เศรษฐกิจโลก 1,000 ปี ตอนที่ 6 เศรษฐกิจและศาสนา

เศรษฐกิจโลก 1,000 ปี ตอนที่ 6 เศรษฐกิจและศาสนา

เศรษฐกิจโลก 1,000 ปี ตอนที่ 6 เศรษฐกิจและศาสนา / โดย ลงทุนแมน

ถ้าถามว่า ใครคือผู้ที่ทรงอำนาจมากที่สุดในยุโรป ช่วงศตวรรษที่ 16
คำตอบไม่ใช่ “ประเทศ”
แต่เป็น “ศาสนจักร”
นอกจากอำนาจที่อยู่เหนือจิตใจแล้ว
ศาสนจักรยังเป็นผู้กุมอำนาจทางเศรษฐกิจของหลายประเทศทั่วยุโรป

และก็เช่นเดียวกับทุกเรื่องราวในประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษย์

อำนาจที่มีมากเกินไป
ถึงจุดหนึ่ง ก็จะย้อนกลับมาทำลายตัวเอง..

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ ซีรีส์บทความ เศรษฐกิจโลก 1,000 ปี ตอนที่ 6 เศรษฐกิจและศาสนา (ค.ศ. 1500 – ค.ศ. 1599)

ในช่วงเวลานั้น สิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวยุโรปตะวันตก คือศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิก ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงโรม และมีพระสันตะปาปาเป็นประมุขสูงสุด

คริสตจักรคาทอลิกมีอำนาจในการจัดเก็บภาษีบำรุงศาสนาจากทุกคนที่อยู่ในคริสตจักร และมีสิทธิ์ในการได้รับมอบที่ดินจากผู้ไม่มีทายาท ทำให้ที่ดินในยุโรปถึง 1 ใน 5 ตกเป็นของคริสตจักร..

ความร่ำรวยและอำนาจอันล้นเหลือ ทำให้พระสันตะปาปา และบาทหลวงหลายรูปมีความเป็นอยู่ที่ร่ำรวย และใช้ความศรัทธาของประชาชนมาหารายได้ เพื่อต่อเติมความหรูหราอย่างไม่สิ้นสุด

และเพื่อจะหาเงินมาสร้างมหาวิหารอันอลังการใจกลางกรุงโรม คริสตจักรได้ขายสิ่งที่เรียกว่า “ใบไถ่บาป” ให้แก่ศาสนิกชน

Cr. Wikipedia

เพียงแค่ซื้อ ใบไถ่บาป ความผิดบาปที่เคยมีก็จะมลายหายไป

มาร์ติน ลูเธอร์ นักบวชชาวเยอรมัน ผู้ไม่พอใจกับการขายใบไถ่บาป จึงได้ประกาศจุดยืนต่อต้านคริสตจักรคาทอลิกในปี ค.ศ. 1517 ด้วย “ญัตติ 95 ข้อ” ประกาศไว้ที่ประตูโบสถ์วิตเตนเบิร์ก

ใจความหลักๆ มีว่า ชาวคริสต์จะไถ่บาปได้ด้วยความศรัทธาเอง โดยไม่ต้องอาศัยการไถ่บาปโดยพระเข้ามาเกี่ยวข้อง ปฏิเสธคำสอนของคริสตจักรที่กรุงโรม และเน้นว่า คัมภีร์ไบเบิลคือความจริงเพียงหนึ่งเดียว

ด้วยผลพวงจากการประดิษฐ์แท่นพิมพ์ ไม่นานนัก คำประกาศของลูเธอร์ก็แพร่หลายไปทั่วเยอรมนีและยุโรปตอนเหนือ

บรรดาเจ้าผู้ครองแคว้น ผู้รู้หนังสือ และชาวนาหลายคนต่างสนับสนุนแนวคิดของลูเธอร์

นำมาสู่การปฏิรูปศาสนา จนเกิดเป็นศาสนาคริสต์นิกายใหม่ ที่ถูกเรียกว่า นิกายลูเธอรัน

Cr. Wikipedia

ในขณะที่บรรดาดินแดนตอนเหนือของยุโรป ทั้งเยอรมนี สวีเดน นอร์เวย์ และเนเธอร์แลนด์ ต่างยอมรับความคิดของนิกายลูเธอรัน

ในอังกฤษเองก็มีการก่อตั้งนิกายใหม่ ซึ่งแยกมาจากคริสตจักรคาทอลิกเช่นเดียวกัน

เรื่องเกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าเฮนรีที่ 8 เป็นกษัตริย์แห่งอังกฤษ

พระองค์ต้องการให้พระสันตะปาปาที่กรุงโรมอนุญาตให้พระองค์หย่าร้างกับคู่หมั้นซึ่งเป็นเจ้าหญิงจากสเปน เพื่อการอภิเษกสมรสใหม่ เพราะต้องการพระโอรส

แต่พระสันตะปาปาทรงปฏิเสธ..

