โอรีโอ คุกกี้หมื่นล้าน

โอรีโอ คุกกี้หมื่นล้าน

โอรีโอ คุกกี้หมื่นล้าน / โดย ลงทุนแมน

“บิด ชิมครีม จุ่มนุม”
สโลแกนง่ายๆ ที่ทุกคนจำได้ว่าเป็น คุกกี้สีดำสอดไส้ครีม ชื่อ โอรีโอ (OREO)

โอรีโอ อยู่บนโลกนี้มากว่า 100 ปีแล้ว
แต่ทำไมยังสามารถรักษาตำแหน่ง เป็นหนึ่งในแบรนด์คุกกี้ที่ขายดีที่สุดในโลกได้อยู่

เรื่องนี้น่าสนใจอย่างไร ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

โอรีโอ ถูกผลิตขึ้นครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 1912 หรือ 107 ปีที่แล้ว

ที่มาของชื่อ โอรีโอ ไม่แน่ชัดนัก แต่เชื่อกันว่า มาจากคำในภาษาฝรั่งเศส แปลว่า ทอง หรือไม่ก็คำในภาษากรีก ที่แปลว่า อร่อย

ในปี 1920 โอรีโอ เริ่มทำการโฆษณา สอนวิธีการกินแบบ บิด ชิมครีม จุ่มนม ซึ่งสโลแกนนี้ กลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ผู้บริโภคจดจำแบรนด์นี้ได้ แม้เวลาผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ก็ตาม

ปัจจุบัน โอรีโอ ถูกวางจำหน่ายในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก และมีการผลิตมากกว่า 40,000 ล้านชิ้นต่อปี ซึ่งหากนำมาตั้งต่อกัน จะสามารถวางรอบโลกได้ถึง 5 รอบ

แล้ว คุกกี้โอรีโอ มีมูลค่าเท่าไร?

ผู้ที่เป็นเจ้าของแบรนด์โอรีโอ คือบริษัท มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งดำเนินกิจการผลิตและทำการตลาดแบรนด์ขนมและลูกอมชื่อดังมากมาย เช่น Oreo, Ritz, Toblerone, Clorets, Halls, Dentyne

ปี 2016 บริษัทมีรายได้ 8.1 แสนล้านบาท กำไร 5 หมื่นล้านบาท
ปี 2017 บริษัทมีรายได้ 8.1 แสนล้านบาท กำไร 9 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ มอนเดลีซ เปิดเผยว่า เฉพาะยอดขายแบรนด์โอรีโอทั่วโลก อยู่ที่ 63,000 ล้านบาท

สำหรับในประเทศไทย ตลาดขนมประเภทบิสกิต มีมูลค่าตลาดรวม 13,000 ล้านบาท โดยโอรีโอ มีส่วนแบ่งอยู่ 5.2% หรือราว 680 ล้านบาท สูงเป็นอันดับที่ 4 ของตลาด

ซึ่ง มอนเดลีซ ได้นำแบรนด์ต่างๆ ของตัวเอง รวมทั้งโอรีโอ เข้ามาทำตลาดในไทย ผ่านบริษัทชื่อ มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีผลประกอบการ ดังนี้

ปี 2016 รายได้ 7.8 พันล้านบาท กำไร 542 ล้านบาท
ปี 2017 รายได้ 7.5 พันล้านบาท กำไร 375 ล้านบาท

หนึ่งในปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้แบรนด์ ยืนหยัดอยู่ในสภาวะการแข่งขันที่สูงได้นั้น คือการสร้างเอกลักษณ์ให้กับสินค้าของตัวเอง

โอรีโอ ประสบความสำเร็จ ในการสื่อสารวิธีการกินแบบ บิด ชิมครีม จุ่มนม ซึ่งทำให้การกินคุกกี้มีเอกลักษณ์ และเป็นที่จดจำมากกว่ายี่ห้ออื่นๆ ถึงขนาดที่ผ่านไปร้อยปี สโลแกนนี้ก็ยังใช้ได้ผลดีอยู่ โดยมีสถิติเปิดเผยว่า 50% ของผู้บริโภค จะกินโอรีโอด้วยวิธีนี้

นอกจากนี้ โอรีโอยังได้มีการพัฒนาลักษณะสินค้า ให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

เดิมที โอรีโอจะเน้นไปที่แบบไส้ครีมขาวเป็นส่วนใหญ่ แต่ต่อมาได้ออกแบบ ครีมรสชาติอื่นๆ เพิ่มขึ้น และวางขายให้สอดคล้องกับความชอบของคนในแต่ละประเทศอีกด้วย

รวมไปถึง การพัฒนารูปแบบคุกกี้ ให้ตอบโจทย์ยุคสมัยใหม่ที่ใส่ใจต่อการบริโภคเพื่อสุขภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Mini Oreo ที่มีขนาดเล็กลง หรือ Oreo Thins ที่เป็นแบบบาง

และที่น่าสนใจคือ เราได้เห็น โอรีโอ ถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบหลัก ในการทำขนมหรือเครื่องดื่ม เช่น ไอศกรีมโอรีโอ, เค้กโอรีโอ, น้ำโอรีโอปั่น หรือกระทั่งได้ไปจับมือกับ Google ออกระบบปฏิบัติการเวอร์ชันพิเศษที่ชื่อว่า Android Oreo

สิ่งเหล่านี้ ทำให้ชื่อของโอรีโอ มีมูลค่าทางการตลาดเพิ่มขึ้น และเข้าไปอยู่ใกล้ตัวผู้บริโภค ไม่ว่าจะรับประทานขนมอะไรก็ตาม

เรื่องราวนี้แสดงให้เห็นว่า

แม้สินค้าของเรา อาจจะเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็สามารถผลิตออกมาวางจำหน่ายได้ แต่หากเราเพิ่มความพิเศษเข้าไป ก็ยากที่ใครจะมาขายสู้กับเราได้

เหมือนในกรณีของโอรีโอ ที่ขายคุกกี้ง่ายๆ ธรรมดา แต่เพิ่มเอกลักษณ์วิธีการกิน ที่ไม่เหมือนใคร ทำให้สินค้าเป็นที่จดจำ เหนือขนมยี่ห้ออื่นๆ

และแม้จะมีจุดเด่นที่ชัดเจน เราก็ไม่ควรหยุดนิ่ง รอให้คนอื่นไล่ตามมา เราต้องมีการพัฒนาสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการผู้บริโภคให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

ซึ่งหากทำได้ เราจะมีภูมิคุ้มกันต่อการแข่งขัน

แม้เวลาผ่านไปร้อยปี คนก็ยังนิยมสินค้าของเราอยู่ เหมือน โอรีโอ..

———————-
แล้วรู้มั้ยว่า บริษัทไหน? ขายขนมหวานได้มากสุดในโลก https://www.blockdit.com/articles/5c6254315c7fc17c358bdab9

โหลดแอป blockdit ได้ที่ blockdit.com

สั่งหนังสือลงทุนแมน เล่ม 8 ได้ที่
Lazada https://s.lazada.co.th/s.RpFk
Shopee http://bit.ly/2HVWiqj
———————-

References
-https://www.mondelezinternational.com/en/~/media/MondelezCorporate/Uploads/downloads/OREO_Fact_Sheet.pdf
-https://en.wikipedia.org/wiki/Oreo
-https://finance.yahoo.com/quote/MDLZ/financials?p=MDLZ
-https://www.khaosod.co.th/economics/news_490987