ONETOUCH แบรนด์ถุงยางอนามัยไทย ที่เป็นรองเพียง Durex

ONETOUCH แบรนด์ถุงยางอนามัยไทย ที่เป็นรองเพียง Durex

25 ก.ย. 2020
ONETOUCH แบรนด์ถุงยางอนามัยไทย ที่เป็นรองเพียง Durex /โดย ลงทุนแมน
ในตลาดถุงยางอนามัยเมืองไทย จะมีผู้เล่นหลักๆ อยู่ 4 ราย
คือ Durex, Okamoto, PLAYBOY และ ONETOUCH
ซึ่ง ONETOUCH เป็นเพียงแบรนด์เดียว ที่เป็นแบรนด์ไทย
ที่น่าสนใจคือ ถึงตลาดนี้จะรายล้อมไปด้วยผู้เล่นยักษ์ใหญ่จากต่างชาติ
แต่ ONETOUCH ก็สามารถยืนหยัด จนครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 2 เป็นรองเพียง Durex เท่านั้น
โดยปี 2562 ONETOUCH ครองส่วนแบ่งได้ 28%
╔═══════════╗
Blockdit เป็นแพลตฟอร์มของแหล่งรวมนักคิด
ที่ช่วยอัปเดตสถานการณ์ ในรูปแบบบทความ วิดีโอ
รวมไปถึงพอดแคสต์ ที่มีให้ฟังระหว่างเดินทางด้วย
ลองใช้กันที่ Blockdit.com/download
╚═══════════╝
ตำนานถุงยางอนามัยแบรนด์ไทยนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากครอบครัว “ดารารัตนโรจน์” ซึ่งนำโดยคุณอมร ดารารัตนโรจน์ ได้ก่อตั้ง บริษัท ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ จำกัด ขึ้นในปี พ.ศ. 2536
เพื่อดำเนินกิจการรับจ้างผลิตถุงยางอนามัยให้กับแบรนด์อื่นๆ
โดยตั้งโรงงานแห่งแรกขึ้นที่ นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี
แต่พอบริษัทดำเนินธุรกิจไปสักระยะ และสะสมประสบการณ์จากการผลิตถุงยางอนามัยจนชำนาญ
บวกกับ บริษัทเห็นว่าช่วงนั้นประเทศไทย กำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคเอดส์อย่างรุนแรง
จึงเห็นโอกาสทางธุรกิจ และตัดสินใจหันมาสร้างแบรนด์ถุงยางอนามัยของตัวเองชื่อ “ONETOUCH” ในปี พ.ศ. 2542
โดย ONETOUCH มาจากคำว่า "The One And Only Touch"
หรือหมายถึง สัมผัสหนึ่งเดียวที่บุคคลนั้นๆ ปรารถนา
เพื่อสื่อว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีคุณสมบัติที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี
ความท้าทายในช่วงแรกๆ ของ ONETOUCH ก็เหมือนกับแบรนด์ไทยอื่นๆ
ด้วยความที่เป็นแบรนด์สัญชาติไทย และผลิตภัณฑ์จำหน่ายในราคาที่ถูกกว่าแบรนด์ต่างชาติ
เรื่องนี้เลยทำให้ ผู้บริโภคส่วนใหญ่อาจรู้สึกไม่มั่นใจในแบรนด์ ONETOUCH
และถูกนำไปเปรียบเทียบกับแบรนด์ชื่อดังจากต่างชาติ ทั้งในเรื่องคุณภาพ ความปลอดภัย และภาพลักษณ์
อย่างไรก็ดี บริษัทก็ได้มุ่งพัฒนานวัตกรรมสินค้า สร้างแบรนด์ และสื่อสารทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง
จนแบรนด์ ONETOUCH เริ่มเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง และผู้บริโภคให้ความไว้วางใจกันมากขึ้น
ซึ่งกิจการของบริษัทก็เติบโตเรื่อยมา และยึดครองส่วนแบ่งตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ
จนปี พ.ศ. 2559 บริษัทก็เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในที่สุด
ปัจจุบันบริษัทมีโรงงานผลิตถุงยางอนามัย 2 แห่ง
ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง และที่นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง จังหวัดชลบุรี
โดยมีกำลังการผลิตรวมกันเป็นจำนวน 1,959 ล้านชิ้น/ปี
โรงงานของบริษัทอยู่ใกล้ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเอื้อต่อการส่งออกสินค้า
และอยู่ใกล้ระยอง ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญอย่าง น้ำยางธรรมชาติ
นอกจากนี้ ในปี พ.ศ. 2561
บริษัทยังได้เข้าซื้อสิทธิ์ในการขายและทําการตลาด ถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่น