พระเจ้าเฮนรีที่ 8 ไม่พอพระทัย จึงทรงประกาศตั้งนิกายใหม่ที่เรียกว่าคริสตจักรแห่งอังกฤษ หรือ แองกลิคัน ในปี ค.ศ. 1534 ไม่ขึ้นต่อศาสนจักรที่กรุงโรมอีกต่อไป

คริสตจักรแองกลิคันมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้นในสมัยพระราชินีอลิซาเบทที่ 1 ซึ่งเป็นพระธิดาของพระเจ้าเฮนรีที่ 8

ทั้งศาสนาคริสต์นิกายลูเธอรันและแองกลิคัน ถูกเรียกรวมกันว่า “นิกายโปรเตสแตนต์” ซึ่งแปลว่า ผู้ต่อต้าน

สเปนเป็นราชอาณาจักรคาทอลิกที่มีขนาดใหญ่ และมั่นคงที่สุดในเวลานั้น

สเปนร่ำรวยมหาศาลจากการยึดครองดินแดนในทวีปอเมริกา ยึดทองคำและแร่ธาตุต่างๆ ของชนพื้นเมือง เข้าสู่ประเทศตัวเอง

แต่ราชสำนักของสเปนกลับไม่ได้นำทองคำมาพัฒนาเศรษฐกิจเท่าไรนัก เพราะค่าใช้จ่ายหลักๆ คือใช้ในการก่อสงคราม โดยเฉพาะสงครามกับฝรั่งเศสซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน

ผลของสงครามก็คือ หนี้อันมหาศาลที่ตกทอดมาถึงกษัตริย์สเปน คือ พระเจ้าฟิลิปเปที่ 2

วิธีเดียวที่จะหยุดยั้งหนี้มหาศาลได้ ก็คือ การขึ้นภาษี..

ผลจึงไปตกแก่ศูนย์กลางการค้าที่มั่งคั่งที่สุดในยุโรป ซึ่งก็คือ “ดินแดนแฟลนเดอร์ส”

ปัจจุบันแฟลนเดอร์ส คือเขตประเทศเบลเยียมและเนเธอร์แลนด์ แต่ในขณะนั้นยังเป็นดินแดนของสเปน

Cr. Wikipedia

บริเวณนี้มั่งคั่งจากการเป็นศูนย์กลางการค้า และการธนาคารของยุโรปตอนเหนือ โดยมีเมืองแอนต์เวิร์ป เป็นที่ตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งแรกของโลก

แต่เมื่อเกิดการปฏิรูปศาสนา มีพ่อค้าและนายธนาคารจำนวนไม่น้อยได้เปลี่ยนมานับถือนิกายโปรเตสแตนต์ เหตุผลหนึ่งก็เพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายภาษีบำรุงศาสนาให้พระสันตะปาปา

ผู้ปกครองของแฟลนเดอร์สซึ่งเป็นข้าหลวงจากสเปน จึงไม่พอใจ และจับกุมคนที่เปลี่ยนศาสนา

เหล่าพ่อค้าจึงหนีออกจากแอนต์เวิร์ป ไปยังเมืองของชาวดัตช์ ที่มีชื่อว่า อัมสเตอร์ดัม

ชาวดัตช์ อาศัยอยู่บริเวณประเทศเนเธอร์แลนด์ในปัจจุบัน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการค้า การเกษตร และการเดินเรือมานาน แม้จะอยู่ภายใต้การปกครองของสเปน แต่ชาวดัตช์ใจกว้าง และยอมรับเสรีภาพในศาสนา

อัมสเตอร์ดัมจึงดึงดูดเหล่าพ่อค้าและนายธนาคาร รวมไปถึงช่างฝีมือจากแอนต์เวิร์ป เยอรมนี และชาวโปรเตสแตนต์ทั่วยุโรป

Cr. Holland

การประกาศขึ้นภาษีของสเปน ทำให้พ่อค้าชาวดัตช์มากมายพากันต่อต้าน จนเกิดเป็นการจลาจลทำลายล้างผู้ปกครองซึ่งเป็นข้าหลวงจากสเปน

พระเจ้าฟิลิปเปที่ 2 จึงส่งกองทัพเรือสเปนมาทำสงครามกับชาวดัตช์ในปี ค.ศ.1568

นับเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้เพื่อเอกราชของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งจะใช้เวลายาวนานถึง 80 ปี
และถูกเรียกว่า “สงคราม 80 ปี”

Cr. Wikipedia

ชาวดัตช์ซึ่งอาศัยอยู่หนาแน่นบริเวณตอนเหนือของแฟลนเดอร์ส ได้รวมตัวจัดตั้งเป็น
สาธารณรัฐสหเนเธอร์แลนด์ (Republic of the Seven United Netherlands)
ในปี ค.ศ. 1581 และได้รวมกันขับไล่สเปนให้พ้นจากอาณาเขต

