เรียนรู้การทำธุรกิจครบวงจร แบบแนวดิ่ง ของ CPF

เรียนรู้การทำธุรกิจครบวงจร แบบแนวดิ่ง ของ CPF

31 มี.ค. 2022
เรียนรู้การทำธุรกิจครบวงจร แบบแนวดิ่ง ของ CPF | BrandCase
ในทางธุรกิจ ระบบห่วงโซ่อุปทานจะประกอบด้วย ผู้ผลิตวัตถุดิบ ซึ่งอาจเปรียบได้กับ “ต้นน้ำ”
ผู้แปรรูปวัตถุดิบให้เป็นสินค้า เปรียบเสมือน “กลางน้ำ”
และผู้จัดจำหน่ายสินค้าหรือผู้ให้บริการแก่ผู้บริโภค เปรียบเสมือน “ปลายน้ำ”
ธุรกิจเหล่านี้ล้วนพึ่งพาอาศัยกัน
เช่น ผู้ผลิตวัตถุดิบได้กำไรจากการขายวัตถุดิบให้แก่ผู้แปรรูปวัตถุดิบ ขณะที่ผู้แปรรูปวัตถุดิบได้กำไรจากการขายสินค้าให้แก่ผู้จัดจำหน่ายสินค้า
แต่สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ หนึ่งในกลยุทธ์ที่นิยมใช้เพื่อควบคุมต้นทุน และเพิ่มช่องทางการทำรายได้และกำไรให้กับบริษัท คือ การทำธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกันในห่วงโซ่อุปทาน
แบบครอบคลุมทั้ง ต้นน้ำ ไปจนถึง ปลายน้ำ
หรือที่เรียกว่า กลยุทธ์การขยายธุรกิจในแนวดิ่ง (Vertical Integration)
ถ้าย้อนกลับมามองในประเทศไทยของเรา มีบริษัทไหนที่นำกลยุทธ์นี้มาใช้บ้าง ?
หนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจของกลยุทธ์นี้ ถ้าหากมองดูใกล้ตัวเรา ก็คงจะเป็นธุรกิจในเครือ CP
ซึ่งหนึ่งธุรกิจที่มีการขยายธุรกิจแบบครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
ก็คือ เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ CPF ที่ทุกคนคุ้นชื่อกันเป็นอย่างดี
CPF เป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม และอาหารแบบครบวงจร
โดยแบ่งออกเป็น 3 ธุรกิจหลัก คือ
1. ธุรกิจอาหารสัตว์
ธุรกิจเริ่มต้นของ CPF ในตอนแรกคือ ธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์ ที่ครอบคลุมทั้งอาหารสัตว์บก และสัตว์น้ำ เพื่อส่งให้กับฟาร์มสัตว์ต่าง ๆ ภายในประเทศ
เเต่ในปัจจุบัน CPF ได้มีการขยายธุรกิจไปสู่ธุรกิจฟาร์มปศุสัตว์เป็นของตัวเอง เช่น ฟาร์มหมู ฟาร์มไก่ บ่อปลา และบ่อกุ้ง
ซึ่งการที่ CPF สามารถผลิตอาหารสัตว์และมีฟาร์มปศุสัตว์เป็นของตัวเอง ก็ช่วยให้บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนและมีอำนาจในการกำหนดราคาสินค้าได้มากขึ้น
ปัจจุบันธุรกิจอาหารสัตว์ของ CPF มีมากถึง 10 แบรนด์ด้วยกัน
และหากย้อนไปถึงวัตถุดิบที่นำมาทำอาหารสัตว์
ส่วนใหญ่แล้วล้วนมาจากผลผลิตทางการเกษตรภายในประเทศ ซึ่งหนึ่งในผู้จัดจำหน่ายปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์ทางการเกษตรรายใหญ่ของประเทศไทย ก็คือ บริษัท เจียไต๋ จำกัด บริษัทลูกในเครือ CP นั่นเอง
โดยธุรกิจนี้มีรายได้คิดเป็นสัดส่วน 37% ของยอดขายทั้งหมดของบริษัท ในปี 2020
