ซื้อหุ้นกู้ต้องดู Credit Rating

ซื้อหุ้นกู้ต้องดู Credit Rating

นักลงทุนน่าจะเคยได้ยิน “อันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้อยู่ที่ AAA, BB+ หรือ D” แล้วตัวอักษรเหล่านี้มีความหมายอย่างไร ทำไมเราต้องดูเรตติ้งเวลาจะซื้อหุ้นกู้ ถ้าไม่ดู เราจะมีความเสี่ยงอย่างไร?
ซื้อหุ้นกู้ต้องดู Credit Rating / โดย ลงทุนแมน
นักลงทุนน่าจะเคยได้ยิน
“อันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้อยู่ที่ AAA, BB+ หรือ D”
แล้วตัวอักษรเหล่านี้มีความหมายอย่างไร
ทำไมเราต้องดูเรตติ้งเวลาจะซื้อหุ้นกู้
ถ้าไม่ดู เราจะมีความเสี่ยงอย่างไร?
วันนี้ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟังแบบง่ายๆ
คำว่า Credit Rating (เครดิต เรตติ้ง) คือคำที่ใช้จัดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทในการออกหุ้นกู้
สำหรับประเทศไทย Credit Rating เหล่านี้จะถูกจัดอันดับโดย 2 บริษัทที่ได้รับอนุมัติจาก กลต. คือ
Tris Rating และ Fitch Ratings
ในแต่ละปี การจัดอันดับของหุ้นกู้จะประเมินจากลักษณะของบริษัท ผลประกอบการ หลักทรัพย์ค้ำประกัน และเงื่อนไขในการซื้อหุ้นกู้ต่างๆ เช่น โอกาสในการถูกไถ่ถอนเงินต้นก่อนกำหนดจากบริษัทผู้ออกหุ้นกู้
โดยจะไล่ตั้งแต่ AAA ซึ่งมีความเสี่ยงน้อยสุด
ไปจนถึงกลุ่ม D ซึ่งมีความเสี่ยงมากที่สุด
โดย Credit Rating อาจมีอักษรซ้ำหลายตัว และสามารถมีเครื่องหมาย + หรือ - ได้
ซึ่งหากยิ่งมี ตัวอักษรหลายตัว และมีประจุเป็นบวก ก็จะมีความเสี่ยงต่ำกว่าอักษรตัวเดียว และ มีประจุเป็นลบนั่นเอง
แล้วอักษรแต่ละตัวมีความหมายต่างกันอย่างไร?
ปกติแล้ว กลุ่มบริษัทที่ได้รับ Credit Rating ในช่วง AAA จนถึง BBB- จะถือว่าเป็นระดับที่ลงทุนได้ หรือ Investment grade ซึ่งจะมีความน่าเชื่อถือ และโอกาสผิดนัดชำระหนี้อยู่ในระดับต่ำ
ส่วนถ้าเป็นช่วงตั้งแต่ BB+ ลงไปจนถึง D จะถือว่าเป็นกลุ่ม Non-investment grade หรือมีคุณภาพปานกลางจนถึงต่ำ
ซึ่งแน่นอนว่าหากบริษัทใดที่ได้รับการจัดอันดับให้มี Rating ที่ต่ำ ก็ย่อมมาพร้อมกับ ผลตอบแทนที่สูงมากกว่า เพื่อจูงใจให้นักลงทุนมาลงทุนในหุ้นของตน
นอกจากนี้ถ้าจะสรุปให้ง่าย ยังมีการกำหนดเปอร์เซ็นต์ของโอกาสที่ผู้ลงทุนจะไม่ได้รับเงินคืน ดังนี้
1. กลุ่ม AAA ถึง A- จะมีโอกาสไม่ได้เงินคืนอยู่ที่ 0.02% - 0.15%
2. กลุ่ม BBB+ ถึง BBB- จะมีโอกาสไม่ได้เงินคืนอยู่ที่ 1.41%
3. กลุ่ม BB+ ถึง B- จะมีโอกาสไม่ได้เงินคืนอยู่ที่ 3.17% - 3.93%
4. กลุ่ม CCC+ ถึง C จะมีโอกาสไม่ได้เงินคืนอยู่ที่ 31.82%
และ กลุ่มสุดท้าย
5. กลุ่ม D จะมีโอกาสไม่ได้เงินคืนอยู่ถึง 100% หรือพูดง่ายๆ คือ ผู้ลงทุนน่าจะโดนผิดนัดชำระหนี้แน่นอน..
ซึ่งในรอบ 1 ปี บริษัทจะถูกประเมินถึงแนวโน้ม อันดับเครดิตในอนาคต หรือ Credit Outlook จากตัวบริษัทเองและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ
โดยสามารถแบ่งได้เป็น 4 อันดับ คือ
1. Positive กลุ่มบวก หรือ Credit Rating อาจปรับขึ้น
2. Stable กลุ่มคงที่ หรือ Credit Rating อาจไม่เปลี่ยนแปลง
3. Negative กลุ่มลบ หรือ Credit Rating อาจปรับลง
4. Developing กลุ่มไม่แน่นอน หรือ Credit Rating อาจปรับในทิศทางใดก็ได้
ต่อไปนี้ถ้าใครมาชักชวนให้เราซื้อหุ้นกู้
คำถามแรกที่เราควรถามกลับเพื่อใช้ในการตัดสินใจก็คือ
“หุ้นกู้นี้ได้เรตติ้งอะไร?”
ถ้าหุ้นกู้มีเรตติ้งต่ำ นั่นหมายความว่า เราจะดูแต่ดอกเบี้ยอย่างเดียวไม่ได้
สิ่งที่เราต้องกังวลมากกว่าก็คือ การไม่ได้รับเงินต้นคืนนั่นเอง..
ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ
ในโลกของเรายังมีหุ้นกู้ที่ไม่ถูกจัดอันดับใดๆ หรือที่เรียกว่า Unrated Bond ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีความเสี่ยงสูงกว่า และต้องใช้ทักษะในการวิเคราะห์บริษัทมากกว่าหากใครคิดจะลงทุน..
----------------------
Blockdit โซเชียลมีเดียรูปแบบใหม่
Blockdit.com/download
----------------------
References
-https://www.sec.or.th/TH/Pages/Investors/education-debt-CR.aspx
-https://www.trisrating.com/
-https://www.fitchratings.com/site/thailand