กรณีเลวร้ายสุด ปีนี้เศรษฐกิจไทย จะแย่ได้ขนาดไหน?

กรณีเลวร้ายสุด ปีนี้เศรษฐกิจไทย จะแย่ได้ขนาดไหน?

26 ก.พ. 2020
กรณีเลวร้ายสุด ปีนี้เศรษฐกิจไทย จะแย่ได้ขนาดไหน? /โดย ลงทุนแมน
ปีที่แล้วเศรษฐกิจไทย GDP เติบโต 2.4%
ทางสภาพัฒน์​ฯ เคยคาดการณ์ว่า ปีนี้ GDP จะโต 2.7 - 3.7%
แต่นั่นมันก่อนจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน..
โรคระบาด COVID-19 แพร่จากอู่ฮั่น
จนในที่สุด เอเชีย ยุโรป ตะวันออกกลาง อเมริกา ก็เริ่มป่วยตาม..
หลังจากการแพร่ระบาดที่เกินควบคุมได้ในหลายประเทศ
ก็ไม่เห็นวี่แววว่าจะหยุดลงในเร็วๆ นี้
หลายสำนักก็ได้ปรับประมาณการณ์เศรษฐกิจไทยลง
โดยสภาพัฒน์​ฯ คาดว่าปีนี้ GDP ไทยจะโตแค่ช่วง​ 1.5 - 2.5% ​
ซึ่งลงทุนแมนอยากลองวิเคราะห์ดูว่า ในกรณีเลวร้ายที่สุด
เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบหนักขนาดไหน?
╔═══════════╗
Blockdit ที่สุดของแอปมีสาระ
Blockdit.com/download
╚═══════════╝
ปี พ.ศ. 2562 GDP ของประเทศไทยมีมูลค่า 16.8 ล้านล้านบาท
โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวมาเยือน 39.8 ล้านคน
คิดเป็นรายได้ทั้งหมด 1.9 ล้านล้านบาท หรือ 11.3% ของ GDP
ซึ่งลงทุนแมนจะลองแบ่งย่อยระดับความรุนแรง ในแต่ละกรณีดู
เริ่มจากความรุนแรงที่น่าจะถือว่าหนักก็คือ
การแพร่ระบาดและความกังวลเรื่องโรคระบาด COVID-19 นี้กินเวลาไป 6 เดือนเต็ม

กรณีแรก นักท่องเที่ยวจีนหายไปทั้งหมด
ปี พ.ศ. 2562 ไทยมีนักท่องเที่ยวจีนมาเยือน 11 ล้านคน
สร้างรายได้ 544,000 ล้านบาท
ถ้าคิดแบบง่ายๆ นักท่องเที่ยวจีนไม่มา 6 เดือน ก็คือหารครึ่ง
ดังนั้นไทยจะสูญเสียรายได้เท่ากับ 272,000 ล้านบาท
หรือคิดเป็น 1.6% ของ GDP
กรณีต่อมา เมื่อนักท่องเที่ยวจีน, ฮ่องกง, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และไต้หวัน ทั้งหมดหายไป
ซึ่งแน่นอนประเทศเหล่านี้ได้รับผลกระทบไปด้วยไม่ต่างจากจีน เกาหลีใต้มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากที่สุดในโลกรองจากจีน ส่วน ญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน ก็มีผู้ติดเชื้อมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเช่นกัน
นักท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศนี้ทั้งหมดมีจำนวน 16.5 ล้านคน และสร้างรายได้รวมให้ไทยในปีที่แล้วมูลค่า 784,000 ล้านบาท
ถ้าหารครึ่ง ไทยจะสูญเสียรายได้เท่ากับ 392,000 ล้านบาท หรือ 2.3% ของ GDP
กรณีที่แย่กว่า ถ้ารวมนักท่องเที่ยวในแถบตะวันออกกลางด้วย
แน่นอนว่า ตอนนี้ที่อิหร่านมีปัญหามาก และล่าสุดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็ได้ห้ามไม่ให้คนเดินทางมาไทย
