เศรษฐกิจสิงคโปร์ VS มาเลเซีย

เศรษฐกิจสิงคโปร์ VS มาเลเซีย

12 มิ.ย. 2019
เศรษฐกิจสิงคโปร์ VS มาเลเซีย / โดย ลงทุนแมน
รู้หรือไม่ สิงคโปร์ กับ มาเลเซียมีขนาดเศรษฐกิจเท่ากัน
อย่างไรก็ตาม ทุกคนรู้ว่าสิงคโปร์มีจำนวนประชากรน้อยกว่ามาก
รายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนสิงคโปร์สูงกว่ามาเลเซียเกือบ 6 เท่า
ทั้งที่ประเทศอยู่ใกล้กัน
คนสิงคโปร์ทำธุรกิจอะไร ทำไมรายได้สูง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ในปี 2018
สิงคโปร์มีมูลค่าขนาด GDP เท่ากับ 11.6 ล้านล้านบาท
อยู่ลำดับที่ 34 ของโลก
มีจำนวนประชากรเท่ากับ 5.6 ล้านคน
และรายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนสิงคโปร์เท่ากับ 2.1 ล้านบาทต่อปี
ขณะที่มาเลเซียมีมูลค่าขนาด GDP เท่ากับ 11.3 ล้านล้านบาท
อยู่ลำดับที่ 35 ของโลก
มีจำนวนประชากร 32.4 ล้านคน
รายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนมาเลเซียเท่ากับ 349,000 บาทต่อปี
จะเห็นว่า ถึงแม้จะมี GDP ใกล้เคียงกัน แต่ด้วยจำนวนประชากรของสิงคโปร์ที่น้อยกว่า
จึงทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนสิงคโปร์มากกว่ามาเลเซียถึง 6 เท่า
สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีลักษณะเป็นเกาะ ซึ่งมีขนาดเล็กที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แต่สิงคโปร์นับเป็นประเทศศูนย์กลางทางพาณิชย์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก
สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการเงินใหญ่ที่สุดอันดับ 4 ของโลก
สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางของการขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือเชิงพาณิชย์อันดับ 2 ของโลก
รายได้หลักของประเทศเกิดจาก 2 ส่วนคือ
ภาคอุตสาหกรรม มีสัดส่วน 25% ของ GDP
ภาคบริการ มีสัดส่วน 75% ของ GDP
ที่น่าสนใจ คือ ภาคเกษตรกรรมนั้น ไม่มีบทบาทในเศรษฐกิจของประเทศสิงคโปร์เลย
เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่ไม่เอื้ออำนวย
บริษัทของสิงคโปร์ที่หลายคนคุ้นเคย เช่น
DBS ทำธุรกิจธนาคารครบวงจรขนาดใหญ่
ปี 2018 มีรายได้ 303,209 ล้านบาท กำไร 129,375 ล้านบาท
Cr. digibank by DBS
ทางด้านมาเลเซียนั้น รายได้หลักของประเทศเกิดจาก 3 ส่วนคือ
ภาคอุตสาหกรรม มีสัดส่วน 37% ของ GDP
ภาคบริการ มีสัดส่วน 56% ของ GDP
ภาคเกษตรกรรม มีสัดส่วน 7% ของ GDP
ขณะที่สินค้าส่งออกที่สำคัญของมาเลเซีย คือ
ก๊าซธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และน้ำมันปาล์ม
มาเลเซียเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันดิบสำรองกว่า 3,600 ล้านบาร์เรล อยู่ลำดับที่ 27 ของโลก
มาเลเซียเป็นประเทศที่ผลิตน้ำมันปาล์มมากเป็นอันดับที่ 2 ของโลก ซึ่งคิดเป็น 39% ของปริมาณการผลิตทั้งโลก
บริษัทของมาเลเซียที่หลายคนคุ้นเคย เช่น
Petronas บริษัทน้ำมันแห่งชาติของมาเลเซีย
ปี 2018 มีรายได้ 1.9 ล้านล้านบาท กำไร 432,000 ล้านบาท
Cr. PETRONAS
ดังนั้น น่าจะพอจะสรุปได้ว่า
เศรษฐกิจของสิงคโปร์นั้นจะเน้นไปที่ภาคบริการ มากกว่าภาคอุตสาหกรรม เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจของมาเลเซีย
แต่การที่สิงคโปร์ไม่ได้มีภาคเกษตรกรรม หรือ ทรัพยากรน้ำมัน ก็ไม่ได้ทำให้สิงคโปร์ด้อยไปกว่าประเทศมาเลเซีย รวมถึงประเทศไทย
การรู้จุดเด่นของตนเอง ซึ่งก็คือ ภาคบริการ โดยเฉพาะเรื่องการเงินและการขนส่ง และเน้นโฟกัสให้ตรงจุดนั้นก็เพียงพอที่จะทำให้ประเทศสิงคโปร์ เป็นเพียงประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ถูกจัดในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว
ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ
รู้ไหมว่า สิงคโปร์และมาเลเซียเคยเป็นประเทศเดียวกัน
ก่อนที่จะแยกตัวออกจากกันเมื่อประมาณ 50 ปีที่แล้ว จากความขัดแย้งกันของ 2 ประเทศนี้
นอกจากนี้ การที่สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำจืดน้อยมาก จึงต้องมีการบริหารจัดการน้ำเป็นอย่างดี
ทั้งการกลั่นน้ำทะเลเป็นน้ำจืด การนำน้ำที่ใช้แล้วมาใช้ซ้ำ และการนำเข้าน้ำจืดจากมาเลเซีย
ซึ่งการนำเข้าน้ำจืดจากมาเลเซีย มีสัดส่วนมากกว่า 50% ของความต้องการใช้น้ำในสิงคโปร์เลยทีเดียว..
----------------------
อ่านลงทุนแมนสนุกขึ้น
อ่านในแอป blockdit
โหลดที่ http://www.blockdit.com
----------------------
References
-https://en.wikipedia.org/wiki/Economy_of_Malaysia
-https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_countries_by_GDP_(nominal)
-https://en.wikipedia.org/wiki/Singapore
-https://en.wikipedia.org/wiki/Malaysia
-https://en.wikipedia.org/wiki/Economy_of_Singapore
-https://www.worldatlas.com/articles/top-palm-oil-producing-countries-in-the-world.html
-https://www.maybank.com/en/investor-relations/financial-information/overview/key-financial-data.page?
>-DBS Bank’s CEO Observations, February 18, 2019
-
https://www.theedgesingapore.com/singapore-moves-towards-water-self-sufficiency-price-hikes-are-fact-life
12 มิ.ย. 2019