กรณีศึกษา ทำไม Nike เกิดทีหลัง แต่ใหญ่กว่า Adidas

กรณีศึกษา ทำไม Nike เกิดทีหลัง แต่ใหญ่กว่า Adidas

17 มิ.ย. 2022
กรณีศึกษา ทำไม Nike เกิดทีหลัง แต่ใหญ่กว่า Adidas | BrandCase
ถ้าให้พูดชื่อแบรนด์กีฬาที่โด่งดังที่สุดในโลก
สองชื่อแรกที่เรานึกออก คงไม่พ้น Nike กับ Adidas
โดย Adidas ถูกก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1949 หรือมีอายุกว่า 73 ปี
ส่วน Nike นั้นเกิดช้ากว่า โดยถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1964 หรือมีอายุเพียง 58 ปี
แต่ปัจจุบัน Nike กลับกลายเป็นแบรนด์กีฬา ที่มีมูลค่าตลาดมากที่สุดในโลก
โดย Nike มีมูลค่าตลาดกว่า 6.7 ล้านล้านบาท คิดเป็นเกือบ 5 เท่า ของ Adidas ที่มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 1.4 ล้านล้านบาท
แล้วทำไม Nike เกิดทีหลัง แต่ใหญ่กว่า Adidas ได้ ?
1. งบการตลาดของ Nike ที่ทุ่มหนักกว่า
ถ้าหากใครได้เห็นโฆษณาต่าง ๆ ของทั้งสองแบรนด์ อาจจะมองว่าทั้งคู่นั้น มีการใช้กลยุทธ์ทางการตลาดที่ค่อนข้างสูสีกันมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นในด้านการจ้างพรีเซนเตอร์
หรือการเป็นสปอนเซอร์ในรายการแข่งขันกีฬาต่าง ๆ
แต่ถ้าถามว่าแบรนด์ไหน ที่ทุ่มเทในด้านการตลาดมากกว่า แบรนด์นั้นก็คงจะเป็นแบรนด์อย่าง Nike โดยในปี 2021 นั้น Nike ได้ใช้จ่ายด้านการตลาดไปถึง 107,000 ล้านบาท
เทียบกับ Adidas ที่ในปีที่ผ่านมา ที่ใช้ไป 94,000 ล้านบาท
ซึ่งจะเห็นว่า Nike จ่ายงบการตลาดไปหนักกว่า Adidas ราว 14%
โดยปัจจุบัน Nike ก็ยังเป็นผู้ชนะดีล การทำชุดกีฬาให้กับสมาคมบาสเกตบอล NBA ในสหรัฐอเมริกา เป็นระยะเวลากว่า 8 ปีแล้ว เริ่มตั้งแต่ปี 2017
ซึ่งเป็นการแทนที่ Adidas ทำให้ในช่วงที่ผ่านมา เราจึงได้เห็น Nike โลดแล่นอยู่ในสนามการแข่งขันบาสเกตบอลอยู่บ่อยครั้ง
นอกจากเรื่องของงบที่มหาศาลแล้ว Nike ยังโดดเด่นในเรื่องของการทำการตลาด เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายของตนเอง โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นกลุ่ม Gen Z ที่ถือเป็นกำลังซื้อสำคัญในปัจจุบัน
โดย Nike ได้เน้นการทำการตลาดผ่านทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ด้วยวิธีการ เช่น
- การจับมือกับบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการต่าง ๆ
ไม่ว่าจะเป็น วงการเพลง วงการกีฬา เช่น คุณ Tiger Woods นักกอล์ฟชื่อดัง หรือคุณ Billie Eilish นักร้องชื่อดัง ทำให้แบรนด์ดูมีความเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น
- การใช้โซเชียลมีเดียเพื่อรับฟังฟีดแบ็กจากลูกค้า
โดยทาง Nike นั้นค่อนข้างมีความแอ็กทิฟในการรับฟังความคิดเห็นจากลูกค้า โดยอย่างใน Twitter ที่เมื่อมีการร้องเรียน หรือพูดถึง ทาง Nike ก็จะตอบกลับทันที
ซึ่งต้องบอกว่า ทาง Adidas ก็ทำได้ดีเหมือนกัน แต่ Nike ก็ดูจะมีแต้มต่อที่ดีกว่า..
2. แบรนด์ในเครือของ Adidas ไม่ประสบความสำเร็จ เท่า Nike
แบรนด์ลูกของ Nike คือ Converse และ Jordan ซึ่งเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จ และยังสร้างยอดขายในแต่ละปีได้เป็นจำนวนมาก
โดยในปีที่ผ่านมา Converse ทำรายได้ไปกว่า 76,050 ล้านบาท ส่วน Jordan นั้น ทำรายได้ไปกว่า 162,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่ามากที่สุดเป็นประวัติการณ์
ในขณะที่แบรนด์อย่าง Adidas นั้น เคยลงทุนในแบรนด์ Reebok ในปี 2005 แต่ก็ไม่เกิด จนสุดท้ายต้องขายทิ้งไป
โดยเมื่อปี 2021 ที่ผ่านมา Adidas ตัดสินใจขาย Reebok ไปให้กับบริษัท Authentic Brands Group เครือเจ้าของแบรนด์แฟชั่นอย่าง Arrow, Volcom, Forever 21
ทำให้ในตอนนี้ Adidas เหลือแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จมาก ๆ คือ Yeezy ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างทาง Adidas และ Rapper ชื่อดังอย่างคุณ Kanye West
โดยปัจจุบันเขายังถือเป็นเจ้าของแบรนด์ Yeezy แบบเต็มตัว 100% และยังมีอำนาจในการออกแบบและบริหารอยู่
3. Nike ชิงพื้นที่ตลาดสำคัญ อย่างสหรัฐอเมริกาได้สำเร็จ
แน่นอนว่าฐานลูกค้ารายใหญ่ของทั้งสองบริษัทนี้ คือ สหรัฐอเมริกา
โดยจากรายงานในปี 2018 สหรัฐอเมริกาถือเป็นประเทศที่ครองส่วนแบ่งตลาดเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬามากที่สุด และคาดการณ์ว่าจะเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกจนถึงปี 2025
ซึ่ง Nike ในฐานะที่เป็นแบรนด์สัญชาติอเมริกัน ย่อมมีข้อได้เปรียบมากกว่า Adidas ที่เป็นบริษัทสัญชาติเยอรมัน ที่อาจไม่ได้เข้าใจลักษณะของตลาดอเมริกันได้ดีแบบหมดจดทุกรายละเอียดเหมือนกับ Nike
โดยนักวิเคราะห์หลายราย ก็ได้กล่าวว่า Adidas นั้นมักเพิกเฉยในสิ่งที่ลูกค้าชาวอเมริกันต้องการอยู่บ่อยครั้ง
โดยหากเรามาดูยอดขายในปัจจุบันจะพบว่า ยอดขายตามภูมิภาคของ Nike นั้น อยู่ที่แถบประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ มากที่สุดที่ 40%
ขณะที่ Adidas นั้น มีสัดส่วนยอดขายมาจากทวีปยุโรป มากที่สุดที่ 37%
และ 3 เหตุผลสำคัญที่ว่านี้ ก็เลยทำให้ Nike ใหญ่กว่า Adidas ได้
แม้จะเป็นคนมาทีหลัง ก็ตาม..
© 2022 Longtunman. All rights reserved.