รัฐบาเยิร์น รัฐที่มี GDP มากกว่าประเทศไทย

รัฐบาเยิร์น รัฐที่มี GDP มากกว่าประเทศไทย

11 ก.ย. 2020
รัฐบาเยิร์น รัฐที่มี GDP มากกว่าประเทศไทย /โดย ลงทุนแมน
รัฐเล็กๆ รัฐหนึ่ง ที่มีประชากรน้อยกว่าไทยเกือบ 6 เท่า
มีพื้นที่น้อยกว่าไทย 7 เท่า
แต่กลับมี GDP มากกว่าไทยทั้งประเทศ
รัฐแห่งนี้ตั้งอยู่ในประเทศเยอรมนี
ทั่วโลกรู้จักในชื่อ บาวาเรีย
แต่ชาวเยอรมันจะเรียกกันว่า “ไบเอิร์น” หรือ “บาเยิร์น”
ปี 2019 รัฐบาเยิร์นมี GDP 23.5 ล้านล้านบาท
ซึ่งมากกว่าประเทศไทยที่มี GDP 16.6 ล้านล้านบาท
หากไม่นับรัฐเล็กๆ ที่มีขนาดเท่ากับเมืองเมืองหนึ่ง เช่น รัฐฮัมบวร์คแล้ว
บาเยิร์นจะเป็นรัฐที่ประชากรมี GDP ต่อหัวมากที่สุดในเยอรมนี
ประชากร 13 ล้านคน มี GDP ต่อหัว สูงถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี
ความร่ำรวยนี้มีอะไรอยู่เบื้องหลัง?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
Blockdit เป็นแพลตฟอร์มของแหล่งรวมนักคิด
ที่ช่วยอัปเดตสถานการณ์ ในรูปแบบบทความ วิดีโอ
รวมไปถึงพอดแคสต์ ที่มีให้ฟังระหว่างเดินทางด้วย
ลองใช้กันที่ Blockdit.com/download
╚═══════════╝
รัฐบาเยิร์นตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศเยอรมนี
ด้วยพื้นที่ 70,542 ตารางกิโลเมตร จึงเป็นรัฐที่มีพื้นที่ใหญ่สุดของประเทศ
มีที่ราบลุ่มแม่น้ำดานูบอยู่ตอนกลาง และค่อยๆ ลาดสูงขึ้นเป็นเทือกเขาแอลป์อยู่ทางทิศใต้
ในแง่ประวัติศาสตร์ เดิมบาเยิร์นเป็นอาณาจักรอิสระของชาวคาทอลิก
ปกครองโดยราชวงศ์ Wittelsbach มาตั้งแต่ยุคกลาง
แม้ในช่วงที่รัฐต่างๆ ของชนชาติเยอรมันมารวมกันก่อตั้งเป็นประเทศเยอรมนี ในปี ค.ศ. 1871
บาเยิร์นก็ยังมีราชวงศ์ปกครองตนเอง มีสิทธิ์ควบคุมดูแลกิจการสำคัญ ทั้งด้านวัฒนธรรม
การเก็บภาษี และการขนส่งด้วยตัวเอง
จนในปี ค.ศ. 1918 หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 บาเยิร์นได้ถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเยอรมนีอย่างสมบูรณ์ โดยมีเมืองหลวงของรัฐคือ มึนเชิน (München)
หรือที่ชาวโลกรู้จักกันในชื่อ “มิวนิก”
ด้วยความที่รัฐบาเยิร์นเป็นรัฐที่มีทรัพยากรธรรมชาติน้อย
แต่เดิมจึงส่งออกผลิตภัณฑ์จากภาคการเกษตรเป็นหลัก เช่น ข้าวบาร์เลย์ เบียร์ ผลิตภัณฑ์นม
อย่างไรก็ตาม การก่อตั้งมหาวิทยาลัยด้านเทคนิคแห่งเมืองมิวนิกในช่วงปลายศตวรรษที่ 19
ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะด้านวิศวกรรมและยานยนต์
จุดเปลี่ยนสำคัญคือช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อเยอรมนีพ่ายแพ้สงคราม
และถูกประเทศผู้ชนะสงครามเข้ายึดครอง แบ่งเยอรมนีออกเป็นสองประเทศ
เยอรมนีตะวันออก อยู่ภายใต้การควบคุมของสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นผู้นำโลกคอมมิวนิสต์
และเยอรมนีตะวันตก อยู่ภายใต้สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้นำโลกทุนนิยมเสรี
ประเด็นที่สำคัญคือ รัฐบาเยิร์นตั้งอยู่ในประเทศเยอรมนีตะวันตก..
แม้เมืองหลายแห่งโดยเฉพาะมิวนิก จะถูกทำลายเสียหายอย่างหนักจากสงคราม
แต่เมื่อสหรัฐอเมริกาได้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินในการฟื้นฟู ผ่านแผน Marshall
เพื่อสกัดกั้นการแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ โรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งก็เริ่มฟื้นตัว
การตั้งอยู่ในเยอรมนีตะวันตกซึ่งเป็นโลกเสรี
ทำให้การส่งออกและติดต่อค้าขายมีความสะดวกกว่า บริษัทจากเยอรมนีตะวันออกหลายแห่งจึงย้ายสำนักงานใหญ่มาตั้งอยู่ในเมืองมิวนิก
หนึ่งในนั้นคือ Siemens บริษัทด้านวิศวกรรมที่ย้ายสำนักงานมาจากกรุงเบอร์ลิน
เศรษฐกิจของบาเยิร์นในช่วงนี้จึงเติบโตอย่างรวดเร็ว
ทั้งจากความช่วยเหลือด้านการเงิน การย้ายฐานบริษัทจากเยอรมนีตะวันออก และองค์ความรู้ที่มีอยู่แต่เดิม จนกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญของทั้งเยอรมนีและยุโรป
นอกจากสโมสรฟุตบอลบาเยิร์นมิวนิกที่โด่งดังแล้ว
หากสังเกตให้ดีๆ ยังมีสิ่งรอบตัวเราอีกมากมาย ที่เป็นผลผลิตจากบริษัทที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในรัฐแห่งนี้..