Cr. Wiki Atlas

แม้เนเธอร์แลนด์จะยังไม่ได้รับเอกราชจากสเปนอย่างเต็มตัว แต่กองทัพสเปนก็ไม่สามารถมารุกรานได้

ทำได้แค่เพียงบุกมาทางดินแดนตอนใต้ของแฟลนเดอร์ส ซึ่งปัจจุบันเป็นประเทศเบลเยียม บริเวณนี้ประชากรส่วนใหญ่เป็นคาทอลิก จึงยังคงตกอยู่ภายใต้การปกครองของสเปนต่อไป

นอกจากเนเธอร์แลนด์แล้ว สเปนยังมีศัตรูอยู่อีกหนึ่งประเทศ
ซึ่งก็คือ อังกฤษ

การที่อังกฤษจัดตั้งนิกายแองกลิคัน และข่มเหงชาวคาทอลิก ก็ได้สร้างความไม่พอใจให้แก่ราชสำนักสเปนอยู่แล้ว

อีกเหตุผลหนึ่ง คือเรื่องโจรสลัดอังกฤษที่คอยดักปล้นกองเรือของสเปน

อังกฤษในเวลานั้น มีการเมืองที่มั่นคง ภายใต้การปกครองของพระราชินีอลิซาเบทที่ 1 ทรงปรับปรุงกองเรืออังกฤษให้เข้มแข็ง และแต่งตั้งให้กัปตัน ฟรานซิส เดรก อดีตโจรสลัดผู้เคยปล้นกองเรือสเปนนับครั้งไม่ถ้วน เป็นผู้บัญชาการทหารเรืออังกฤษ

Cr. Britannica

เมื่อรวมกับปัญหาความขัดแย้งทางศาสนา
วันที่สเปนหมดความอดทนก็มาถึง..

ค.ศ. 1588 กองเรืออาร์มาดาของสเปน ซึ่งเป็นกองทัพเรือที่ทรงอานุภาพมากที่สุดในยุโรป ก็ยกทัพกองเรือกว่า 150 ลำ บุกมาถึงเกาะอังกฤษ

Cr. History

กองเรืออังกฤษได้ผูกมิตรกับกองเรือของเนเธอร์แลนด์ ระดมทั้งเรือรบและเรือสินค้าให้เข้าร่วมสงคราม

เรือของสเปนมีขนาดใหญ่ ต่างกับเรืออังกฤษที่มีขนาดเล็ก จึงมีความคล่องแคล่วกว่า
บวกกับเรืออังกฤษมีอาวุธใหม่ คือ ปืนใหญ่ที่มีระยะยิงไกลกว่าเรือของสเปน

กองเรืออาร์มาดาซึ่งไม่เคยมีใครกล้าต่อกร ก็ต้องพบกับความพ่ายแพ้
และปิดฉากความเป็นมหาอำนาจของสเปนในที่สุด

พร้อมกับเปิดฉากการเดินทางสู่โลกใหม่ของอังกฤษและเนเธอร์แลนด์

แต่ด้วยความพร้อมในฐานะที่เป็นศูนย์กลางการค้า และความเชี่ยวชาญด้านการเดินเรือ จะพาให้เนเธอร์แลนด์ เดินทางออกมาค้าขายกับโลกกว้าง และไปได้ไกลกว่าอังกฤษในเวลาเดียวกัน

ชาวดัตช์จะสร้างอาณานิคม ค้นพบทวีปใหม่ ก่อตั้งบริษัทการค้า และนำเข้าสินค้าแปลกใหม่จากทั่วโลก จนนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดในโลกตะวันตก

และเป็นเหตุผลที่ว่า ชาติตะวันตกชาติที่ 2 ที่เข้ามาค้าขายกับกรุงศรีอยุธยา ต่อจากโปรตุเกสก็คือ ชาวดัตช์

หรือที่ชาวสยามรู้จักกันในนาม
“ชาวฮอลันดา”..

ติดตาม ซีรีส์บทความเศรษฐกิจโลก 1,000 ปี ตอนต่อไปได้ในสัปดาห์หน้า
โหลดแอป Blockdit เพื่ออ่านซีรีส์ตอนก่อนหน้านี้ ได้ที่ Blockdit.com/download
———————-
Blockdit แอปที่เป็นเหมือน คลังความรู้ขนาดใหญ่ อ่านฟรี
โหลดเลย Blockdit.com/download
———————-

References
-https://en.m.wikipedia.org/wiki/Dutch_Republic
-The No-Nonsense Guide to World History, Chris Brazier
-The Mental Floss History of The World, Erik Sass and Steve Wiegand with Will Pearson and Mangesh Hattikudur
-Far Countries, Neighboring Countries-Netherlands, Won-Bok Rhie
-Far Countries, Neighboring Countries-England, Won-Bok Rhie
-ประวัติศาสตร์โลก (ฉบับสมบูรณ์), อนันตชัย จินดาวัฒน์