2. ธุรกิจเลี้ยงและแปรรูปเนื้อสัตว์
หลังจากมีต้นน้ำที่แข็งแกร่งแล้ว CPF ก็เริ่มเข้าสู่ธุรกิจในส่วนของ “ธุรกิจกลางน้ำ” นั่นก็คือ การเลี้ยงและแปรรูปเนื้อสัตว์ โดยเริ่มตั้งแต่กระบวนการเพาะพันธุ์สัตว์ การเลี้ยงเป็นฟาร์มหมู ฟาร์มไก่ บ่อปลา และบ่อกุ้ง
การมีธุรกิจอาหารสัตว์เป็นของตัวเอง ช่วยให้ CPF สามารถควบคุมต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ได้ ส่งผลให้ราคาเนื้อสัตว์ของ CPF นั้นมีราคาถูก และเมื่อเทียบกับเจ้าอื่น ๆ ในตลาด และราคาเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น
นอกจากขายในรูปแบบของสดแล้ว CPF ยังนำเนื้อสัตว์มาแปรรูปขั้นพื้นฐาน
และธุรกิจนี้ เป็นธุรกิจที่ทำรายได้มากที่สุดของ CPF โดยคิดเป็น 47% ของยอดขายรวมทั้งหมดในปี 2020
3. ธุรกิจอาหาร
เมื่อมีทั้งต้นน้ำและกลางน้ำ ที่สามารถส่งวัตถุดิบและสินค้าออกสู่ตลาดได้มากพอ CPF จึงเริ่มทำ “ธุรกิจปลายน้ำ” คือ อาหารสำเร็จรูป ไม่ว่าจะเป็น เนื้อสัตว์กึ่งปรุงสุก, อาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน
เพื่อส่งขายตามช่องทางจำหน่ายต่าง ๆ
ตัวอย่างช่องทางจำหน่าย ที่วัตถุดิบอาหารสำเร็จรูปของ CPF ส่งไปขาย ก็อย่างเช่น
- ไก่เชสเตอร์ ร้านฟาสต์ฟูดไก่ย่าง ที่มีกลุ่มเป้าหมายคือ วัยรุ่น วัยทำงาน และกลุ่มครอบครัว
- ไก่ห้าดาว ธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีมากกว่า 6,000 สาขาทั่วประเทศ และในต่างประเทศอีก 1,600 สาขา
- Hi Pork ร้านขายอาหารสำเร็จรูปพร้อมทานจากเนื้อหมู
- และที่ขาดไม่ได้ ก็คือ ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven
โดยธุรกิจนี้มีรายได้คิดเป็นสัดส่วน 16% ของยอดขายทั้งหมด ในปี 2020
สรุปแล้ว หัวใจหลักของการขยายธุรกิจในแนวดิ่งคือ ช่วยให้บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนในการผลิต และควบคุมคุณภาพวัตถุดิบให้เป็นไปตามมาตรฐานที่บริษัทกำหนดได้ เพราะไม่ว่าจะเป็น ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ค่าดำเนินการ ไปจนถึงการทำหน้าร้าน ก็ล้วนเป็นของบริษัทเดียวกัน
และเมื่อเป็นแบบนี้ จึงทำให้บริษัทสามารถขายสินค้าในราคาที่ถูกกว่าคู่แข่งอื่น ๆ ได้ ซึ่งมีส่วนช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น
และสุดท้ายบริษัทก็กลายเป็นเจ้าใหญ่ในตลาดนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม การทำธุรกิจแบบครบวงจรนี้ จำเป็นต้องใช้เงินทุนเป็นจำนวนมาก เพื่อสร้างโรงงาน และระบบควบคุมคุณภาพต่าง ๆ ไปจนถึงหน้าร้านบริการ
ดังนั้นเราจึงจะเห็นการนำกลยุทธ์นี้มาใช้ในบริษัทใหญ่ ๆ
อย่างเช่นตอนนี้ ที่ไม่ว่าจะหันไปซื้อสินค้าอะไร ก็เป็นสินค้าของเครือ CP ไปแทบจะทั้งหมด..
© 2022 Longtunman. All rights reserved.