติสะท้อนน้ำ และต่อต้านแบคทีเรีย ในช่วงเวลาที่ผู้บริโภคกำลังมีความต้องการหน้ากากผ้าอนามัย
และถ้าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 เริ่มดีขึ้น คนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตเหมือนปกติมากขึ้น วันนั้นเสื้อตราห่านคู่ ก็คงจะกลับมาขายดีและเติบโตเหมือนเดิม
สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้น่าจะบอกเราได้ว่า ไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน
แต่ตราห่านคู่ก็ยังคงยืนหยัดความเป็นแบรนด์ “เสื้อผ้า” อย่างเสื้อยืดและเสื้อกล้ามสีขาวเป็นหลักเหมือนเดิม
สิ่งนี้อาจบอกเราว่า ถ้าตัวสินค้าของเรานั้น เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ
หากเราสามารถคงคุณภาพของสินค้านั้นให้ดีอยู่เสมอ ๆ แม้จะไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรมากมาย
ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ธุรกิจของเรายืนหยัดอยู่ได้ เหมือนอย่างที่ตราห่านคู่ทำมาเกือบ 70 ปี นั่นเอง..
© 2022 Longtunman. All rights reserved.