รู้จัก “CEO Disease” โรคนิสัยเสียของผู้บริหาร ที่ต้องแก้ให้ถูกวิธี

รู้จัก “CEO Disease” โรคนิสัยเสียของผู้บริหาร ที่ต้องแก้ให้ถูกวิธี

7 ธ.ค. 2021
รู้จัก “CEO Disease” โรคนิสัยเสียของผู้บริหาร ที่ต้องแก้ให้ถูกวิธี | THE BRIEFCASE
หนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง
ของครอบครัวที่ต้องอยู่ด้วยกัน หรือกลุ่มคนที่ต้องทำงานร่วมกัน คงเป็นเรื่องของการสื่อสารที่ไม่เข้าใจหรือไม่ตรงกัน เพราะบางคนก็ไม่กล้าหรือไม่อยากที่จะสื่อสารกับอีกฝ่ายตรง ๆ
ซึ่งปัญหานี้ก็เกิดขึ้นในระดับองค์กรเช่นเดียวกัน และสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในระดับ พนักงานกับพนักงาน พนักงานกับหัวหน้างาน รวมไปถึง ซีอีโอกับหัวหน้าฝ่ายอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน
แต่รู้ไหมว่า ปัญหานี้ดูจะเป็นเรื่องปกติไปแล้วสำหรับองค์กรทั่วไป จนมีคนให้ชื่อกับมันว่า CEO Disease หรือโรคของคนเป็นซีอีโอ
ผู้ที่ให้คำจำกัดความนี้ก็คือ ซีอีโอของบริษัทเชนร้านกาแฟ Biggby Coffee ในสหรัฐอเมริกา ที่ชื่อว่าคุณ
Mike McFall โดยเขาได้ค้นพบว่า พนักงานของเขาส่วนใหญ่ลาออกไปโดยไม่บอกไม่กล่าว หรือแม้แต่ตัวเขาเองก็รู้สึกว่างานที่เขาทำไม่มีความหมายอีกต่อไป
จนเขามีโอกาสได้พบกับที่ปรึกษาทางธุรกิจคนหนึ่ง เขาจึงเล่าปัญหาทั้งหมดให้ฟัง และลองเชิญให้ที่ปรึกษาคนนั้นมาทำเซอร์เวย์ ให้กับพนักงานในบริษัทของเขา แล้วผลที่ได้ออกมาก็ทำให้เขาต้องกลับมาทบทวนตัวเอง
โดยผลการสำรวจส่วนมากนั้นแสดงให้เห็นถึง ปัญหาด้านความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขาและพนักงานในองค์กร
แล้วเขาก็ตระหนักได้ว่า ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าเขาตั้งกำแพงขึ้นมากันระหว่างเขาและพนักงานมากเกินไป และทำให้ไม่มีใครกล้าที่จะให้ฟีดแบ็กกับเขาเลย
จนต่อมาเขาก็ได้ตั้งชื่อให้กับอาการนี้ว่า CEO Disease นั่นเอง..
แล้วถ้าหากเกิดปัญหาเช่นนี้กับองค์กรของเรา
หรือเมื่อพนักงานไม่กล้าพูดกับเราตรง ๆ เราจะทำอย่างไร ?
1. เปิดใจรับฟังจริง ๆ
การเป็นผู้ฟังที่ดีก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน เวลาที่อีกฝ่ายหนึ่งพูด เราควรรับฟังอย่างตั้งใจ และควรมีการตอบโต้กลับทุกครั้งเพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่เราเข้าใจนั้นถูกต้องแล้ว เพราะยิ่งเราแสดงว่าเป็นผู้ฟังที่ดีเท่าไร ผู้พูดก็จะยิ่งอยากพูดหรือเปิดใจออกมามากขึ้น
2. แสดงให้เห็นว่า ไอเดียที่ดีและไม่ดี นั้นมีค่าเท่ากัน
พยายามทำให้พนักงานเห็นว่า ไม่ว่าพวกเขาจะเสนอไอเดียอะไรมา จะไม่มีผิดมีถูก และไม่มีบทลงโทษสำหรับไอเดียที่ไม่ดี เพราะไม่เช่นนั้นพนักงานก็จะมองว่าไอเดียของพวกเขานั้นไม่ดีพอที่จะถูกนำเสนอออกมา
โดยหนึ่งในวิธีที่น่าสนใจคือ ให้ลองจัดการประชุมเพื่อให้พนักงานช่วยกันเสนอไอเดีย แต่ให้พนักงานลองเสนอแต่ไอเดียที่ไม่ดี หรือไอเดียที่พวกเขาคิดว่ามันแย่ที่สุดออกมา
ซึ่งการทำเช่นนี้จะทำให้บรรยากาศในการเสนอไอเดียนั้นผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น และบางไอเดียที่คนเสนออาจเคยไม่มั่นใจหรือมองว่าแย่ มันอาจนำไปต่อยอดให้เกิดไอเดียเจ๋ง ๆ ได้เช่นกัน
3. เสนอสิ่งตอบแทนเวลาเสนอไอเดียใหม่ ๆ
ถ้าหากลองหลายวิธีแล้วไม่ได้ผล อาจลองเสนอเป็นผลตอบแทนหรือรางวัลสำหรับคนที่เสนอไอเดียดู เพราะหลายครั้งที่บางบริษัทมักมีบทลงโทษสำหรับพนักงานที่ไม่ยอมเสนอไอเดีย ก็ให้ลองเปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่ โดยเปลี่ยนเป็นการให้รางวัลคนที่เสนอไอเดียแทน เพื่อให้บรรยากาศไม่ตึงเครียดเกินไป
4. ขอรับฟีดแบ็กจากพนักงานแบบตรง ๆ
ซีอีโอหรือหัวหน้างานอาจมีการจัดการรับฟังความเห็นจากพนักงาน ซึ่งอาจทำในช่วงประเมินพนักงานปลายปี หรือประจำไตรมาสก็ได้ โดยอาจเป็นการตั้งคำถามง่าย ๆ เช่น คุณมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับบริษัทของเรา หรือบทบาทหน้าที่ที่คุณทำเป็นอย่างไรในตอนนี้
ซึ่งการทำเช่นนี้อาจทำให้เราได้ความเห็นที่ดีจากพนักงานและยังเป็นการส่งเสริมให้พวกเขารู้สึกกล้าที่จะแสดงความเห็นมากขึ้น
5. พยายามจัดกิจกรรมเสนอไอเดียให้ครอบคลุมทุกรูปแบบ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าพนักงานในแต่ละองค์กรนั้นย่อมมีบุคลิกลักษณะที่แตกต่างกัน บางครั้งการจัดกิจกรรมหนึ่ง อาจส่งเสริมให้คนบางกลุ่มออกมาพูดเท่านั้น
ดังนั้นเราจึงควรจัดให้ครอบคลุมเพื่อให้มั่นใจว่าเราจะได้รับความเห็นจากพนักงานอย่างทั่วถึง เช่น การพูดคุยตัวต่อตัว การรวมทีมระดมไอเดียทุกสัปดาห์ การให้ทำแบบสอบถาม
อย่างในกรณีของ Biggby Coffee หลังจากที่ Mike พบปัญหาเขาก็รีบปรับตัวทันที
เริ่มตั้งแต่ การเพิ่มเงินเดือนให้คณะกรรมการ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการระดมไอเดีย การจัดการประชุมทุกสัปดาห์ รวมไปถึงการจัดคอร์สฝึกฝนพนักงานให้มีความเชี่ยวชาญในงานที่ทำมากขึ้น และเขาก็ได้เรียนรู้ที่จะเป็นผู้ฟังที่ดี ไม่พูดขัดหรือแทรกเพื่อให้อีกฝ่ายกล้าเสนอไอเดียอย่างเต็มที่
ซึ่งหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลง คุณ Mike กล่าวว่า ทิศทางของบริษัทก็เป็นไปในทางที่ดีขึ้น ทุกคนให้ความร่วมมือ และมีส่วนร่วมไปกับบริษัท และก็ช่วยให้บริษัทสามารถเติบโตอย่างรวดเร็วและแข็งแกร่ง รวมถึงตัวเขาเองก็มีเป้าหมายในการทำงานมากขึ้นเช่นกัน..
© 2021 Longtunman. All rights reserved.