Eye OS ระบบปฏิบัติการใหม่จากเฟซบุ๊ก

Eye OS ระบบปฏิบัติการใหม่จากเฟซบุ๊ก

25 ธ.ค. 2019
Eye OS ระบบปฏิบัติการใหม่จากเฟซบุ๊ก / โดย ลงทุนแมน
“เราต้องทำให้มั่นใจได้ว่า ยุคต่อไปเฟซบุ๊กยังมีที่ให้ยืน”
ประโยคนี้กล่าวโดย Andrew Bosworth รองประธานฝ่ายฮาร์ดแวร์บริษัทเฟซบุ๊ก
เขายืนยันว่าเฟซบุ๊กกำลังสร้างระบบปฏิบัติการของตัวเองขึ้นมา
ซึ่งระบบนี้ถูกคาดว่าจะใช้ชื่อ Eye OS
เมื่อนำคำว่า “ยุคต่อไป” และ “Eye OS” มารวมกัน
เราก็อาจตีความหมายได้ว่า
เฟซบุ๊กกำลังเชื่อมั่นว่า ในโลกยุคต่อไป มนุษย์จะต้องใช้ฮาร์ดแวร์เกี่ยวกับดวงตา
แล้วเฟซบุ๊กมีเหตุผลอะไร
ถึงต้องสร้างระบบปฏิบัติการขึ้นมาเอง?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
┏━━━━━━━━━━━━┓
Blockdit โซเชียลมีเดีย รูปแบบใหม่
http://www.blockdit.com
┗━━━━━━━━━━━━┛
คำตอบของเรื่องนี้จะมี 2 บริษัทเข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นก็คือ
บริษัทแรกคือ กูเกิล ส่วนบริษัทที่สองก็คือ แอปเปิล
เฟซบุ๊กไม่ต้องการพึ่งพาระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ของกูเกิล
ระบบปฏิบัติการที่ว่านี้ไม่ใช่แอนดรอยด์บนสมาร์ตโฟน
แต่เป็นระบบแอนดรอยด์บนอุปกรณ์อื่น
นอกจากการถอยห่างออกจากกูเกิลแล้ว
การมีระบบปฏิบัติการของตัวเอง ยังทำให้เฟซบุ๊กสามารถถอยห่างออกจากแอปเปิล
เพราะซีอีโออย่าง ทิม คุก วิจารณ์ระบบรักษาความเป็นส่วนตัวของเฟซบุ๊กมาโดยตลอด
ล่าสุด เฟซบุ๊กได้จ้าง Mark Lucovsky หนึ่งในผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการ Windows NT
มาร่วมสร้างระบบปฏิบัติการซึ่งคาดกันว่าจะมีชื่อว่า Eye OS
ระบบดังกล่าวจะเข้ามาแทนที่แอนดรอยด์
ที่ปัจจุบันเฟซบุ๊กใช้เป็นโครงสร้างระบบปฏิบัติการ
สำหรับแว่นตา Oculus รวมถึงฮาร์ดแวร์อื่นๆ ที่เฟซบุ๊กจะพัฒนาขึ้นในอนาคต
แล้วเฟซบุ๊กจริงจังกับเรื่องนี้ขนาดไหน?
คำตอบที่บอกได้ตอนนี้ก็คือ มากถึงมากที่สุด..

เฟซบุ๊กกำลังสร้างสำนักงานสำหรับพัฒนาเทคโนโลยี AR/VR ที่เมืองเบอร์ลินเกม
รัฐแคลิฟอร์เนีย บนพื้นที่ 770,000 ตารางฟุต พร้อมพนักงานกว่า 4,000 คน
นอกจากสถานที่แห่งนี้จะเป็นสำนักงาน
มันยังถูกสร้างขึ้นมารองรับบุคคลทั่วไป
ที่สนใจในเทคโนโลยี AR/VR ให้มาเรียนรู้ และ ทดสอบนวัตกรรมล่าสุดของบริษัท
AR ย่อมาจาก Augmented Reality หรือการขยายภาพจริงให้สมบูรณ์ขึ้น เช่น สวมแว่นตาแล้วบอกได้ว่าบุคคลที่เรากำลังคุยอยู่ชื่ออะไร
VR ย่อมาจาก Virtual Reality หรือการทำให้เราเข้าไปอยู่ในโลกเสมือนจริง
ก่อนหน้านี้เฟซบุ๊กประกาศเปิดตัว Horizon เทคโนโลยีโลกเสมือนที่ใช้ร่วมกับแว่นตา Oculus
ที่จะทำให้เราออกแบบโลก สร้างเครื่องมือ สร้างสังคมขึ้นมาใหม่ภายใต้ร่างอวตารที่เราคิดขึ้นเอง

ต่อจากแว่นตา Oculus เฟซบุ๊กยังพัฒนาฮาร์ดแวร์สำหรับองค์กรที่ชื่อว่า Portal
เป็นกล้องและมอนิเตอร์อัจฉริยะที่ออกแบบมาใช้สำหรับงานประชุม ซึ่งแน่นอนว่าอุปกรณ์ดังกล่าวจะถูกนำมารวมเข้ากับแพลตฟอร์ม Workplace แอปแช็ตของเฟซบุ๊ก
มากไปกว่านั้น เฟซบุ๊กก็ได้พัฒนาต้นแบบอุปกรณ์ VR Video Conference หรือ การประชุมทางไกลแบบภาพเสมือน คล้ายๆ กับการประชุมเจไดในหนังเรื่อง Star Wars
เรื่องถัดมาก็คือ การเข้าซื้อกิจการของเฟซบุ๊กในปีนี้ที่มีแต่ธุรกิจฮาร์ดแวร์และธุรกิจเกม
เริ่มต้นจาก CTRL-labs บริษัทพัฒนาฮาร์ดแวร์ และ เทคโนโลยีเชื่อมสมองที่เข้ามาอยู่ในทีม Reality Lab เมื่อ 3 เดือนก่อน ที่ปัจจุบันได้พัฒนาจนสามารถถอดความจากสมองเป็น “คำ” ได้แบบเรียลไทม์ด้วยความเร็วสูงสุด 100 คำ ต่อนาที
พร้อมทั้งเข้าซื้อ Beat Games สตูดิโอพัฒนาเกม VR ที่เป็นเจ้าของเกม Beat Saber เกมฟันดาบไลท์เซเบอร์ที่เข้ามาร่วมกับทีม Oculus เมื่อเดือนที่แล้ว และ PlayGiga บริษัทพัฒนาเกมสัญชาติสเปนเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
ทั้งหมดนี้ย้อนกลับไปที่เหตุผลของเฟซบุ๊ก
ที่อยากให้ธุรกิจฮาร์ดแวร์เป็นอิสระต่อกูเกิลและแอปเปิล
เพราะทั้ง 2 บริษัทอาจกลายเป็นความเสี่ยงของเฟซบุ๊กในการเติบโตระยะยาว
แล้วเฟซบุ๊ก มั่นใจได้แค่ไหนว่าสร้างขึ้นมาจะมีคนใช้?
เรื่องนี้ดูเผินๆ อาจจะเหมือนกับ Huawei ของจีนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าจึงต้องพัฒนาระบบปฏิบัติการขึ้นมาเอง
อย่างไรก็ตาม เฟซบุ๊ก กับ Huawei ต่างกันตรงที่ Huawei พัฒนาระบบปฏิบัติการเพื่อเป็นทางเลือกของระบบปฏิบัติการที่มีอยู่ปัจจุบัน
แต่เฟซบุ๊กเลือกที่จะคงแพลตฟอร์มเดิมในระบบปฏิบัติการปัจจุบัน เช่น แอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ให้อยู่บนระบบของกูเกิลและแอปเปิลเหมือนเดิม
ส่วนระบบปฏิบัติการใหม่จะมีสำหรับธุรกิจในยุคต่อไป เช่น Horizon ก็น่าจะอยู่ใน Eye OS
ปัจจุบัน..
แอนดรอยด์มีผู้ใช้งาน 2,500 ล้านคน
เฟซบุ๊กมีผู้ใช้งาน 2,450 ล้านคน
แอปเปิลขายอุปกรณ์ให้คนทั่วโลก 1,400 ล้านชิ้น
จากตัวเลขดังกล่าวก็น่าจะยืนยันได้ว่า เฟซบุ๊กมีศักยภาพมากพอ
ที่จะพัฒนาระบบปฏิบัติการ Eye OS และ สามารถสเกลได้ด้วยตนเอง
เรื่องนี้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจ และกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสม
เพราะปีหน้าที่จะถึงนี้ วิวัฒนาการของระบบสื่อสาร 5G กำลังจะเข้ามาเพิ่มขีดความสามารถของอินเทอร์เน็ตแบบก้าวกระโดดอีกครั้งเหมือนตอนที่เราเข้าสู่ยุค 4G เมื่อ 10 ปีที่แล้ว และจะทำให้โลกการใช้งานเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก จนเรานึกไม่ถึง
และในอนาคต หากเทคโนโลยีแว่นตากลายมาเป็นเมกะเทรนด์ของโลกแทนที่สมาร์ตโฟน และมีระบบปฏิบัติการให้เราเลือกใช้ เราอาจไม่จำเป็นต้องใช้ iOS หรือ Android เพราะจะมีทางเลือกที่สามขึ้นมา นั่นก็คือ Eye OS..
----------------------
Blockdit โซเชียลมีเดีย รูปแบบใหม่
http://www.blockdit.com
----------------------
References
-Techcrunch
-The Information
25 ธ.ค. 2019