เศรษฐกิจโลก 1,000 ปี ตอนที่ 1 ยุคกลาง

เศรษฐกิจโลก 1,000 ปี ตอนที่ 1 ยุคกลาง

21 ก.ค. 2019
เศรษฐกิจโลก 1,000 ปี  ตอนที่ 1 ยุคกลาง / โดย ลงทุนแมน
ความรุ่งเรือง และ ความร่วงโรย
ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประวัติศาสตร์มนุษย์
ราวกับวงจรประหลาดที่มักจะวนกลับมาที่จุดเริ่มต้นเสมอ
ตลอดเวลา 1,000 ปีที่ผ่านมา
อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ บริษัท สิ่งประดิษฐ์มากมาย ล้วนเกิดขึ้น รุ่งเรือง
และเข้าสู่ช่วงเวลาร่วงโรยในท้ายสุด
อย่างไรก็ตาม..
ทุกอย่าง ต่างก็หลงเหลือร่องรอยแห่งภูมิปัญญาเอาไว้
กลายเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ค่อยๆ ปะติดปะต่อจนกลายเป็นความก้าวหน้าของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน
เรื่องราวที่น่าสนใจตลอดช่วงเวลาดังกล่าว
หลอมรวมให้เกิดซีรีส์บทความชุดใหม่ของลงทุนแมน เพื่อสรุปให้เราได้เข้าใจว่าอะไรเกิดขึ้นบ้างใน 1,000 ปีที่ผ่านมา..
ขอต้อนรับสู่ เศรษฐกิจโลก 1,000 ปี ตอนที่ 1 ยุคกลาง (ค.ศ. 1100 - ค.ศ. 1299)
ในช่วงเวลานั้น โลกของเรามีประชากรอยู่ประมาณ 400 ล้านคน
100 ล้านคนอยู่ในจักรวรรดิของชาวจีน
90 ล้านคนอยู่ในอินเดีย
40 ล้านคนอยู่แถบตะวันออกกลาง
นับว่าจำนวนประชากรส่วนใหญ่ กระจุกตัวอยู่ในทวีปเอเชีย
มีเพียง 60 ล้านคนอยู่ในทวีปยุโรป..
หลังจากจักรวรรดิโรมันที่เป็นดั่งแสงสว่างแห่งปัญญาล่มสลาย
ยุโรปทั้งทวีปก็เข้าสู่ยุคสมัยแห่งความมืดมิด
นักประวัติศาสตร์เรียกช่วงเวลานั้นว่า ยุคมืด หรือ ยุคกลาง
ดินแดนขนาดใหญ่ถูกแบ่งเป็นแคว้นเล็กแคว้นน้อย มีการปกครองในรูปแบบที่เรียกว่า
“ระบบศักดินาสวามิภักดิ์” (Feudalism)
Cr. Brewminate
กษัตริย์มอบหมายที่ดินให้เหล่าขุนนางที่ไว้วางใจนำไปดูแล
เมื่อขุนนางได้รับที่ดิน ก็มีการสร้างปราสาทขึ้นบนที่ดินของตัวเอง
ชาวนามากมายซึ่งไม่มีที่ดินทำกินก็มาอาศัยที่ดินของขุนนางเพื่อทำการเกษตร
โดยจะมีการแบ่งผลผลิตให้ขุนนางตามแต่จะตกลง
ระบบเศรษฐกิจในยุคกลางจึงเป็นแบบพึ่งพาตนเอง อาศัยผลผลิตจากภายในอาณาเขตของตัวเอง ชาวนาที่มาอาศัยอยู่ ก็ไม่ได้มีเสรีภาพในการเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน จึงมีการซื้อขายสินค้าแลกเปลี่ยนกันระหว่างปราสาทอื่นน้อยมาก
ขุนนางแต่ละคนต่างก็มีกองกำลังอัศวินเป็นของตัวเอง
หลายครั้งเมื่อเกิดความบาดหมางระหว่างขุนนางกันเอง หรือระหว่างอาณาจักร
จึงเกิดสงครามย่อยๆ หลายต่อหลายครั้ง
ชาวนาซึ่งอาศัยที่ดินทำกินก็ต้องไปออกรบให้ขุนนางด้วย
