สรุปผลประกอบการ ไมเนอร์ ในปีโควิด

สรุปผลประกอบการ ไมเนอร์ ในปีโควิด

25 ก.พ. 2021
[UPDATE] สรุปผลประกอบการ ไมเนอร์ ในปีโควิด /โดย ลงทุนแมน
เมื่อไม่กี่ชั่วโมงทีผ่านมา บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT
เจ้าของเชนโรงแรม และร้านอาหารทั่วโลกได้ประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ปี 2563
รายได้ 14,096 ล้านบาท
ขาดทุน 5,590 ล้านบาท
รายได้ ลดลง 60% โดยถ้าดูผลประกอบการตามแต่ละกลุ่มธุรกิจ
 
-ธุรกิจอาหาร รายได้ 5,844 ล้านบาท ลดลง 7%
 
โดยรวมแล้วในไตรมาส 4 ปี 2563 ยอดขายลดลง 15.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
ซึ่งเป็นผลมาจากจำนวนลูกค้าที่เข้ามารับประทานอาหารที่ร้านลดลง
รวมถึงการปิดสาขาของร้านอาหารตามสถานที่ท่องเที่ยว เนื่องจากการระบาดของโควิด 19
ในส่วนของยอดขายต่อร้านเดิม (Same-Store-Sales) เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ จากการฟื้นตัวของธุรกิจในประเทศออสเตรเลีย และจีน
แต่ยังลดลง 13.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ไมเนอร์ ก็ได้มีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งแคมเปญกระตุ้นยอดขายในร้าน
รวมถึงพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับสั่งอาหารกลับบ้าน
 
-ธุรกิจโรงแรม รายได้ 7,245 ล้านบาท ลดลง 72%
 
ไตรมาสที่ 4 ปี 2563 บริษัทมีโรงแรมที่ลงทุนเอง 375 แห่ง
โรงแรมที่รับจ้างบริหาร 157 แห่งใน 55 ประเทศ
โดยธุรกิจในกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากวิกฤติโรคระบาด
ทำให้อัตราการเข้าพักของนักท่องเที่ยวลดลงจาก 70% เหลือเพียง 23%
นั่นจึงทำให้รายได้ในธุรกิจกลุ่มนี้ลดลงมากถึง 72%
สำหรับพัฒนาการที่เกิดขึ้นในไตรมาสที่ 4
ทางบริษัทได้มีพัฒนาการสำคัญต่างๆ แบ่งออกเป็น
-หมวดธุรกิจอาหาร
มีการเปิดร้านอาหารใหม่ เพิ่มขึ้นรวม 14 สาขา
โดยส่วนใหญ่เป็นร้าน Bonchon และ Riverside หักลบกับการปิดสาขา
บางร้านอาหาร เช่น The Coffee Club
-หมวดธุรกิจโรงแรมและอื่นๆ
ปิดโรงแรมในไทย 1 แห่ง
ปิดโรงแรมต่างประเทศ 6 แห่ง ทั้งในยุโรป และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
สำหรับภาพรวมผลประกอบการบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ปี 2563
 
รายได้ 58,232 ล้านบาท ลดลง 55%
ขาดทุน 21,407 ล้านบาท พลิกจากกำไรเป็นขาดทุน
 
ซึ่งสัดส่วนรายได้ของบริษัทในปี 2563 จะแบ่งออกเป็น
โรงแรมและอื่นๆ 58%
ร้านอาหาร 36%
จัดจำหน่ายและรับจ้างผลิต 6%
อย่างไรก็ตามล่าสุด ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT
มีมูลค่าบริษัท 158,344 ล้านบาท ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาจากจุดต่ำสุดในปีที่ผ่านมามากถึง 134% ซึ่งก็อาจสะท้อนได้ว่านักลงทุนในตลาด ได้มองข้ามช็อตไปแล้วว่าบริษัทจะกลับมาดำเนินกิจการได้เป็นปกติ เร็วๆ นี้..
คำเตือน: บทความนี้ไม่ได้ชี้นำให้ซื้อหรือขายหุ้นนี้ การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุน
Reference
© 2017-2020 Longtunman. All rights reserved.