ไม่ว่าจะเป็น รองเท้าและเสื้อผ้ากีฬา Adidas และ Puma
บริษัทเครื่องแต่งกายระดับโลก มีสำนักงานใหญ่อยู่เมือง Herzogenaurach
ทางตอนเหนือของรัฐบาเยิร์น
รถไฟฟ้า Siemens
บริษัทด้านวิศวกรรมไฟฟ้าชั้นแนวหน้าของโลก มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย
ตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องมือแพทย์ ระบบอาณัติสัญญาณรถไฟฟ้า ไปจนถึงเทคโนโลยีกังหันลม มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองมิวนิก
รถยนต์ BMW
บริษัทรถยนต์หรูที่มีมูลค่าเป็นอันดับ 7 ของโลก มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในมิวนิก
และ Audi บริษัทรถยนต์หรู มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมือง Ingolstadt ทางตอนเหนือของมิวนิก
ประกันภัย Allianz
บริษัทด้านประกันภัยที่ใหญ่ที่สุดในเยอรมนี มีสำนักงานใหญ่อยู่มิวนิก
หลอดไฟ Osram
บริษัทหลอดไฟที่แยกตัวมาจาก Siemens ก็มีสำนักงานใหญ่อยู่มิวนิก
เครื่องเขียน Faber-Castell, Staedtler และ Schwan-Stabilo
บริษัทเครื่องเขียนที่ล้วนมีอายุมากกว่า 150 ปี มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมือง Nürnberg
ใจกลางรัฐบาเยิร์น
นอกจากนี้ยังมีบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ Infineon และบริษัทหุ่นยนต์อุตสาหกรรม Kuka
ซึ่งก็ล้วนมีสำนักงานใหญ่อยู่ในรัฐแห่งนี้
นอกจากอุตสาหกรรมไฟฟ้า วิศวกรรม ยานยนต์ และการเงินแล้ว
บาเยิร์นยังพัฒนาตัวเองเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยเฉพาะด้านไบโอเทคโนโลยี
โดยมีผู้สนับสนุนหลักคือเหล่ามหาวิทยาลัยเทคนิค และบริษัทอุตสาหกรรมนั่นเอง
จากบริษัททั้งหลายเหล่านี้ ก็คงจะเป็นคำตอบได้ว่า ทำไมบาเยิร์นถึงเป็นรัฐที่ร่ำรวยที่สุดในเยอรมนี และมี GDP มากกว่าประเทศไทย ทั้งที่มีประชากรน้อยกว่าถึง 6 เท่า
อย่างไรก็ตาม..
ความมั่งคั่งของบาเยิร์นก็กลับกลายเป็นปัญหา เมื่อชาวบาเยิร์นส่วนใหญ่รู้สึกว่า
รายได้ที่หามาอย่างยากลำบาก กลับต้องเสียเป็นภาษีไปหล่อเลี้ยงสวัสดิการให้กับผู้คนในรัฐที่ยากจนกว่าโดยเฉพาะรัฐที่อยู่ในเขตอดีตเยอรมนีตะวันออก
นอกจากนั้นยังต้องเลี้ยงดูผู้อพยพจากทั่วโลกนับล้านคน ที่เข้ามาสู่ประเทศเยอรมนี
เมื่อรวมกับความรู้สึกแปลกแยกจากชาวเยอรมันที่ส่วนใหญ่นับถือนิกายโปรเตสแตนต์
ทำให้ชาวบาเยิร์นไม่น้อยที่มีความคิดอยากแยกตัวออกจากประเทศเยอรมนี
จนมีนักการเมืองท้องถิ่นของบาเยิร์น พยายามยื่นข้อเสนอให้มีการลงประชามติในปี ค.ศ. 2016
ว่าชาวบาเยิร์นอยากรวมหรือแยกออกจากเยอรมนี
แต่อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญเยอรมันก็ไม่ได้เปิดให้ทำการลงประชามติแต่อย่างใด
ทั้งหมดนี้ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลกลางที่ต้องบริหารการใช้ภาษีให้มีประสิทธิภาพ
บริหารเศรษฐกิจให้ดีในทุกๆ รัฐ และปิดช่องโหว่ทางกฎหมายให้ดี
เพราะหากเกิดปัญหาเศรษฐกิจขึ้นมาเมื่อไหร่ และรัฐธรรมนูญถูกแก้ไขให้ลงประชามติได้
ชาวบาเยิร์นก็คงไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือ
ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ
รู้หรือไม่ว่า เมือง Ingolstadt ในรัฐบาเยิร์น
นอกจากจะเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทรถยนต์ Audi แล้ว
เมืองแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ให้กำเนิดของสมาคมลับในอดีต ที่ชื่อ “Illuminati” อีกด้วย..
----------------------
Blockdit เป็นแพลตฟอร์มของแหล่งรวมนักคิด
ที่ช่วยอัปเดตสถานการณ์ ในรูปแบบบทความ วิดีโอ
รวมไปถึงพอดแคสต์ ที่มีให้ฟังระหว่างเดินทางด้วย
ลองใช้กันที่ Blockdit.com/download
----------------------
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
Line - page.line.me/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
© 2017-2020 Longtunman. All rights reserved.