ชาวนาเมื่อต้องถูกเรียกตัวไปรบบ่อยครั้ง
หลายคนจึงเริ่มหมดหวังกับชีวิตในโลกนี้
และหันมามองหาความสุขสงบในโลกหน้า
เป็นเวลาเดียวกับที่คริสต์ศาสนาเข้ามาเยียวยาจิตใจที่บอบช้ำ
และมอบความหวังให้กับชีวิต
นำมาสู่การเทิดทูนอย่างสูงส่งต่อศาสนา
เห็นได้จากการก่อสร้างมหาวิหารอันอลังการ
รูปแบบศิลปะโกธิคทำให้โบสถ์ตั้งตระหง่านสูงเสียดฟ้าไปทั่วยุโรป
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ
มหาวิหารนอเทรอดาม ในกรุงปารีส ที่เริ่มก่อสร้างในปี ค.ศ. 1163
Cr. Discover Walks
เมื่อผู้คนหมดหวังในชีวิต และมีศรัทธาในศาสนาเป็นที่พึ่งสุดท้าย
จึงถูกหว่านล้อมให้เข้าสู่สงครามศาสนาที่รุนแรง และยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์
สงครามนี้เรียกว่า สงครามครูเสด..
เป็นความขัดแย้งระหว่างชาวยุโรปผู้นับถือศาสนาคริสต์ กับชาวอาหรับผู้นับถือศาสนาอิสลาม
สาเหตุประการหนึ่งก็เพื่อขับไล่ชาวมุสลิมให้ออกไปจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของชาวคริสต์ ชื่อ เยรูซาเล็ม..
สงครามนี้ยืดเยื้อยาวนานเป็นเวลา 200 ปี
ตั้งแต่ ค.ศ. 1096 - ค.ศ. 1291
ผู้ปกครองดินแดนในยุโรปทั้งกษัตริย์และพระสันตะปาปา ต่างเกณฑ์ผู้คนที่หมดหวังกับชีวิตให้ไปรบเพื่อศาสนา
ยอดผู้เสียชีวิตคือ 7 ล้านคน ตลอดเวลาเกือบ 200 ปี ของสงคราม
แม้ผลของสงครามจะจบลงด้วยชาวคริสต์ในยุโรปไม่สามารถรักษากรุงเยรูซาเล็มไว้ได้
แต่สงครามครูเสดก็ทำให้ชาวยุโรปได้เดินทางไปพบเห็นโลกของชาวอาหรับ
ซึ่งในเวลานั้นมีความก้าวหน้ามากกว่า
ทั้งในด้านคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ รวมไปถึงการค้า
จนนำมาซึ่งจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของโลกตะวันตก
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ 1 คือ “เลขอารบิก”
เดิมชาวยุโรปใช้ระบบเลขโรมัน
แต่เมื่อนักคณิตศาสตร์แห่งเมืองปิซ่า บนคาบสมุทรอิตาลี
เลโอนาร์โด ฟีโบนักชี (Leonardo Fibonacci) ได้นำระบบเลขฮินดู-อารบิก ซึ่งนิยมใช้ในหมู่ชาวอาหรับมาใช้ในงานเขียน หนังสือ Liber Abaci ในปี ค.ศ. 1202
เลขฮินดู-อารบิก ซึ่งใช้ตัวเลข 0-9 ทำให้เกิดความสะดวกในการคำนวณมากกว่าระบบเลขโรมันมาก ระบบตัวเลขแบบใหม่นี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการทำบัญชีการค้า
แปลงหน่วยการชั่งการวัด การแลกเปลี่ยนเงินตรา ไปจนถึงการคำนวณดอกเบี้ย
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ 2 คือ “การขยายตัวของการค้า”
