AI จะไม่แทนที่มนุษย์ แต่จะเปลี่ยนความหมายของการเป็นมนุษย์

AI จะไม่แทนที่มนุษย์ แต่จะเปลี่ยนความหมายของการเป็นมนุษย์

วันนี้ในงาน Microsoft AI Tour in Bangkok มีบทสนทนาที่น่าสนใจ เกี่ยวกับ AI ต่อเศรษฐกิจไทย จากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน จาก 3 องค์กร
ทั้งภาครัฐ โดยดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ภาคองค์กรขนาดใหญ่หรือธนาคาร โดยคุณปิติ ตัณฑเกษม CEO ของ TTB
และสตาร์ตอัป โดยคุณไมเคิล เชน CEO & Co-Founder ของ Buzzebees
หัวข้อนี้พูดเรื่องการนำ AI มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยเน้นย้ำว่าการปรับใช้เทคโนโลยีต้องเริ่มต้นจาก โจทย์ทางธุรกิจ และการแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงแค่การลงทุนซื้อไลเซนส์เทคโนโลยี มาแจกจ่ายเท่านั้น..
เริ่มจากคำถามแรก.. AI จะเข้ามาสร้างประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจและธุรกิจ ให้กับประเทศไทย ในระยะเวลาอันใกล้นี้ ได้อย่างไร ?
ดร.สันติธาร บอกว่า โอกาสของเศรษฐกิจไทย เมื่อมองผ่าน AI จะตอบโจทย์ 3 คำสำคัญ
1. Growth (การเติบโต)
ประเทศไทยขาดเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Engine) มานาน ทำให้หลังยุคโควิดเราเติบโตไม่ถึง 3%
AI ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่จะเป็นโอกาสสำคัญให้เราสร้างเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ได้ หากเราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตระดับโลก
2. Productivity (ผลิตภาพ)
เรากำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งประชากรวัยแรงงานที่ลดลงนั้นทำให้ GDP ของเราหายไปประมาณปีละ 1%
ดังนั้น คนทำงานแต่ละคนต้องมีผลิตภาพมากขึ้น เพื่อทดแทนแรงงานที่หายไป ซึ่ง AI จะสามารถเข้ามาช่วยปลดล็อก เรื่องการเพิ่มผลิตภาพได้อย่างมหาศาล
3. Inequality (ความเหลื่อมล้ำ)
AI อาจจะทำให้ความเหลื่อมล้ำแย่ลง หรือดีขึ้นก็ได้ หากใช้อย่างถูกต้อง AI จะช่วยเสริมพลัง ปลดล็อกให้คนตัวเล็กและธุรกิจขนาดเล็ก มีโอกาสเติบโต
ตัวอย่างเช่นเทรนด์ Solo Planner ที่คนเพียงหนึ่งคนสามารถมีผู้ช่วยหรือที่ปรึกษาธุรกิจระดับโลกอยู่ในมือ ทำได้ทั้งการตลาดและการเงิน นี่คือโจทย์หลักของเศรษฐกิจไทยที่ AI สามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบได้
แล้วการผลักดันและวัดผล AI ในองค์กร ต้องทำอย่างไร ?
คุณปิติ แนะนำว่า ต้องเริ่มที่ "อย่าทำอะไร" ก่อน
“สิ่งแรกเลยคือ อย่าแค่ซื้อ License AI ไปแจกทุกคนแบบหว่าน ๆ
และอย่าโยนโปรเจกต์ AI ให้เป็นแค่งานของแผนก IT”
การนำ AI มาใช้มันเหมือนการปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่เปลี่ยนจากคนทำทุกอย่าง ไปสู่เครื่องจักร จนเป็นโรงงานไร้คน
AI ก็เช่นกัน มันจะเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมบริการ ที่ไม่ได้เป็นแค่งานรูทีน