ถ้านักท่องเที่ยวตะวันออกกลางหายไปพร้อมกับ ประเทศในเอเชียตะวันออก เป็นเวลา 6 เดือน
ไทยจะสูญเสียรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 420,000 ล้านบาท หรือ 2.5% ของ GDP
และสุดท้าย กรณีแย่ที่สุด
นักท่องเที่ยวจากยุโรป และสหรัฐอเมริกาหายไปอีก
ซึ่งรวมเป็นนักท่องเที่ยวทั้งหมด 25.1 ล้านคน และรายได้รวม 1,386,000 ล้านบาท
ไทยจะสูญเสียรายได้เป็นเวลา 6 เดือนเท่ากับ 693,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 4.1% ของ GDP
ทั้งหมดนี้ยังไม่รวมถึงผลกระทบแบบลูกโซ่ในระบบเศรษฐกิจ
เนื่องจากเม็ดเงินหรือรายได้ ที่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวได้รับ
จะถูกนำไปลงทุนต่อ หรือจ่ายเงินให้พนักงาน
และนำเงินไปใช้จ่าย ซื้อสินค้า บริการ หมุนเวียนเป็นทอดๆ ในระบบเศรษฐกิจ
ดังนั้น ตัวเลขผลกระทบจริงจากโรคระบาด COVID-19
จึงอาจเกินกว่าที่ประเมินหลายเท่า
ซึ่งถ้าเทียบกับที่หลายสำนักได้ปรับลดการคาดการณ์ว่า GDP ไทยปีนี้ จะโตประมาณ​ 1.5 - 2.5%
มันก็ยังอาจเป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไป..
นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบจากภาคการส่งออกไทย
เนื่องจากไทยเป็นห่วงโซ่การผลิต ที่เกี่ยวเนื่องกับจีน

เมื่อโรงงานในจีนหยุดการผลิต ก็จะนำเข้าวัตถุดิบ และสินค้าต่างๆ จากไทยน้อยลง
รวมถึงไทยก็ใช้วัตถุดิบหลายอย่างจากจีน ซึ่งถ้าจีนไม่ส่งมาให้ ก็จะผลิตไม่ได้
ซึ่งปีล่าสุด ไทยส่งออกสินค้าไปจีนกว่า 902,000 ล้านบาท
ทั้งภาคการท่องเที่ยว และการส่งออก
ที่เป็นหัวใจสำคัญ หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทยมานาน
ซึ่งยังไม่นับรวมสินค้าทางการเกษตร ที่จะกระทบต่อเกษตรกรเป็นจำนวนมาก
ดูเหมือนว่าตอนนี้ โรคระบาด ​COVID-19 เป็นดั่งมีด
ที่กำลังทิ่มแทงตรงไปยังหัวใจของเศรษฐกิจไทย
ที่ประเทศไทยไม่เคยเจอมาก่อน
สำหรับสูตรการคิด GDP ก็คือ C+I+G+(X-M)
C คือ การบริโภค
I คือ การลงทุน
G คือ การใช้จ่ายภาครัฐ
X คือ การส่งออกหรือการนำเงินเข้ามา
M คือ การนำเข้าหรือการนำเงินออกไป
การที่นักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศหายไป ก็จะทำให้ตัว X ลดน้อยลง
แน่นอนว่า ตัว M ก็จะลดลงด้วย เพราะคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศน้อยลงเช่นกัน
เห็นได้ชัดว่าช่วงนี้ คนไทยที่อยากไปเที่ยวญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ก็คงเลื่อนออกไป
แต่ประเด็นมันอยู่ที่ คนต่างประเทศโดยเฉพาะคนจีนนั้น มาใช้จ่ายเงินในประเทศไทยเป็นมูลค่ามหาศาล
และมากกว่าเงินที่คนไทยนำไปใช้ต่างประเทศมาก
จากศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศในปี 2562 นำเงินไปใช้จ่ายประมาณ 390,000 ล้านบาท คิดเป็นเพียง 28% ของเงินที่ต่างประเทศเข้ามาใช้จ่ายในประเทศไทย
และนั่นก็เป็นที่มาที่ทำให้ค่าเงินบาทในตอนนี้อ่อนลงอย่างรวดเร็ว ถ้าคิดจากต้นปีก็อ่อนลง 6% แล้ว เพราะเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้น เงินไหลเข้าประเทศไทยสุทธิแล้ว น้อยลงนั่นเอง
ดังนั้นจากการประเมินเบื้องต้น ก็เป็นไปได้ว่า
ถ้าเหตุการณ์เลวร้ายสุดๆ
GDP ไทยปีนี้ ก็จะขยายตัวต่ำกว่าคาดการณ์พอสมควร
เราอาจได้เห็น GDP ไตรมาส 1 ติดลบ
และไตรมาส 2 ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะติดลบต่อ
ซึ่งถ้า GDP ติดลบติดต่อกัน 2 ไตรมาส
ในทางเศรษฐศาสตร์จะเรียกว่าประเทศเข้าสู่ Recession หรือ ภาวะเศรษฐกิจถดถอย
และกว่าที่ประเทศไทยจะรู้ตัวเลขไตรมาส 2 และประกาศอย่างเป็นทางการว่าเข้าสู่ Recession ก็คงเป็นไตรมาส 3 ในปีนี้
แน่นอนว่าเหตุการณ์นี้ก็น่าจะเป็นเหตุการณ์ชั่วคราว
ในที่สุดถ้าโรคระบาดคุมได้แล้ว GDP ก็จะกลับฟื้นคืนมาได้
แต่คำถามก็คือ มันจะลากยาวไปถึงไหน?
เพราะระหว่างทาง จะมีหลายคนที่ทนไม่ได้..
แม้แต่คนที่มีอายุแล้ว พวกเขาก็คงไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกัน
เหตุการณ์ที่ทุกประเทศต่างพากันห้ามคนในประเทศออกไปต่างประเทศ
มันรุนแรงยิ่งกว่าการกีดกันการค้า หรือสงครามการค้าหลายเท่า
เพราะกีดกันการค้า ตัวเลขก็แค่ชะลอ ส่วนใหญ่ก็ยังเหลืออยู่
แต่เหตุการณ์นี้ ทำให้ทุกอย่างกลายเป็นศูนย์
จากที่ลงทุนแมนเคยเขียนหนังสือ เศรษฐกิจโลก 1,000 ปี
ถ้าให้ย้อนกลับไป เหตุการณ์ที่ดูเหมือนจะห้ามทุกคนไปต่างประเทศครั้งสุดท้าย
ก็คือ สงครามโลกครั้งที่ 2..
เรากำลังเผชิญกับภาวะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
แม้แต่ผู้มากประสบการณ์ในยุคนี้ก็ไม่เคยเจอ
สิ่งสำคัญก็คือ เราต้องประเมิน Worst Case Scenario ที่พอจะเกิดขึ้นได้
และเตรียมรับมือกับมัน
เพราะนี่เป็นการทดสอบ Stress Test ครั้งสำคัญของประเทศไทย
และคนที่เตรียมพร้อมกับเหตุการณ์ร้ายที่สุด จะเป็นคนที่อยู่รอดได้
ซึ่งถ้าเราผ่านไปได้
มันจะทำให้เราจะแข็งแกร่ง ยิ่งกว่าเดิม..
----------------------
Blockdit ที่สุดของแอปมีสาระ
Blockdit.com/download
----------------------
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
Line - page.line.me/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
References
-สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
-กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
-ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
© 2017-2020 Longtunman. All rights reserved.