ธุรกิจยุคใหม่ กำลังไปอยู่บนอากาศ

ธุรกิจยุคใหม่ กำลังไปอยู่บนอากาศ

รู้หรือไม่ว่า.. Uber บริษัทเรียกแท็กซี่มีการประเมินมูลค่าตลาดล่าสุดที่ระดับ 3.9 ล้านล้านบาท ทั้งๆ ที่ Uber เป็นเพียงแอปพลิเคชันสำหรับการเดินทางด้วยแท็กซี่บนสมาร์ตโฟน แต่ทำไมตอนนี้ Uber ถึงมีมูลค่ามากกว่ามูลค่าตลาดของ 7 สายการบินในสหรัฐอเมริการวมกัน มันเกิดอะไรขึ้น ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ธุรกิจยุคใหม่ กำลังไปอยู่บนอากาศ / โดยลงทุนแมน
รู้หรือไม่ว่า..
Uber บริษัทเรียกแท็กซี่มีการประเมินมูลค่าตลาดล่าสุดที่ระดับ 3.9 ล้านล้านบาท
ทั้งๆ ที่ Uber เป็นเพียงแอปพลิเคชันสำหรับการเดินทางด้วยแท็กซี่บนสมาร์ตโฟน แต่ทำไมตอนนี้ Uber ถึงมีมูลค่ามากกว่ามูลค่าตลาดของ 7 สายการบินในสหรัฐอเมริการวมกัน
มันเกิดอะไรขึ้น
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ตัวอย่างแรกในเรื่องนี้อาจจะเริ่มจาก Blockbuster..
Blockbuster ผู้ให้บริการเช่าวิดีโอยักษ์ใหญ่ในสหรัฐอเมริกามี 6,520 สาขา พนักงาน 84,000 คน มีภาพยนตร์ให้เช่าในคลัง 3,000 เรื่อง และให้บริการใน 19 ประเทศ
ดูเผินๆ เหมือนบริษัทจะมีกลยุทธ์ในการกระจายความเสี่ยงที่ดี ให้บริการหลายสาขา และมีการลงทุนในต่างประเทศ
แต่บริษัทกลับประกาศ ล้มละลาย..
แล้วอะไรที่เข้ามามีผลกับธุรกิจ Blockbuster?
โมเดลธุรกิจของ Blockbuster จะเริ่มสร้างรายได้จากสินทรัพย์ที่มีตัวตน เช่น วิดีโอที่อยู่ในคลัง, ที่ดิน, ร้านค้า, การตกแต่งร้าน รวมถึงค่าใช้จ่ายพนักงานประจำร้าน
กว่าจะเริ่มเปิดบริการให้เช่าวิดีโอม้วนแรก
อาจจะต้องใช้สินทรัพย์, เงินลงทุน รวมถึงค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง
ซึ่งไม่มีใครตอบได้ว่าสาขาที่เกิดขึ้นใหม่จะขายดีหรือไม่..
แต่แล้ววันหนึ่ง อินเทอร์เน็ตก็เข้ามาบอกว่า เราไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน ไม่ต้องมีสาขา ไม่ต้องมีพนักงานประจำร้าน ไม่ต้องมีคลังสินค้าอีกต่อไป ทุกอย่างสามารถกองๆ ไว้บนอากาศ เดี๋ยวมีคนมาดูเอง..
และหนึ่งบริษัทที่นำเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตมาใช้ได้ดี คือ Netflix..
Netflix แรกเริ่มเดิมทีเริ่มต้นมาจากบริษัทเช่าวิดีโอเหมือนกับ Blockbuster
อย่างไรก็ตาม Netflix มีการปรับตัว โดยปรับกลยุทธ์ให้บริการภาพยนตร์ซีรีส์ผ่านการ Streaming
Netflix กลายเป็นบริษัทที่ไม่มีสาขา ไม่มีหน้าร้าน ไม่มีพนักงานเฝ้าร้านประจำ ทั้งหมดถูกยกรวมไปอยู่บนแพลตฟอร์ม..
หมายความว่า ทุกคนสามารถเข้าถึงหนังได้พร้อมๆ กัน โดย Netflix มีแค่เพียงหนังที่กองไว้ในคลังบนอากาศ รอให้คนมาเลือกไปดูที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ ผ่านสมาร์ตโฟนหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
แล้วที่สำคัญ อินเทอร์เน็ตยังเอื้อต่อการขยายขนาดธุรกิจโดยไร้ต้นทุน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ
ตัวอย่างเช่น หากภาพยนตร์ 1 เรื่องถูกผลิตออกมาเป็น DVD 1 ล้านแผ่น
คำถามคือ ต้องใช้ระยะเวลากี่วันในการขายให้หมด และต้องแจกจ่ายไปให้หน้าร้านกี่สาขา?
