ทำไม แบรนด์หรู ต้องมีลายโมโนแกรม เป็นของตัวเอง

ทำไม แบรนด์หรู ต้องมีลายโมโนแกรม เป็นของตัวเอง

14 มี.ค. 2022
ทำไม แบรนด์หรู ต้องมีลายโมโนแกรม เป็นของตัวเอง | BrandCase
หากคุณรู้จักหรือหลงใหลในสินค้าแบรนด์หรู
อย่างเช่น Louis Vuitton, Gucci หรือ Dior
คงเคยได้เห็นลายที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์เหล่านั้นผ่านตามาบ้างไม่มากก็น้อย
และบ่อยครั้งที่เห็น ก็รู้ได้ทันทีว่า เสื้อผ้าหรือกระเป๋าชิ้นนั้น เป็นของแบรนด์อะไร ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะความโดดเด่นของลายโมโนแกรมนั่นเอง
ลายโมโนแกรม คือ ลวดลายซ้ำ ๆ ซ้อนกันไปมา อาจจะเกิดจากตัวอักษรที่ซ้ำกัน หรืออาจจะเป็นรูปร่างที่นำมาเรียงต่อ ๆ กัน ซึ่งถือเป็นลายเอกลักษณ์ของแบรนด์ต่าง ๆ ที่เห็นเมื่อไร ก็รู้ได้ทันทีเลยว่าเป็นสินค้าของแบรนด์อะไร
แล้วทำไมแบรนด์หรูมากมายเหล่านี้ ถึงต้องมีลายโมโนแกรมเป็นของตัวเอง ?
ต้องบอกว่าลายโมโนแกรมถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญ
ที่สร้างการจดจำให้กับแบรนด์ได้ดีไม่แพ้ตัวโลโก
เพราะก็มีหลายแบรนด์ที่คนอาจจะไม่คุ้นเคยกับโลโก แต่จดจำลายโมโนแกรมที่อยู่บนกระเป๋าหรือเสื้อผ้าได้
มากไปกว่านั้น ลายโมโนแกรมยังช่วยป้องกันในเรื่องของการลอกเลียนแบบในสมัยก่อน
อย่างกระเป๋า Louis Vuitton เองก็ได้ใช้ลาย Damier หรือลายตารางที่เป็นที่รู้จักกันอย่างดี มาใช้ในการป้องกันการลอกเลียนแบบ
เพราะการทำลายตารางในสมัยก่อนนั้นทำได้ยาก
เนื่องจากสมัยก่อนยังไม่มีเครื่องจักรเหมือนกับในสมัยนี้ ทาง Louis Vuitton เลยใช้การปักลายด้วยมือเพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบ และกลายเป็นลายที่โดดเด่นของแบรนด์นับแต่นั้นมา
แต่ลายโมโนแกรมที่เรียบง่ายเกินไป เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้น ก็ทำให้การลอกเลียนแบบทำได้ง่ายขึ้น
ทำให้แบรนด์หรูต้องออกแบบลายโมโนแกรมขึ้นมาใหม่ ให้มีความยากมากขึ้น เพื่อให้การลอกเลียนแบบเป็นไปได้ยากนั่นเอง
ตัวอย่างเช่น Louis Vuitton Monogram ลายโมโนแกรมของ Louis Vuitton ที่ประกอบไปด้วย ตัวอักษร LV และดอกไม้ 4 กลีบ ที่มีทั้งหมด 3 แบบ เรียงต่อกัน ออกแบบโดย Georges Vuitton ลูกชายของ Louis Vuitton ซึ่งเป็นลายที่ถูกออกแบบภายหลังลาย Damier
หลังจากที่แบรนด์หรูเหล่านี้ออกแบบลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ออกมา การที่จะครอบครองลายนั้นได้อย่างสมบูรณ์ คือการยื่นจดลิขสิทธิ์
เพื่อให้ลายเป็นเอกสิทธิ์ของแบรนด์แต่เพียงผู้เดียว หากมีคนอื่นนำไปผลิตก็จะถือว่าเป็นของผิดลิขสิทธิ์
แต่ก็มีบางแบรนด์ที่เคยทำเรื่องผิดพลาดเกี่ยวกับลายโมโนแกรมที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง นั่นก็คือ
BURBERRY ที่เคยขายลิขสิทธิ์ลาย Burberry Check หรือลายตารางโทนน้ำตาลครีมตัดดำ จนไปอยู่บนสินค้ามากมายทั่วโลก
ทำให้เกิดสินค้าลอกเลียนแบบมากมาย ส่งผลให้ลูกค้าชนชั้นสูงหมดความเชื่อถือในตัวแบรนด์ จนแบรนด์ต้องทุ่มเงินหลายล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อซื้อลิขสิทธิ์กลับมา
มากไปกว่านั้น ลายโมโนแกรมที่ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี จะสามารถแสดงแครักเตอร์ของแบรนด์ออกมาได้อย่างโดดเด่น และสามารถดึงดูดความสนใจที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์ได้นั่นเอง
หรือแบรนด์เก่าแก่ของฝรั่งเศสอย่าง Goyard
ที่หลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยกับชื่อหรือโลโกของแบรนด์ แต่สามารถจดจำลายรูปตัววายที่ดูมีมิติและซ้อนกันไปมาบนกระเป๋าของแบรนด์ได้
ซึ่งลายโมโนแกรมของ Goyard มีที่มาจากอาชีพขนท่อนซุงของบรรพบุรุษ โดยตัว Y ของแบรนด์นั้นมาจากอักษรตัวกลางของชื่อ และมีลักษณะเหมือนท่อนซุง เกิดจากจุดเล็ก ๆ สีที่แตกต่างกันทำให้ดูมีมิติ คล้ายกับท่อนไม้ที่ซ้อนกันอยู่นั่นเอง
เรื่องราวที่แบรนด์ได้สื่อสารออกมาให้ลูกค้าเห็น ในรูปแบบลวดลายโมโนแกรมที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์บนสินค้าต่าง ๆ อาจเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มความหรูหรา มูลค่า และความโดดเด่นให้กับแบรนด์มากขึ้น
เพราะต่อให้ไม่ต้องดูที่โลโก
ก็สามารถรู้ได้ทันทีว่ากระเป๋าที่ถือมา หรือเสื้อผ้าที่สวมใส่นั้น เป็นของแบรนด์อะไร..
© 2022 Longtunman. All rights reserved.