Madoff แชร์ลูกโซ่ล้านล้าน

Madoff แชร์ลูกโซ่ล้านล้าน

เรื่องนี้เป็นกรณีศึกษาที่ดี คนน่าเชื่อถือที่สุด แต่กลับกลายเป็นคนลวงโลก แชร์ลูกโซ่ครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์โลก เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
Madoff แชร์ลูกโซ่ล้านล้าน / โดย ลงทุนแมน
เรื่องนี้เป็นกรณีศึกษาที่ดี
คนน่าเชื่อถือที่สุด
แต่กลับกลายเป็นคนลวงโลก
แชร์ลูกโซ่ครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์โลก
เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
เชื่อหรือไม่ว่า โลกของเราเคยมีการลวงโลกที่สร้างความเสียหายได้มากกว่ามูลค่าของ ปตท. ทั้งบริษัทมาแล้ว
เชื่อหรือไม่ว่า การลวงโลกครั้งนี้สร้างความเสียหายได้เท่ากับ Hurricane 1 ลูก
เชื่อหรือไม่ว่า คนที่โกงเคยเป็นประธานของ Nasdaq ตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก
และเชื่อหรือไม่ว่า เหยื่อส่วนใหญ่เป็นคนดัง ที่แม้กระทั่ง Louis Van Gaal อดีตผู้จัดการทีมฟุตบอลแมนยูไนเต็ด
ก็เป็นผู้ได้รับความเสียหายเช่นกัน
บุคคลผู้นี้มีวิธีการโกงอย่างไร?
บอกก่อนเลยว่า มหกรรมลวงโลกครั้งนี้ คือ แชร์ลูกโซ่
การแชร์ลูกโซ่ครั้งใหญ่นี้เกิดขึ้นจาก บริษัท Bernard L. Madoff Investment Securities (BLMIS) ก่อตั้งโดย Bernard Madoff ในปี 1960 หรือเมื่อ 59 ปีที่แล้ว
Madoff เป็นคนเชื้อสายยิวที่อาศัยอยู่ในอเมริกา โดยเขานำเงินเก็บสะสมเพียง 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ จากการเป็น Lifeguard และเงินจากการรับจ้างจากการติดตั้ง Sprinkler มาก่อตั้งบริษัทของตัวเอง
บริษัท หลักทรัพย์ของ Madoff มีชื่อเสียงโด่งดังมาจากการให้คำมั่นกับนักลงทุนว่า จะได้ผลตอบแทน 12%-20% ต่อปี โดยไม่ต้องคำนึงเลยว่าสภาพตลาดในขณะนั้นจะเป็นอย่างไร
ซึ่งถ้าเป็นคนธรรมดามาพูด ก็คงจะไม่มีใครเชื่อ แต่... นี่คือ Bernard Madoff
ผู้ที่เคยได้รับเลือกเป็นประธานของ Nasdaq มาถึง 3 ปี และยังเคยเป็นคณะกรรมการของ NASD ในขณะนั้น ซึ่งเป็นองค์กรที่มีหน้าที่กำกับดูแลตลาด Nasdaq โดยเฉพาะ แค่นั้นยังไม่พอ ยังเคยเป็นที่ปรึกษาให้กับ กลต. ของสหรัฐอเมริกาอีกด้วย
ตำแหน่งของ Madoff ไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่ทำให้สามารถหลอกคนได้เป็นหลักหมื่นคน เพราะผลงานที่ผ่านมาของ BLMIS นั้นก็สามารถให้ผลตอบแทนได้ตามที่อ้างไว้จริงๆ
โดยสิ่งที่ Madoff ทำคือ นำเงินลงทุนของคนล่าสุดที่หลอกมาได้ จ่ายให้กับคนก่อนหน้าเหมือนเป็นดอกเบี้ย ทำวนไปเรื่อยๆ และเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ก็มีการจัดทำรายละเอียดสรุปหลักทรัพย์และภาพรวมของบริษัทที่ปลอมขึ้นมา ส่งไปให้กับนักลงทุนนั่นเอง
และเมื่อ BLMIS ดังขึ้น เรื่องราวจึงกลายเป็น Word of Mouth ที่บอกต่อกันไปเรื่อยๆ ในกลุ่มนักลงทุน ไปจนถึงคนดังในทุกวงการ ตั้งแต่การเมือง, ภาพยนตร์ทีวี อย่าง Larry King, นักร้อง อย่าง John Denver และวงการกีฬา อย่าง Louis Van Gaal อดีตผู้จัดการทีมฟุตบอลแมนยู
บุคคลที่ยกตัวอย่างมานี้ เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของผู้ลงทุนที่ได้รับความเสียหายจากแชร์ลูกโซ่ของ Madoff
จากการที่เป็นคนมีหน้ามีตาในวงการการเงิน และมีลูกค้าเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในแวดวงต่างๆ นี่เอง คือสาเหตุที่ทำให้ BLMIS มีแหล่งเงินทุนมาหมุนอยู่อย่างไม่รู้จบ โดยที่ไม่ต้องลงทุนในหลักทรัพย์ตัวใดแม้แต่บาทเดียว
จุดจบของ BLMIS
อย่างที่ทุกคนรู้กันว่าในปี 2008 เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเกิดภาวะวิกฤติอย่างหนัก ทำให้นักลงทุนรู้สึกไม่เชื่อมั่นในระบบและต้องการเงินสดคืน จึงได้แห่ไปถอนเงินจาก BLMIS เป็นจำนวนมาก รวมมูลค่ากว่า 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แน่นอนว่าเงินในบริษัทกลับมีเพียงหลักร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น…
10 ธันวาคม ปี 2008 Madoff ไม่มีทางเลือกและบอกกับพนักงาน BLMIS ว่า ทุกอย่างคือการหลอกลวงทั้งหมด และบอกว่าตนวางแผนที่จะมอบตัวกับตำรวจ โดย 1 วันให้หลัง Madoff ก็ถูกจับกุมในข้อหาแชร์ลูกโซ่ (Ponzi Scheme) ที่สร้างความเสียหายกว่า 65,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2 ล้านล้านบาท)
ในปี 2011 Madoff ที่ขณะนั้นอายุ 73 ปี ถูกศาลตัดสินให้จำคุก 150 ปี
ถ้าถามว่า Madoff ปกปิดการลวงโลกแบบนี้ได้อย่างไรคงไม่มีใครรู้ เพราะแม้แต่ตัว Madoff เองก็เคยให้สัมภาษณ์ว่า “ตัวเขาเองก็แปลกใจเช่นกันว่าทำไมองค์กรอย่าง กลต. จึงตรวจไม่เจอการทุจริตเลย”
แต่ที่แน่ๆ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ก่อนที่เราจะทำการลงทุนกับอะไรสักอย่างหนึ่ง
จงใช้หลักเหตุผล (Principle) ในการวิเคราะห์ความเป็นไปได้มาก่อนอารมณ์ (Perception) เสมอ
เพราะไม่ว่าคนที่มาโฆษณาให้เราลงทุนจะเป็นใคร มีชื่อเสียงมากแค่ไหน มีคนติดตามมากเท่าไหร่ เขาก็สามารถหลอกเราได้เหมือนกัน
คนที่เก่งที่สุด คนที่น่าเชื่อถือที่สุด ถ้ารวมกับการทุจริต ผลลัพธ์ก็คือ หายนะ..
----------------------
Blockdit โซเชียลมีเดีย รูปแบบใหม่
http://www.blockdit.com
----------------------