ซึ่งความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ "โจทย์ธุรกิจต้องชัด" อย่าเริ่มจากตัวเทคโนโลยี ให้ลองนึกถึงตารางแบบ 2x2 ระหว่างผลลัพธ์ทางธุรกิจ (Impact) และความพร้อมของเทคโนโลยี (Tech Readiness)
- ควรทำ (ขวาบน) : สร้าง Impact ได้เยอะ และเทคโนโลยีพร้อม
- อย่าทำ (ซ้ายบน) : เทคโนโลยีดูดีมาก แต่ต้องฝืนหา Use case มายัดใส่ให้ได้ แบบนี้ทำไปก็เจ๊ง และเสียเงินเปล่า
- ให้เฝ้าระวัง (ขวาล่าง) : เทคโนโลยียังไม่พร้อมในวันนี้ แต่ถ้ามาเมื่อไร จะเปลี่ยนโฉมธุรกิจเราได้เลย อันนี้ต้องคอยติดตาม
นอกจากนี้ โปรเจกต์ AI จะต้องเป็นวิสัยทัศน์ที่ถูกขับเคลื่อนจากผู้บริหารระดับสูง (Top-down) ควบคู่กับทีมหน้างาน (Bottom-up)
สำหรับ TTB ได้มีการจัดอบรมผู้บริหารและพนักงานหน้างาน และวัดผลการใช้ AI ออกเป็น 5 ด้าน
1. Accelerate Workflow ช่วยให้การทำงานไหลลื่นและง่ายขึ้น
2. Augmented Intelligence ช่วยดึงความรู้มาแนะนำ เพื่อให้พนักงานทำงานได้เก่งขึ้น
3. Streamline Best Practice ช่วยประมวลผลดึงแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดออกมาใช้หน้างาน
4. Experience สร้างประสบการณ์ที่ดีทั้งกับลูกค้าและคนในองค์กร
5. Personal and Engagement ทำให้เกิดการดูแลลูกค้าแบบเฉพาะเจาะจงรายบุคคล แต่ที่สำคัญมากคือ ข้อจำกัดเรื่องข้อมูล
หากเริ่มทำ AI โดยไม่สนใจความพร้อมของข้อมูล ทำไปสักพักระบบจะรวน และให้ผลลัพธ์ที่ผิดพลาด จนทำให้การลงทุนกลายเป็นเรื่องสูญเปล่า เช่น ได้ AI มาเพื่อทำฟีเจอร์ดูดวง หรือหาเลขบัญชีมงคลตามวันเกิด ซึ่งไม่ได้ตอบโจทย์ผลลัพธ์หลักทางธุรกิจ
ขณะที่คุณไมเคิล เล่าว่า วันนี้สิ่งที่ทำให้เขานอนไม่หลับและกลัวที่สุด ไม่ใช่คู่แข่งที่เขาเห็น ๆ กันอยู่ เพราะคู่แข่งก็มีต้นทุน มีพนักงานที่ต้องดูแลเหมือนกัน
แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ "คนไม่มีอะไรเลย" ที่เริ่มธุรกิจจากศูนย์ด้วยโมเดล AI และสร้างทีมขึ้นมาแข่งจนเราอาจจะตั้งรับไม่ทัน
ปัญหาที่ใหญ่และยากที่สุดในองค์กรตอนนี้คือเรื่อง Mindset ที่พนักงานยังใช้ AI ไม่เป็น และเข้าใจผิดว่า AI คือแค่การเปิด ChatGPT ขึ้นมาแช็ต
อีกทั้งการให้แผนก IT ทำโปรเจกต์ AI เป็นเรื่องที่อันตราย เพราะแผนก IT มักไม่เข้าใจเป้าหมายทางธุรกิจ ทำให้ผลลัพธ์มักจะออกมาแค่ช่วยให้ IT ทำงานสบายขึ้น มีเวลาว่างมากขึ้น แต่บริษัทไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย..
ดังนั้น เราต้องโฟกัสไปที่ผลลัพธ์ ที่เป็นประโยชน์กับธุรกิจเป็นหลัก พนักงานทุกคน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบัญชี, ปฏิบัติการ หรือคอลเซ็นเตอร์ ต้องบังคับให้ใช้ AI ให้เป็น ใครที่ไม่ปรับตัวและใช้ AI ไม่เป็น ในอนาคตก็จะไม่สามารถอยู่รอดได้
แล้วอะไรคืออุปสรรคและความท้าทายหลัก ในการใช้ AI ?
