บุญรอดบริวเวอรี่ 88 ปี กับภารกิจที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

บุญรอดบริวเวอรี่ 88 ปี กับภารกิจที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

16 พ.ย. 2020
บุญรอดบริวเวอรี่ 88 ปี กับภารกิจที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
ลงทุนแมน x บุญรอดบริวเวอรี่
หากพูดถึง บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด
คนทั่วไปก็จะนึกถึงสินค้า เบียร์สิงห์, ลีโอ, น้ำดื่มและโซดาสิงห์
เพราะเป็นสินค้าที่เราคุ้นเคยกันมานานหลายสิบปี
แต่หากเราถามคนที่เคยประสบภัยน้ำท่วม, ชาวบ้านที่ประสบภัยแล้ง เด็กนักเรียนยากไร้ในชนบท
คำตอบที่ได้อาจไม่ใช่ชื่อแบรนด์สินค้าเหล่านี้
แต่จะเป็น สิงห์อาสา, มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี เป็นต้น
ซึ่งต้องยอมรับว่ามีไม่กี่บริษัทในเมืองไทยที่จะทำให้คนไทยคิดถึง 2 เรื่องนี้ไปพร้อมๆ กัน
นับเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับธุรกิจครอบครัว
เพราะรู้หรือไม่ว่าบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ที่มีอายุ 87 ปี และกำลังก้าวสู่ปีที่ 88 นั้น ธุรกิจตกทอดมาแล้วถึง 4 รุ่น
แต่...แนวคิดการทำธุรกิจ นอกจากทายาททุกรุ่นต้องสร้างการเติบโตให้แก่บริษัทแล้วนั้น
หากเมื่อใดก็ตามที่ประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤติและความท้าทาย
ผู้นำบริษัททุกรุ่นและพนักงานทุกคนจะต้องมีส่วนร่วมพยุงไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายไปกว่าเดิม
จนกลายเป็นมรดกทางความคิดที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น
แล้วทำไมแนวคิดนี้ ถึงแม้จะผ่านมานาน 87 ปี ก็ยังคงดำเนินต่อไป
เปรียบเหมือนเป็น ‘ตำนาน’ ที่อยู่ในใจของคนทั่วประเทศ
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
จุดเริ่มต้น เราคงต้องย้อนกลับไปปี พ.ศ. 2476 เมื่อพระยาภิรมย์ภักดี ได้ก่อตั้งโรงงานผลิตเบียร์
กอปรกับโรงงานที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งด้วยการที่ท่านเป็นคนช่างสังเกต
ก็พบว่าบ้านเรือนทั้ง 2 ฝั่งแม่น้ำมักเกิดเหตุไฟไหม้อยู่บ่อยครั้ง
ท่านจึงได้จัดตั้งทีมนักดับเพลิงอาสาสมัคร นำเรือเมล์ส่วนตัวติดตั้งเครื่องสูบน้ำ คอยดับไฟไหม้ ในยุคนั้น
ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้ว่า “สิงห์อาสา” ที่เรารู้จักกัน มีจุดเริ่มต้นในวันนี้เอง
ที่น่าสนใจ เมื่อภารกิจนี้สิ้นสุดลง แต่ไอเดียของ พระยาภิรมย์ภักดี ไม่ได้สิ้นสุดตาม
เมื่อท่านยังสานต่อด้วยการประกาศรวบรวมอาสาสมัครชาวบ้านและพนักงาน ค่อยช่วยเหลือประเทศ
ด้วยความเชื่อที่ว่า ทุกคนคือฟันเฟืองเล็กๆ ที่ขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้าได้ ขอเพียงร่วมมือกัน
แม้ในเวลาต่อมาท่านจะได้ลาจากโลกนี้ไปแล้ว แต่อุดมการณ์ที่เปรียบเสมือนมรดกสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น
ปัจจุบันคือรุ่นที่ 4 ก็ยังคงสานต่อการทำธุรกิจที่ควบคู่ไปกับการดูแลสังคม
ทั้งในภาวะปกติและเมื่อเจอกับวิกฤติต่างๆ
โดยเฉพาะช่วงวิกฤติน้ำท่วมในปี 54 ที่บ้านเรือนหลายพันหลัง ต้องจมอยู่ใต้น้ำ
‘สิงห์อาสา’ เป็นอาสาสมัครกลุ่มแรกๆ ที่เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย
ขนาดพื้นที่ไหนที่ยากต่อการเดินทางไม่มีใครสามารถเข้าถึงแต่ สิงห์อาสา ทำได้
นอกจากนี้ บริษัทฯยังมีแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมมาโดยตลอดผ่าน “มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี”
ที่ถูกก่อตั้งเป็นอนุสรณ์แก่พระยาภิรมย์ภักดี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของสังคมให้ดีขึ้นอย่างรอบด้าน
ด้วยความเชื่อว่า...
