รวม 3 เทคนิคดื่มกาแฟ ช่วยบูสต์พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานระหว่างวัน

รวม 3 เทคนิคดื่มกาแฟ ช่วยบูสต์พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานระหว่างวัน

23 พ.ย. 2021
รวม 3 เทคนิคดื่มกาแฟ ช่วยบูสต์พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานระหว่างวัน | THE BRIEFCASE
เชื่อว่าหลาย ๆ คน คงเคยชินกับการดื่มกาแฟ
บางคนอาจจะดื่มมากกว่าวันละ 1 แก้วด้วยซ้ำ เพื่อให้ร่างกายตื่นตัว และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แต่รู้หรือไม่ว่า จริง ๆ แล้ว ถ้าเราดื่มกาแฟอย่างถูกวิธี จะทำให้พลังงานและประสิทธิภาพการทำงานของเรา เพิ่มขึ้นได้อีกหลายเท่า
ที่ผ่านมา มีข้อมูลระบุว่าผลจากการระบาดใหญ่ของโควิด 19 มีส่วนทำให้คนดื่มกาแฟมากขึ้น
ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา Cinch Home Services บริษัทประกันภัยบ้านในสหรัฐอเมริกา ได้พูดคุยกับนักดื่มกาแฟมากกว่า 1,000 คนในสหรัฐอเมริกา
ผลที่ออกมาคือ 34% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ระบุว่าดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนมากขึ้น ในช่วงที่ผ่านมา
โดย “กาแฟ” คือเครื่องดื่มยอดนิยม
อีกทั้งยังพบว่าพนักงานที่ทำงานที่บ้าน มีโอกาสจะดื่มกาแฟโดยเฉลี่ย 3.1 แก้วต่อวัน ซึ่งมากกว่าเพื่อนร่วมงานที่ไปทำงานในออฟฟิศ ที่บริโภคเฉลี่ย 2.5 แก้วต่อวัน
ซึ่งจริง ๆ แล้ว รู้ไหมว่า หากเราดื่มกาแฟได้อย่างถูกวิธี ก็จะช่วยให้ประสิทธิภาพและพลังงานในการทำงานของเรา เพิ่มขึ้นมากโขเลยทีเดียว โดยไม่ต้องดื่มเข้าไปหลาย ๆ แก้วในทุกวัน
และนี่คือตัวอย่าง 3 เทคนิคง่าย ๆ ที่เราจะสามารถใช้ประโยชน์สูงสุด จากการดื่มกาแฟได้
1. อย่าเพิ่งรีบดื่มกาแฟทันทีหลังตื่นนอน
แรงจูงใจในการตื่นเช้าของใครหลาย ๆ คน อาจเป็นการตื่นขึ้นมาเพื่อจิบกาแฟยามเช้า
แต่รู้หรือไม่ว่า การดื่มกาแฟหลังจากตื่นนอนทันที จะเป็นการทำลายระดับพลังงานธรรมชาติของร่างกายเราได้
โดยคุณ Daniel Pink ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการและพฤติกรรมศาสตร์ และผู้เขียนหนังสือ “When: The Scientific Secrets of Perfect Timing” ได้ทำการทดลอง และได้ข้อสรุปว่า
เวลาที่เหมาะสมในการดื่มกาแฟแก้วแรก คือควรดื่มหลังจากตื่นนอนราว ๆ 60-90 นาที
เช่น หากเราตื่นนอนเวลา 8.00 น. เวลาที่ดีในการดื่มกาแฟแก้วแรก ก็ควรจะเป็น 9.00-9.30 น.
ส่วนเหตุผลเป็นเพราะ เมื่อเวลาเราตื่นนอน ร่างกายของเราจะผลิตฮอร์โมนที่มีชื่อว่าคอร์ติซอลออกมา
ซึ่งคอร์ติซอล จะส่งสัญญาณให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น พร้อมรับวันใหม่ โดยจากการวิจัยนี้ หากเราตื่นนอนเวลา 8.00 น. ระดับคอร์ติซอลมักจะสูงสุดประมาณ 8.30 น.
แต่ถ้าหากเราดื่มกาแฟเข้าไป ระหว่างที่ร่างกายยังผลิตคอร์ติซอลอยู่ กาเฟอีนที่อยู่ในกาแฟจะไปรบกวนการผลิตคอร์ติซอลของร่างกาย
ดังนั้น เราจึงควรปล่อยให้ร่างกายผลิตคอร์ติซอลให้เต็มที่โดยธรรมชาติก่อน จากนั้นจึงค่อยเสริมทัพกระตุ้นร่างกายด้วยกาเฟอีน จึงจะเหมาะสมที่สุด
2. เลือกความเข้มของกาแฟ ให้ถูกจริตกับร่างกาย
เรื่องนี้คุณ Mike Balderrama นักศึกษาและวิจัยด้านกาแฟ ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า
“โดยปกติแล้วเมล็ดกาแฟจะมีระดับกาเฟอีนแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับวิธีการคั่ว”
ทั้งนี้ ระดับการคั่วของกาแฟก็จะมี คั่วอ่อน คั่วกลาง และคั่วเข้ม
ซึ่งหมายความว่า ยิ่งคั่วเข้มเท่าไร ปริมาณกาเฟอีนก็จะยิ่งหายไปมากเท่านั้น
ดังนั้น หากว่าเรายังรู้สึกเฉื่อยชา และกำลังมองหาแหล่งพลังงานจากกาเฟอีนที่มีความเข้มข้นขึ้น
ให้มองหาร้านกาแฟที่มีเมล็ดกาแฟให้เลือก แล้วลองดื่มแบบ “คั่วอ่อน หรือ Light Roast” ดูสักครั้ง
นอกจากนี้ คุณ Balderrama ยังกล่าวว่า
เมล็ดกาแฟในแต่ละฤดูกาลของกาแฟ ก็ให้รสชาติ และปริมาณกาเฟอีนแตกต่างกันด้วย
3. ลองใช้วิธี ดื่มแล้วงีบ หรือที่เรียกว่า “Nappuccino”
ที่ผ่านมาเราคงพอเคยได้ยินว่า ถ้ารู้สึกง่วง ให้ลองงีบหลับสักครึ่งชั่วโมง หรือให้ลองหากาแฟเข้ม ๆ มากระตุ้นสักแก้ว
แต่หลายคนอาจไม่ได้นึกถึงการนำ 2 วิธีนี้มารวมกัน ซึ่งเราเรียกมันว่า “Nappuccino”
ซึ่งหลาย ๆ คนน่าจะพอเดาออก ว่าเกิดจากคำว่า Nap ที่แปลว่า งีบ กับคำว่า Cappuccino ที่เป็นกาแฟแบบหนึ่ง มารวมกัน
โดยวิธีการก็คือ เราจะต้องดื่มกาแฟเข้าไปก่อน แล้วค่อยงีบหลับได้ไม่เกิน 20 นาที เพราะหลังจาก 20 นาที กาแฟจะเริ่มออกฤทธิ์ ซึ่งจะพอดีกับจังหวะที่เราตื่นขึ้นมาพอดี
ซึ่งก็มีผลการศึกษา ทั้งจากประเทศญี่ปุ่น และจากอังกฤษ ที่บอกว่าวิธีนี้ จะช่วยให้ร่างกายตื่นตัวได้ดีที่สุด ทำให้มีสมาธิและสามารถโฟกัสกับงานหรือสิ่งต่าง ๆ ได้ดีกว่าการดื่มกาแฟ หรืองีบหลับเพียงอย่างเดียว
โดยหลักการทางวิทยาศาสตร์ของ Nappuccino สามารถอธิบายได้ง่าย ๆ ว่า
“Nap” หรือการนอนหลับ จะเข้าไปช่วยลดปริมาณอะดีโนซีน ซึ่งเป็นสารเคมีที่ทำให้ร่างกาย และสมองของเรารู้สึกเหนื่อยล้า
และ “Cappuccino” ที่มีกาเฟอีน ซึ่งใช้เวลาประมาณ 20 นาทีกว่าจะออกฤทธิ์มาเพื่อยับยั้งปริมาณอะดีโนซีน
ดังนั้น เมื่อเรางีบหลับ จนปริมาณอะดีโนซีนลดลงแล้ว พอตื่นมา ก็จะพอดีกับที่สารเคมีในกาเฟอีนออกฤทธิ์มาช่วยลดอะดีโนซีนต่อ
ซึ่งหมายความว่า ร่างกายของเราจะเหมือนได้บูสต์พลังงานแบบคูณ 2 นั่นเอง
ทั้งหมดนี้ ก็คือ 3 เทคนิค ที่จะช่วยให้เราใช้ประโยชน์สูงสุดจากการดื่มกาแฟได้
ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปริมาณการดื่มลงได้แล้ว เราอาจจะมีผลงานการทำงาน และโฟกัสต่อสิ่งต่าง ๆ ได้ดีมากขึ้นอีกด้วย..
© 2021 Longtunman. All rights reserved.