การทิ้งดอกไม้ ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

การทิ้งดอกไม้ ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

14 เม.ย. 2020
การทิ้งดอกไม้ ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ /โดย ลงทุนแมน
140,000 ล้านบาท คือ มูลค่าของดอกไม้
ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ส่งออกไปทั่วโลกในปี 2018
ประเทศนี้มีพื้นที่เพียง 1 ใน 12 ของประเทศไทย
แต่มูลค่าการส่งออกดอกไม้ของประเทศนี้คิดเป็นสัดส่วนถึง 47.8% ของมูลค่าการส่งออกดอกไม้ทั่วทั้งโลก
ในแต่ละวัน ดอกไม้กว่า 20 ล้านช่อ ส่วนใหญ่มาจากเนเธอร์แลนด์เอง
บางส่วนก็มาจากทั่วยุโรป อเมริกาใต้ และแอฟริกา จะถูกส่งมารวมกันที่ตลาดอัลส์เมียร์
ซึ่งเป็นตลาดประมูลดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ก่อนจะถูกส่งออกไปทั่วโลกอีกครั้ง
ท่ามกลางความสดใสของดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน
ความมืดมนก็ย่างกรายเข้ามา ผ่านการระบาดของโควิด-19
เชื้อไวรัสนี้ไม่เพียงแต่ทำลายธุรกิจภาคการท่องเที่ยว การขนส่ง และภาคบริการอื่นๆ จนสาหัส
ภาคธุรกิจที่บอบบางและไม่คงทนอย่างการค้าไม้ดอกไม้ประดับก็ประสบปัญหาเช่นกัน
และประเทศที่เผชิญปัญหาหนักที่สุดก็คือ เนเธอร์แลนด์
เรื่องนี้น่าสนใจอย่างไร
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
Blockdit แหล่งรวมบทความวิเคราะห์ เจาะลึกแบบ deep content ล่าสุดมีฟีเจอร์พอดแคสต์แล้ว
Blockdit.com/download
╚═══════════╝
ก่อนอื่นมารู้ถึงที่มาของ “ตลาดอัลส์เมียร์” กันก่อน..
หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราว “ฟองสบู่ดอกทิวลิป”
ซึ่งแสดงถึงความเชี่ยวชาญด้านเกษตรกรรม และการลงทุนของชาวดัตช์ไปบ้างแล้ว
แต่จุดเริ่มต้นของตลาดอัลส์เมียร์ไม่ได้มาจากทิวลิป แต่เป็น ดอกกุหลาบ
อัลส์เมียร์ (Aalsmeer) คือเมืองประมงเล็กๆ ทางตอนใต้ของกรุงอัมสเตอร์ดัม
เมืองหลวงของเนเธอร์แลนด์
เมื่ออุตสาหกรรมประมงเริ่มซบเซา ชาวเมืองจึงหันมาปลูกดอกกุหลาบขาย
ด้วยความที่เป็นเมืองเล็กๆ จึงต้องขนส่งดอกไม้ไปขายยังกรุงอัมสเตอร์ดัม
ในปี ค.ศ. 1911 เหล่าเกษตรกรในเมืองได้รวมกันริเริ่มประมูลราคาดอกไม้ในคาเฟ่เล็กๆ
ต่อมาก็เริ่มมีเกษตรกร และลูกค้ามารวมกันมากขึ้น จึงขยายกลายเป็นกิจการประมูลพืชพันธ์ุ
เมื่อมีการเปิดใช้งานสนามบินนานาชาติสคิปโฮล (Schiphol)
ซึ่งเป็นสนามบินหลักที่ใหญ่ที่สุดของเนเธอร์แลนด์ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองอัลส์เมียร์
การค้าไม้ดอกซึ่งจำเป็นต้องขนส่งทางอากาศเพื่อรักษาความสด
ทำให้อัลส์เมียร์เริ่มกลายเป็นศูนย์กลางการขนส่งและประมูลดอกไม้ของประเทศ
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อเศรษฐกิจยุโรปเริ่มฟื้นตัว ความต้องการดอกไม้ในยุโรปเพิ่มสูงขึ้น ตลาดอัลส์เมียร์จึงขึ้นแท่นกลายเป็นศูนย์รวมการประมูลและกระจายดอกไม้ของยุโรป
นอกจากนี้ยังมีการพัฒนากิจการประมูลดอกไม้ ด้วยการรวมผู้ปลูกดอกไม้หลายพันรายทั่วเนเธอร์แลนด์เข้าไว้ด้วยกัน วางระบบตรวจสอบคุณภาพของดอกไม้จากผู้ปลูก
จัดโกดังขนาดใหญ่ไว้จัดเก็บดอกไม้ พัฒนาระบบโลจิสติกส์
ทั้งการขนส่งดอกไม้จากสนามบินมาเก็บไว้ที่โกดัง และส่งไปยังสนามบินอีกครั้ง
รวมถึงคิดค้น การประมูลแบบดัตช์ (Dutch Auction) สำหรับการประมูลดอกไม้โดยเฉพาะ
เนื่องจากดอกไม้เป็นสินค้าที่ไม่คงทน การประมูลจึงต้องทำโดยใช้เวลาน้อยที่สุด
โดยจะเริ่มขานจากราคาที่สูงที่สุด เช่น ดอกกุหลาบช่อละ 20 ยูโร และค่อยๆ ลดระดับราคาลงมาเรื่อยๆ จนกว่าจะมีผู้ซื้อที่สู้ราคาไหว และการขานรับจะทำเพียงครั้งเดียว
กระบวนการนี้ต่างจากการประมูลทั่วไป ที่มีการขานราคาใหม่เพิ่มไปเรื่อยๆ และใช้เวลานาน
ด้วยการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการประมูล ระบบโลจิสติกส์ และการตรวจสอบคุณภาพของสินค้า ทำให้ตลาดอัลส์เมียร์ ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า ทั้งเกษตรกร และเจ้าของกิจการร้านดอกไม้
จนเมืองอัลส์เมียร์ได้รับสมญานามว่าเป็น “เมืองหลวงดอกไม้ของโลก”
ปัจจุบัน บริษัท Royal FloraHolland เป็นผู้ควบคุมการประมูลดอกไม้ และการบริหารโลจิสติกส์ในตลาดอัลส์เมียร์
ดอกไม้จากทั่วโลกจะถูกส่งมาเก็บไว้ที่โกดังขนาดใหญ่เทียบเท่าสนามฟุตบอล 220 สนาม
ก่อนจะถูกนำเสนอเพื่อการประมูล และจัดส่งไปยังจุดหมายปลายทางอย่างถูกต้องและรวดเร็ว
แม้ทุกวันนี้จะมีการประมูลแบบออนไลน์ ลูกค้าไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่ตลาดอัลส์เมียร์
แต่ตลาดแห่งนี้ก็ยังได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทั่วทุกมุมโลก
บริษัท Royal FloraHolland สามารถสร้างรายได้ถึง 13,107 ล้านบาท ในปี 2018
แต่แล้วเรื่องราวเหล่านี้ได้เปลี่ยนไป
เมื่อโลกเดินทางเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ปี 2020..