ชาวยุโรปที่มีเสรีภาพน้อย ได้เดินทางไปพบสินค้าแปลกใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
พรม เครื่องเทศ ผ้าไหม หรือแม้แต่ ส้อม
บางส่วนเป็นสินค้าของชาวอาหรับเอง ในขณะที่อีกหลายชนิดเป็นสินค้าที่นำเข้ามาจากจีนและอินเดีย
สินค้าจากอาหรับและโลกตะวันออก เริ่มเป็นที่ต้องการ จึงเกิดชนชั้นใหม่ คือ ชนชั้นพ่อค้า
พ่อค้าผู้เป็นสื่อกลางในการนำสินค้ามาค้าขายให้ชาวยุโรป
เกิดเมืองศูนย์กลางการค้าขึ้นหลายแห่ง โดยเฉพาะบนคาบสมุทรอิตาลี
และ ศูนย์กลางการค้าที่โดดเด่นที่สุดก็คือ “นครเวนิส”
Cr. Row Venice
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ 3 คือ “มหาวิทยาลัย”
การก่อตั้งมหาวิทยาลัยในช่วงแรกเป็นไปเพื่อรองรับวัตถุประสงค์ทางศาสนา และการปกครอง เน้นการสอนในเรื่องของเทววิทยา และกฎหมาย
มหาวิทยาลัยในยุคแรกๆ ประกอบไปด้วย
มหาวิทยาลัยโบโลนญา ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1088
มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1096
ตามมาด้วยมหาวิทยาลัยปารีส ในปี ค.ศ. 1150
Bologna University Cr.Historum
แต่การเข้ามาขององค์ความรู้จากโลกอาหรับ ทำให้มีการเพิ่มการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ แพทยศาสตร์ ไปจนถึงระบบบัญชีและการค้า ซึ่งกลายเป็นรากฐานภูมิปัญญาของชาวตะวันตกในยุคสมัยต่อมา
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ 4 คือ “ธนาคาร”
“นครเวนิส” เมืองท่าบนฝั่งทะเลเอเดรียติก เจริญก้าวหน้าขึ้นมาจากการเป็นศูนย์กลางการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า ระหว่างดินแดนใจกลางยุโรป กับเมืองท่าอื่นๆ ของชาวอาหรับ
แต่ละดินแดนต่างใช้สกุลเงินแตกต่างกันออกไป เวนิสจึงกลายเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนเงินตรา
จนทำให้เมืองเต็มไปด้วยความมั่งคั่ง
ธนาคารแห่งแรกในยุโรป ได้ถือกำเนิดขึ้นในนครแห่งนี้เมื่อปี ค.ศ. 1156
สาเหตุหลักก็เพื่อให้คริสตจักรยืมเงินไปใช้ในการทำสงครามครูเสด และเจ้าผู้ครองเวนิสเองก็ยืมเงินไปใช้สำหรับทำสงครามเพื่อควบคุมเส้นทางเดินเรือบนฝั่งทะเลเอเดรียติก
เมื่อควบคุมการค้าได้ทั่วฝั่งทะเลเอเดรียติก เวนิสจึงขึ้นแท่นการเป็นศูนย์กลางการค้า
และกลายเป็นนครรัฐที่ใหญ่ที่สุดบนคาบสมุทรอิตาลี
Cr. BlueSun Cruises
ในราวปี ค.ศ. 1290 เวนิสมีประชากร 180,000 คน
อย่างไรก็ตาม
นั่นก็เทียบไม่ได้เลยกับนครหางโจว เมืองหลวงแห่งอาณาจักรซ่ง
ที่มีประชากรเกือบ 1,500,000 คน..
