จีนกำลังเติบโตช้าลงในรอบ 28 ปี

จีนกำลังเติบโตช้าลงในรอบ 28 ปี

13 ก.พ. 2019
จีนกำลังเติบโตช้าลงในรอบ 28 ปี / โดย ลงทุนแมน
“เมื่อจีนเริ่มจาม โลกจะติดหวัด”
เป็นคำเปรียบเทียบว่า
ตอนนี้เศรษฐกิจจีนมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกมากแค่ไหน
แล้วถ้าวันนี้เศรษฐกิจจีนกำลังเติบโตช้าลง
อนาคตของโลกจะเป็นอย่างไร?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ก่อนอื่นเรามาดูกันว่า วันนี้เศรษฐกิจจีนใหญ่แค่ไหน
ในปี 2018 จีนมีขนาดเศรษฐกิจ 430 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 16% ของขนาดเศรษฐกิจทั้งโลก ที่ 2,710 ล้านล้านบาท
ที่น่าจะสนใจคือ ขนาดเศรษฐกิจของญี่ปุ่น เยอรมนี และสหราชอาณาจักร รวมกัน จะมีขนาดใหญ่พอๆ กับขนาดเศรษฐกิจของจีน
ทุกคนรู้ดีว่าที่ผ่านมาจีนนับเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเติบโตสูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
อย่างไรก็ตาม ถ้าเรามองย้อนกลับไปในอดีต จะเห็นว่า อัตราการเติบโตของจีนเริ่มชะลอตัวลงในช่วงที่ผ่านมา
ปี 2003-2007 อัตราการเติบโตเฉลี่ยของ GDP ต่อปี 11.7%
ปี 2008-2012 อัตราการเติบโตเฉลี่ยของ GDP ต่อปี 9.4%
ปี 2013-2017 อัตราการเติบโตเฉลี่ยของ GDP ต่อปี 7.1%
ล่าสุดรัฐบาลจีนเพิ่งประกาศตัวเลขอัตราการเติบโตของ GDP ในปี 2018 ออกมา อยู่ที่ 6.6% ซึ่งนับเป็นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำที่สุดในรอบ 28 ปี..
หนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนเริ่มชะลอตัวลง คือ ระดับหนี้สินภาคครัวเรือนของจีนต่อ GDP ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดมาจากสินเชื่อบ้านและสินเชื่อเพื่อการบริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ของจีน ที่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ง่าย
โดยเฉพาะการปล่อยกู้สินเชื่อแบบไม่มีสถาบันการเงินเป็นตัวกลาง หรือ Peer to Peer Lending (P2P) ซึ่งเป็นระบบสินเชื่อออนไลน์ที่วัยรุ่นจีนนิยมใช้ ทำให้ระดับหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
ที่น่าตกใจคือ เด็กวัยรุ่นจีนที่เกิดตั้งแต่ปี ค.ศ. 1997 เป็นต้นมา หรือที่เรารู้จักกันว่า Gen Z นั้น นำเงินไปซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยเฉลี่ยคนละ 235,000 บาท ในปี 2018 เลยทีเดียว
พอเรื่องเป็นแบบนี้ ระดับหนี้ครัวเรือนของจีนก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงไม่แปลกที่ความสามารถในการบริโภคของคนจีนจึงเริ่มลดลง ซึ่งในปัจจุบันการบริโภคของจีนนั้นคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของ GDP ของประเทศจีน
ปี 2010 ระดับหนี้ครัวเรือนของจีนต่อ GDP อยู่ที่ 27.3%
ปี 2017 ระดับหนี้ครัวเรือนของจีนต่อ GDP อยู่ที่ 49.2%
เมื่อมองไปสู่ระดับประเทศ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนนั้นจะกระทบกับหลายอุตสาหกรรม และหนึ่งในนั้นคือ อุตสาหกรรมสินค้าโภคภัณฑ์
อย่างที่ทุกคนรู้ จีนนั้นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่รายหนึ่งของโลก เช่น
เป็นประเทศที่ใช้ถ่านหินลำดับที่ 1 ของโลก หรือ 51% ของการใช้ถ่านหินทั่วโลก
เป็นประเทศที่ใช้น้ำมันลำดับที่ 2 ของโลก หรือ 13% ของการใช้น้ำมันทั่วโลก
รวมไปถึงสินค้าโภคภัณฑ์พวกแร่ธาตุอีกหลายชนิด ที่จีนมีสัดส่วนความต้องการในตลาดโลกกว่า 20% - 50% ซึ่งก็จะไปกระทบกับเศรษฐกิจของหลายประเทศที่พึ่งพารายได้การส่งออกจากสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลัก เช่น ออสเตรเลีย และ หลายประเทศในอเมริกาใต้
นอกจากนี้ ปัจจุบันการที่ระดับหนี้สินของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของจีนรวมกันอยู่ที่ประมาณ 1,100 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็น 250% ของ GDP ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤติซับไพรม์ในปี 2008 ที่ประมาณ 166% ของ GDP
ระดับหนี้ที่สูงของจีน ประกอบกับการที่เศรษฐกิจเริ่มขยายตัวในอัตราที่ลดลง
ทำให้เรื่องนี้น่าติดตามต่อไปว่า อนาคตหลังจากนี้ของเศรษฐกิจจีนจะเป็นอย่างไร
เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ จีนอาจต้องเปลี่ยนโครงสร้างของเศรษฐกิจเดิมจากที่เน้นการบริโภคของคนในประเทศ
เปลี่ยนมาเป็นการผลิตนวัตกรรมเพื่อส่งออก
และดูเหมือนจีนจะเริ่มต้นได้ดีในช่วงที่ผ่านมา
ตามที่เราได้เห็นสินค้าจีนที่มีคุณภาพมากขึ้น ทัดเทียมสินค้าจากประเทศชั้นนำทั่วโลกได้
ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า นวัตกรรมเหล่านี้ของประเทศจีน จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจจีนเติบโตเร็วได้อีกครั้งหรือไม่
แต่ในระหว่างนี้เราคงต้องยอมรับว่า
เศรษฐกิจจีนจะไม่ได้พุ่งแรงเหมือนในอดีตไปอีกระยะหนึ่ง..
----------------------
แล้ว ตอนนี้ เศรษฐกิจจีน ใหญ่แค่ไหน? https://www.blockdit.com/articles/5c2073e1540fd70d2bbdceac
โหลดแอป blockdit ได้ที่ blockdit.com
13 ก.พ. 2019