ภายใต้แบรนด์ PLAYBOY ใน 188 ประเทศทั่วโลกแต่เพียงผู้เดียว
จาก Playboy Enterprises International, Inc. (“Playboy”) ประเทศสหรัฐฯ ด้วยงบลงทุน 470 ล้านบาท
โดยคอนเซ็ปต์ของแบรนด์ ONETOUCH คือ จะเจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลาง
และเน้นทำตลาดที่ประเทศไทย และแถบอาเซียนเป็นหลัก
ส่วนแบรนด์ PLAYBOY จะเจาะกลุ่มลูกค้าระดับบน
และเน้นทำตลาดต่างประเทศเป็นหลัก เช่น สหรัฐฯ ยุโรป จีน และเอเชีย
ปัจจุบัน บริษัท ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TNR
มีมูลค่าบริษัทอยู่ที่ 3,000 ล้านบาท
และมีผลประกอบการย้อนหลังดังนี้
ปี 2561 มีรายได้ 1,737 ล้านบาท กำไร 274 ล้านบาท
ปี 2562 มีรายได้ 1,765 ล้านบาท กำไร 100 ล้านบาท
ซึ่งธุรกิจหลักๆ ของบริษัท คือ
- ธุรกิจผลิตและจำหน่าย ถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่น ภายใต้แบรนด์ ONETOUCH และ PLAYBOY
- ธุรกิจรับจ้างผลิตถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่น (OEM) ให้กับบริษัทหรือองค์กรอื่น
- ธุรกิจงานประมูล (Tender)
เข้าร่วมประมูลงานผลิตถุงยางอนามัย กับองค์กรภาครัฐและเอกชน ที่เป็นผู้จัดจำหน่ายและแจกจ่ายถุงยางอนามัย เช่น UNFPA, PSI, กรมควบคุมโรค, องค์การเภสัชกรรม
นอกจากนี้ บริษัทยังมีบริษัทย่อย
ชื่อว่า บริษัท บ๊อก เอเชีย กรุ๊ป อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์กระดาษให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ อีกด้วย
ทั้งนี้ โครงสร้างรายได้ของบริษัท ทุก 100 บาท จะมาจาก
ธุรกิจถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่น 88.2 บาท
ธุรกิจผลิตและจำหน่ายกล่องกระดาษ 11.7 บาท
รายได้อื่นๆ 0.1 บาท
และที่น่าสนใจคือ ในธุรกิจถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่น
จะมีสัดส่วนรายได้มาจาก
แบรนด์ ONETOUCH และ PLAYBOY คิดเป็น 26.7%
รับจ้างผลิตให้คนอื่น (OEM) คิดเป็น 50.5%
และธุรกิจงานประมูล (Tender) คิดเป็น 22.8%
จะเห็นได้ว่า รายได้ส่วนใหญ่ในธุรกิจถุงยางอนามัยของบริษัทไม่ใช่แบรนด์หลักอย่าง ONETOUCH หรือแบรนด์ระดับโลกอย่าง PLAYBOY
แต่กลับมาจากการรับจ้างผลิตถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่น ให้กับบริษัทอื่น..
สำหรับแนวโน้มของตลาดถุงยางอนามัยในเมืองไทย
ปัจจุบัน ตลาดนี้ค่อนข้างเริ่มจะอิ่มตัวแล้ว
โดยปี 2562 มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 1,453 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้าเพียง 2%
อย่างไรก็ดี เทรนด์ที่ผู้บริโภคมีพฤติกรรมซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น
ก็อาจเป็นตัวช่วยผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรม และแบรนด์ถุงยางอนามัยในเมืองไทยได้
เพราะก็อาจมีหลายๆ คน ที่รู้สึกสะดวกและสบายใจ ในการซื้อถุงยางอนามัยผ่านออนไลน์มากกว่า การต้องไปหยิบ ที่หน้าเคาน์เตอร์ของร้านสะดวกซื้อ และนั่นอาจหมายถึงการซื้อที่บ่อยขึ้นของผู้บริโภค..
----------------------
Blockdit เป็นแพลตฟอร์มของแหล่งรวมนักคิด
ที่ช่วยอัปเดตสถานการณ์ ในรูปแบบบทความ วิดีโอ
รวมไปถึงพอดแคสต์ ที่มีให้ฟังระหว่างเดินทางด้วย
ลองใช้กันที่ Blockdit.com/download
----------------------
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
Line - page.line.me/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
© 2017-2020 Longtunman. All rights reserved.