ในช่วงเวลาเดียวกัน อารยธรรมโลกตะวันออก โดยเฉพาะอารยธรรมจีน
นับว่ามีความเจริญก้าวหน้ากว่าโลกตะวันตก
ประเทศจีนในเวลานั้นเต็มไปด้วยสิ่งประดิษฐ์มากมาย ทั้งผ้าไหม เข็มทิศ กระดาษ ธนบัตร
รวมถึงการค้ากับชาวอาหรับผ่านเส้นทางสายไหม
Cr. Ancient History Encyclopedia
แต่แล้วในปี ค.ศ. 1271
ผู้นำชาวมองโกล นามว่า กุบไลข่าน ได้โค่นอำนาจราชวงศ์ซ่ง
แล้วตั้งราชวงศ์หยวน ปกครองจักรวรรดิมองโกลอันกว้างใหญ่ไพศาล
โดยย้ายศูนย์กลางแห่งใหม่มาอยู่ที่เมืองต้าตู หรือกรุงปักกิ่งในปัจจุบัน
ถึงอย่างนั้น นครหางโจวก็ยังคงเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจและการค้า
จักรพรรดิกุบไลข่านทรงสนพระทัยการค้าขาย และเปิดรับการติดต่อจากโลกตะวันตก
โดยเฉพาะ “ครอบครัวโปโล” ตระกูลพ่อค้าจากนครเวนิส
ซึ่งได้เดินทางตามเส้นทางสายไหมมาเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิถึงกรุงต้าตู
“มาร์โคโปโล” นักเดินทางหนุ่มผู้เดินทางมากับครอบครัวในปี ค.ศ. 1271
ได้ถวายงานให้ราชสำนักหยวนในฐานะราชทูต และเดินทางไปทั่วแผ่นดินจีน
Cr. Emersonkent
เมื่อเดินทางกลับถึงนครเวนิสในปี ค.ศ. 1295
จึงได้ร่วมกับเพื่อนนักเขียน เขียนหนังสือบอกเล่าการใช้ชีวิตในเมืองจีนชื่อว่า “The Travels of Marco Polo”
แม้เรื่องราวในหนังสือจะสร้างความสงสัยให้กับผู้คนว่าเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่ง
แต่หนังสือเล่มนั้นก็เป็นที่นิยมไปทั่วยุโรป
และเปิดโลกทัศน์ของชาวยุโรปให้ได้เห็นถึงความเจริญก้าวหน้าของอารยธรรมจีน..
ซึ่งนำมาสู่การขยายการค้าทั้งกับจีน และโลกตะวันออก และ นำความมั่งคั่งมหาศาลมาให้แก่พ่อค้าบนคาบสมุทรอิตาลี
ในขณะที่ชาวยุโรปก็ได้เปิดหูเปิดตาต้อนรับสินค้า และวิทยาการใหม่ๆ
ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นผลดี
แต่หารู้ไม่..
ว่าการติดต่อค้าขายกับโลกตะวันออกจะนำโรคภัยร้ายแรงเข้ามาสู่ยุโรป
โรคระบาดที่จะคร่าชีวิตผู้คนในยุโรป คิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด
โรคร้ายนี้ถูกเรียกว่า กาฬโรค..
ติดตาม ซีรีส์บทความ เศรษฐกิจโลก 1,000 ปี ตอนต่อไปได้ในสัปดาห์หน้า
หรือ โหลดแอป Blockdit ได้ที่ Blockdit.com เพื่อไม่พลาดการติดตาม
----------------------
อ่านลงทุนแมนสนุกขึ้น
อ่านในแอป Blockdit
โหลดที่ http://www.blockdit.com
----------------------
References
-https://www.ecology.com/population-estimates-year-2050/
-http://www.johnstonsarchive.net/other/worldpop.html
-https://www.britannica.com/topic/university
-https://www.academia.edu/22040163/
The_History_of_Banking_Regulatory_Framework_and_Banking_Institutions_at_a_glance
-https://en.m.wikipedia.org/wiki/List_of_largest_European_cities_in_history
-https://www.theguardian.com/cities/2016/dec/06/world-largest-cities-mapped-through-history-data-viz
-นีลล์ เฟอร์กูสัน, ความรุ่งเรืองของเงินตรา ประวัติศาสตร์การเงินโลก
-พลอากาศตรี ปรีชา ศรีวาลัย,ประวัติศาสตร์สากล สมัยโบราณ สมัยกลาง สมัยใหม่ และโลกปัจจุบัน
21 ก.ค. 2019