ถ้าขายไม่หมดก็เท่ากับว่า เราจะมี DVD จำนวนมากกองอยู่ในคลังสินค้าของเรา สิ่งเหล่านี้กลายมาเป็นต้นทุนที่สิ้นเปลืองในธุรกิจยุคปัจจุบัน
ในขณะที่อินเทอร์เน็ตสามารถให้คนดูพร้อมกันล้านคนโดยที่ไม่ต้องผลิต DVD สักแผ่น เพียงแค่ปรับระบบให้รองรับการดูพร้อมกันได้หลายคน ซึ่งต้นทุนต่างจากการผลิต DVD ที่ต้องมีต้นทุนทั้งค่าแผ่น ค่ากล่อง ค่าพนักงาน ค่าเช่าร้าน..
พอเรื่องเป็นแบบนี้ ธุรกิจที่ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นตัวขับเคลื่อนจึงได้เปรียบธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยสินทรัพย์จริง
Netflix เข้าถึงคนได้ 137 ล้านคนให้บริการใน 190 ประเทศ มีภาพยนตร์ในคลัง 25,000 เรื่อง
Spotify เข้าถึงคนได้ 191 ล้านคนให้บริการใน 59 ประเทศ โดยมีเพลงในคลัง 30,000,000 เพลง..
นอกเหนือจากภาพยนตร์และเพลง แพลตฟอร์มที่เราคุ้นหูอย่างเช่น Uber, Grab, Booking, Agoda, Airbnb, Amazon, Alibaba, Lazada, Shopee กำลังเชื่อมต่อกับเราโดยตรง และทำได้ดีกว่าหน้าร้านที่เรามองเห็นได้ด้วยตาไปแล้ว..
บริษัทเหล่านี้เกิดขึ้นมาจาก ไอเดียที่ถูกต่อยอดมาเป็นแพลตฟอร์มที่เราสามารถเข้าถึงได้ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนบนโลกนี้
ไม่ใช่แค่ธุรกิจเช่าวิดีโอ หรือซื้อแผ่นเพลงเท่านั้นที่กำลังจะหายไป
การเรียกแท็กซี่
การจองโรงแรม จองร้านอาหาร
รวมถึงชั้นวางสินค้าบนห้างค้าปลีก
แทบจะทุกอย่างที่เป็นไลฟ์สไตล์ของคนเราในยุคอดีตกำลังจะเปลี่ยนไป
และถ้าธุรกิจเก่าปรับตัวไม่ทัน ก็จะเจอปัญหา
Sears บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งวงการค้าปลีกในสหรัฐอเมริกา มี 700 สาขา พนักงาน 90,000 คน เปิดให้บริการมากว่า 120 ปี ประกาศล้มละลายเพียงเพราะ ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน..
การถือกำเนิดขึ้นของ E-Commerce ส่งผลกระทบโดยตรงให้กับธุรกิจค้าปลีกทั่วโลกและ Sears ใหญ่เกินกว่าที่จะปรับตัวในระยะเวลาอันสั้น
สมัยก่อนหากเราอยากได้ แชมพู 1 ขวด เราต้องขับรถไป Tesco Lotus เดินไปที่ชั้นวาง จบด้วยการเดินไปต่อแถวจ่ายเงิน ทั้งหมดนี้อาจใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง..
สิ่งเหล่านี้กำลังจะหายไป กลายไปเป็นการเปิดแอปพลิเคชัน ค้นหาคำว่าแชมพูและกดซื้อ และมันจะมาส่งถึงหน้าบ้านเรา โดยที่เราไม่ต้องเสียเวลา และถือให้เมื่อย
เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี แต่มันกำลังจะเปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์ไปตลอดกาล
สิ่งสำคัญก็คือ
คนที่สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งเหล่านี้ได้ ก็จะได้ไปต่อ
สำหรับคนที่ปรับตัวไม่ทัน ก็อาจจะต้องหายไปในที่สุด..
“ผู้ที่จะอยู่รอดได้ไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด หรือฉลาดที่สุด แต่เป็นผู้ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุดต่างหาก” - ชาลส์ ดาร์วิน
----------------------
ติดตามเรื่องธุรกิจอื่นๆ ในยุคใหม่ได้ที่แอปพลิเคชัน "blockdit" โหลดได้ที่ blockdit.com
ความคิดดีๆ เกิดขึ้นที่บล็อกดิต..
.
หนังสือลงทุนแมนไว้อ่านยามว่าง เล่ม 1.0-7.0 ซื้อได้ที่ลิงก์นี้ lazada.co.th/shop/longtunman
.
อินสตาแกรม ไว้ดูภาพสวยๆ instagram.com/longtunman
.
ทวิตเตอร์กระชับฉับไว twitter.com/longtunman
.
ไลน์ส่งข้อความตรงวันละครั้ง line.me/R/ti/p/%40longtunman
----------------------