เราต่างเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และชุมชนก็เป็นส่วนหนึ่งของเรา
ความยั่งยืนที่แท้จริงของสังคมต้องมาจากความเข้มแข็งของรากฐานที่ดี
ไม่ว่าจะเป็น การให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน
ทั้งในแง่ของการศึกษา มีการมอบทุนการศึกษาและทุนอาหารกลางวันให้เด็กนักเรียนในต่างจังหวัด
การสนับสนุนวงการกีฬาทั้งระบบ ตั้งแต่ระดับเยาวชนจนถึงระดับทีมชาติ มาอย่างยาวนาน
ล่าสุดกับสถานการณ์ล่าสุดการระบาดของโควิด 19
ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นไวรัสที่ทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า
บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ก็ไม่ละทิ้งและมองเห็นปัญหา
ว่าหากประเทศต้องรับมือโควิด 19 บุคลากรแพทย์ต้องเป็นทีมที่แข็งแกร่งและพร้อมสุด โดยมอบเงินสนับสนุน ให้โรงพยาบาลหลักทั่วประเทศที่ให้การดูแลผู้ป่วย เพื่อนำไปจัดซื้ออุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อให้กับแพทย์ พยาบาล รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในห้องผ่าตัด ดูแลอาหารและน้ำดื่มเพื่อเติมพลังให้กับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทั้งในกรุงเทพฯและจังหวัดต่างๆ
ไม่เพียงเท่านั้น บุญรอดฯ ยังมีแนวทางบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนทั้งในเรื่องของปากท้องและการสร้างอาชีพเพื่อสามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ผ่านเครือข่ายสิงห์อาสาทั่วประเทศ
โดยหากนับตั้งแต่สถานการณ์การระบาดของโควิด 19 บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และบริษัทในเครือฯ ตลอดจนตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศได้ทุ่มเทศักยภาพทุกด้านที่มีจัดทำโครงการต่างๆ เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือไปยังบุคคลากรทางการแพทย์ และประชาชนทั่วไปที่ได้รับความเดือดร้อนทั่วประเทศ ในรูปแบบต่างๆ เป็นมูลค่าการช่วยเหลือรวมกว่า 200 ล้านบาท
แล้วเรื่องนี้กำลังจะบอกอะไรกับเรา?
ถึงสังคมไทยวันนี้ ดูเป็นสังคมวุ่นวาย
แต่ทุกครั้งที่ประเทศเรามีปัญหา คนไทยทุกคนและบริษัทเอกชนก็พร้อมเป็นพลังเล็กๆ
ที่ทำให้ประเทศเราสามารถผ่านพ้นวิกฤติต่างๆ มาได้ทุกครั้ง
มันเป็นสังคมที่น่าอยู่ แล้วเชื่อว่าคนไทยทุกคนก็อยากให้มันเป็นอย่างนี้ตลอดไป
อย่างที่ คุณจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เคยกล่าวไว้ว่า
“ความแข็งแรงขององค์กร วัดจากความสามารถในการสร้างความเจริญก้าวหน้าต่อเนื่อง
และนโยบายตอบแทนสังคมที่มั่นคง”
การที่ความคิดของใครคนหนึ่งจะถูกถ่ายทอด
ผ่านถึงคน 4 รุ่น มานาน 87 ปี มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
บางครั้งตัวเลขและผลกำไรก็ไม่ได้ชี้วัดถึงความสำเร็จขององค์กร
แต่สิ่งที่ควรให้ความสำคัญควบคู่ไปด้วยคือ การมีส่วนร่วมดูแลสังคม ทำให้สังคมเติบโตอย่างแข็งแรงไปพร้อมๆกัน
ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุด ที่ทำให้เกิดขึ้นได้ก็คือการเป็น “บริษัทครอบครัว”
เพราะหากเป็นตัวเราเอง ตอนเด็กๆ ได้เห็นคุณพ่อคุณแม่และพนักงานบริษัท
กำลังทำอะไรสักอย่างที่สร้าง Impact ประโยชน์ให้แก่สังคม
เราเองก็จะผูกพันซึมซับไปโดยไม่รู้ตัว และเมื่อธุรกิจตกทอดมาถึงรุ่นเรา
เราก็อยากจะทำสิ่งดีๆ เหล่านี้ต่อไป โดยไม่ต้องรอการร้องขอจากใคร
เมื่อเรื่องเป็นเช่นนี้ ทำให้ตั้งแต่อดีตจนถึงวันนี้ เมื่อสังคมไทยต้องการความช่วยเหลือ
เราก็จะเห็น บุญรอดบริวเวอรี่ เป็นบริษัทที่ไปอยู่ที่ตรงนั้นเสมอ..
© 2017-2020 Longtunman. All rights reserved.