แบรนด์ได้อะไร จากการจับมือแบรนด์อื่น ออกคอลเลกชันใหม่ ?

แบรนด์ได้อะไร จากการจับมือแบรนด์อื่น ออกคอลเลกชันใหม่ ?

19 มี.ค. 2022
แบรนด์ได้อะไร จากการจับมือแบรนด์อื่น ออกคอลเลกชันใหม่ ? | BrandCase
ในช่วงที่ผ่านมา เราคงได้มีโอกาสเห็นหลาย ๆ แบรนด์ ต่างพากันไปจับมือกับแบรนด์ต่าง ๆ
อย่างเช่น แบรนด์ Pepsi ที่มาจับมือกับ Blackpink ทำกระป๋องลวดลายพิเศษ
หรือ Nike กับ Louis Vuitton ออกรองเท้าลวดลายใหม่ บนรองเท้ารุ่น Air Force 1
แล้วการทำแบบนี้ ส่งผลดีต่อแบรนด์ อย่างไร ? ลองมาวิเคราะห์ประโยชน์หลัก ๆ ที่แบรนด์จะได้รับกัน
1. กระตุ้นยอดขายสินค้า สร้างกระแสนิยมให้ลูกค้าติดตาม
การทำเช่นนี้ช่วยให้เกิดสถานการณ์ win-win ทั้งสองแบรนด์ที่มาจับมือกัน
เพราะการออกสินค้าใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน จะทำให้คนอยากมาจับจองเป็นเจ้าของ ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดได้
นอกจากนี้ การร่วมมือหรือจับมือกับแบรนด์ต่าง ๆ มักทำออกมาในรูปแบบ คอลเลกชันพิเศษที่ของมีจำนวนจำกัดนั้น
จะช่วยดึงความสนใจให้ลูกค้าอยากซื้อสินค้ามากขึ้น เพราะอาจมองว่าเป็นการสะสม และไม่ได้ทำออกมาขายบ่อย ๆ
ยกตัวอย่างก็เช่น เครื่องดื่มเป๊ปซี่ ที่ออกคอลเลกชันเป็นลวดลายศิลปิน Blackpink
นอกจากจะช่วยดึงยอดขายจากฐานแฟนคลับแล้ว ยังทำให้กลุ่มลูกค้าที่ชอบสะสมนั้น ก็อยากซื้อให้ครบทั้ง 4 ศิลปินในวง Blackpink
เท่ากับว่าจากเดิมที่ปกติอาจจะซื้อเพื่อดื่มเพียงกระป๋องเดียว ก็อาจจะเปลี่ยนมาซื้อ 4 กระป๋อง เพื่อสะสมให้ครบทุกลายที่มีในคอลเลกชันนั้น ๆ
อย่างไรก็ตาม แบรนด์ที่มาจับมือกันแล้วได้ผลตอบรับที่ดี อาจต้องมีภาพลักษณ์ที่เป็นแบรนด์ “ระดับเดียวกัน” และทำการบ้านเรื่องจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาเป็นอย่างดี
เพื่อให้แคมเปญที่จะออกมา ถูกใจฐานแฟน ๆ ของแต่ละฝ่ายมากที่สุด
2. สร้างฐานลูกค้าใหม่ ให้แก่กันและกัน
อย่างในกรณีแบรนด์ The North Face จับมือกับแบรนด์หรู Gucci
หากมาลองวิเคราะห์ดูแล้ว The North Face ดูเป็นแบรนด์ที่เป็นสไตล์ outdoor ที่ไม่ได้เป็นกระแสแฟชั่นเสียเท่าไรนัก ทำให้กลุ่มลูกค้าเดิมนั้นอาจอยู่ในกลุ่มผู้ใหญ่ หรือคนที่ชอบทำกิจกรรม
ในขณะที่ Gucci เอง มีความเป็นแบรนด์หรู ที่มีฐานแฟน ๆ ค่อนข้างกว้างทั่วโลก
ทีนี้ เมื่อทั้งสองแบรนด์มาร่วมจับมือกัน สิ่งที่ได้ก็คือ The North Face ก็ได้ฐานลูกค้าเพิ่มมากขึ้น เพราะได้ความเป็น “ของมันต้องมี” มาจากแบรนด์หรูอย่าง Gucci
ส่วน Gucci ก็ได้ฐานลูกค้าใหม่ ๆ ที่เป็นลูกค้าเดิมของ The North Face แต่ต้องการความทันสมัย และความหรูหราในแบบฉบับแบรนด์หรูมากขึ้น
3. มีโอกาสทำกำไรเพิ่มขึ้น
เนื่องจากเป็นสินค้าพิเศษที่ไม่ได้ผลิตออกมาบ่อย ๆ จึงทำให้แบรนด์ สามารถตั้งราคาสินค้าในคอลเลกชันพิเศษให้มีราคาที่สูงขึ้นกว่าได้
และหากสามารถสร้างยอดขายได้น่าพอใจ จนครอบคลุมต้นทุนในการทำแคมเปญ
แบรนด์ก็มีโอกาสทำกำไรเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นว่า การทำธุรกิจในยุคนี้ ไม่จำเป็นต้องมีใครได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์ แบบ Win-Loss situation เสมอไป
เพราะแบรนด์สามารถฝใช้กลยุทธ์การร่วมจับมือกับแบรนด์อื่น ๆ
ให้สามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจแบบ Win-Win
เกื้อหนุนกันทั้งสองฝ่าย ให้เติบโตไปพร้อม ๆ กันได้ นั่นเอง..
© 2022 Longtunman. All rights reserved.