เหล่าดอกไม้ที่ใช้เทคโนโลยีช่วยในการเพาะปลูก ทั้งทิวลิป กุหลาบ เบญจมาศ คาร์เนชัน
ถึงแม้จะเบ่งบานอวดสีสันสดใส แต่กลับไม่มีใครต้องการ..
การระบาดของโควิด-19 อย่างหนักในยุโรป เนเธอร์แลนด์เองก็มีผู้ป่วยมากกว่า 20,000 คน
ทำให้หลายประเทศในยุโรปซึ่งเป็นลูกค้าหลักดำเนินมาตรการ Lockdown
เมื่อเศรษฐกิจต้องอยู่ในภาวะ Lockdown
ร้านดอกไม้แทบทั้งหมดจึงถูกสั่งให้ปิดบริการ ไม่มีการจัดงานแต่งงาน
ไม่มีการจัดงานวันเกิด ไม่มีงานเฉลิมฉลอง
ด้วยความที่ดอกไม้เป็นสินค้าไม่คงทน เมื่อเวลาผ่านไปไม่นานก็จะเหี่ยวเฉา
ดอกไม้ที่เคยถูกส่งมายังตลาดอัลส์เมียร์กว่า 20 ล้านช่อในแต่ละวัน
จึงจำเป็นจะต้องถูกทิ้งในที่สุด
และนี่อาจเป็นการทิ้งดอกไม้ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์..
บริษัท Royal FloraHolland คาดการณ์ว่า ดอกไม้ที่ถูกทิ้ง
คิดเป็นเกือบ 80% ของผลผลิตดอกไม้ของเนเธอร์แลนด์ในระยะเวลา 1 ปี
หรือ คิดเป็นมูลค่ากว่า 110,000 ล้านบาท
เวลานี้ เหล่าเกษตรกรได้พยายามทุกวิถีทางเพื่อระบายดอกไม้ที่มีอยู่มหาศาล
ทั้งการลดราคาอย่างหนัก และสร้างแคมเปญจัดส่งดอกไม้
ให้ลูกค้านำไปมอบให้แก่ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์
แต่อย่างไรก็ตาม ดอกไม้กว่า 85% มีลูกค้าอยู่ต่างประเทศ
เมื่อพรมแดนปิด ก็ไม่สามารถทำการส่งออกไปให้ลูกค้าเหล่านั้นได้
นับเป็นวิกฤติครั้งใหญ่สำหรับภาคธุรกิจการเกษตรของเนเธอร์แลนด์
ที่มีไม้ดอกไม้ประดับเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่ง
จากวิกฤติโรคระบาดในครั้งนี้ ก็นับเป็นบทเรียนสำคัญให้ภาคธุรกิจได้เรียนรู้
เมื่อเศรษฐกิจต้องอยู่ในภาวะ Lockdown
จึงเหลือแต่เพียง อาหาร ยา และบริการไม่กี่อย่างเท่านั้น
ที่ยังมีความจำเป็นกับผู้คน
และสำหรับอะไรก็ตาม ที่ไม่ใช่สิ่งจำเป็นในยามฉุกเฉิน
“การถูกทิ้ง” ก็คงเป็นเรื่องธรรมดา
และดอกไม้ ก็เป็นหนึ่งในนั้น..
----------------------
Blockdit แหล่งรวมบทความวิเคราะห์ เจาะลึกแบบ deep content ล่าสุดมีฟีเจอร์พอดแคสต์แล้ว
Blockdit.com/download
----------------------
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
Line - page.line.me/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
References
-https://www.theguardian.com/world/2020/apr/03/dutch-scheme-to-boost-wilting-flower-industry-takes-root-coronavirus
-https://www.bangkokpost.com/world/1883450/dutch-destroy-millions-of-flowers-as-coronavirus-wilts-sales
-https://www.reuters.com/article/us-health-coronavirus-netherlands-flower/dutch-flower-industry-continues-to-wither-amid-coronavirus-idUSKBN21H1BO
-https://www.statista.com/statistics/829671/revenue-of-royal-floraholland/
-http://www.worldstopexports.com/flower-bouquet-exports-country/
© 2017-2020 Longtunman. All rights reserved.