คุณปิติ มองว่า มีความท้าทายอยู่ 3 เรื่องหลัก หรือ 3 Re
1. Reskill ไม่ใช่แค่ทักษะการใช้ AI แต่คือทักษะของความเป็นมนุษย์ เช่น Critical Thinking (การคิดวิเคราะห์), Creativity (ความคิดสร้างสรรค์) และ Communication (การสื่อสาร) ทักษะเหล่านี้จะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ
2. Redesign ต้องออกแบบและปรับโครงสร้างการทำงานใหม่
มนุษย์จะเป็นคนที่อยู่ "ต้นน้ำ" คือคอยตั้งคำถาม ตั้งโจทย์ ซึ่งต้องมีความเชี่ยวชาญจริงถึงจะตั้งคำถามที่เฉียบคมได้
และอยู่ "ปลายน้ำ" เพื่อคอยตรวจสอบความถูกต้องของงาน
ส่วน "ตรงกลาง" ปล่อยให้ AI เป็นคนทำ
3. Reimagine เรื่องนี้ยากที่สุด เพราะเราต้องจินตนาการถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่กำลังจะเปลี่ยนไป เหมือนยุคที่คนเปลี่ยนไปใช้มือถือและอินเทอร์เน็ต
เราต้องมีคนหน้างานที่คอยจับสัญญาณอ่อน ๆ (Weak Signal) เพื่อดูทิศทางลมว่า ผู้บริโภคกำลังจะเปลี่ยนไปทางไหน เพื่อให้เราสามารถปรับแต่งกระบวนการและบริการของเราได้ทัน
อย่างไรก็ตาม คุณไมเคิล ย้ำว่า สุดท้ายแล้ว เทคโนโลยีก็ไม่สามารถแทนที่คนได้ทั้งหมด เหมือนกับตอนที่ Excel เกิดขึ้นมา คนทำบัญชีก็ไม่ได้ตกงาน
แม้ AI จะฉลาดแค่ไหน แต่สิ่งที่มันไม่มีคือ Empathy (ความเห็นอกเห็นใจ) และอารมณ์
ในยุคนี้ คนที่ฉลาดที่สุดไม่ใช่คนที่มี IQ สูง เพราะ AI เก่งกว่าแล้ว
แต่คือคนที่มี Empathy เข้าใจผู้อื่น และมีทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น
เราต้องมองว่า AI คือ Super Power ที่มาช่วยเสริมพลังให้เราทำงานได้เร็วกว่าคนอื่น และมีเวลาไปพัฒนาทักษะมนุษย์ให้ดียิ่งขึ้น
สิ่งสำคัญคือ อย่าลืมทักษะการสื่อสารระหว่างกัน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้การใช้ AI เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ทางด้าน ดร.สันติธาร เสริมว่า ในเรื่องการผลักดันนวัตกรรม ควรจะเป็นหน้าที่ของภาคเอกชน เป็นผู้นำ
ส่วนภาครัฐ ควรรับบทบาทเป็นผู้สนับสนุน โดยสร้างโครงสร้างพื้นฐานและสภาพแวดล้อมที่น่าเชื่อถือ
ยกตัวอย่างเช่น กระทรวงการคลังได้ผลักดันเรื่อง Digital Public Infrastructure โดยใช้จุดแข็งของไทยคือระบบ Payment เช่น พร้อมเพย์ ในการดึงคนและร้านค้าเล็ก ๆ นอกระบบให้เข้ามาสู่เศรษฐกิจดิจิทัลก่อน
เมื่อโครงสร้างพื้นฐานพร้อม และมี Data ภาครัฐก็จะเปิดให้ภาคเอกชน เช่น ธนาคาร เข้ามาต่อยอด
ตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงคือ การให้ธนาคารนำ AI มาทำระบบง่าย ๆ ช่วยร้านค้ารายย่อยเช็คต้นทุน ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย หรือเช็คกำไร
การทำ Use case พื้นฐานแบบนี้จะช่วยให้คนตัวเล็กเข้าถึง AI ได้โดยไม่รู้สึกกลัว เป็นการร่วมมือกันที่รัฐวางโครงสร้างพื้นฐาน และเอกชน เป็นคนนำเทคโนโลยีไปส่งมอบให้ประชาชน
สุดท้ายนี้ทั้ง 3 ท่าน ได้ฝากข้อคิด 3 คำไว้เป็นกุญแจสำคัญ ในยุคของ AI
- คุณไมเคิล
บอกว่า ยังไงก็มี AI เพราะ AI กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ และเราต้องปรับตัวรับมือ
- คุณปิติ
ฝาก 3 ตัว V คือ
1. Vision ต้องเป็นวิสัยทัศน์ที่มาจากระดับบริหารลงมา
2. Velocity ความเร็วในการนำไปใช้ ต้องพอดี ไม่ช้าหรือเร่งจนพัง
3. Value ต้องสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้จริง
ซึ่งการจะสำเร็จได้ ต้องมีความสมดุลของทั้ง 3 V นี้
- ดร.สันติธาร
ฝากคำว่า Inclusive Intelligence Economy
Inclusive : AI ที่ให้ทุกคน ทุกระดับ สามารถเข้าถึงได้
Intelligence : ปัญญาที่เกิดจากการรวมกันของ มนุษย์ + AI
Economy : การนำมาใช้เพื่อสร้างสรรค์โอกาสทางเศรษฐกิจ และเครื่องยนต์ใหม่ ให้กับประเทศได้จริง
สรุปแล้ว
AI อาจมีคำตอบให้กับทุกคำถามบนโลก และทำแทนเราได้เกือบทุกอย่าง
แต่สิ่งหนึ่งที่ AI จะไม่มีวันเลียนแบบได้ คือ "หัวใจ" ที่เต็มไปด้วยความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์
ในโลกที่ AI ฉลาดขึ้นทุกวัน ความอยู่รอดของเรา จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรา แข่งฉลาดกับมันชนะไหม
แต่มันอยู่ที่เราจะใช้ความฉลาดของ AI มาเสริม "ความเป็นมนุษย์ของเรา" ได้ดีแค่ไหน ต่างหาก..
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon