รู้จัก “โชชิน” แนวคิดที่จะทำให้เรารู้จักเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ

รู้จัก “โชชิน” แนวคิดที่จะทำให้เรารู้จักเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ

20 พ.ค. 2021
รู้จัก “โชชิน” แนวคิดที่จะทำให้เรารู้จักเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ | THE BRIEFCASE
ถ้าเราเป็นคนที่ชื่นชอบวงดนตรีร็อกจากประเทศญี่ปุ่น เราก็จะมองว่าวงดนตรีร็อกของประเทศญี่ปุ่นนั้นมีคุณภาพมากที่สุด และไม่มีวงดนตรีจากประเทศไหน ๆ ที่สามารถเทียบเคียงวงดนตรีร็อกจากญี่ปุ่นได้
ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผิด เพราะเมื่อเราปักใจชอบสิ่งไหน หรือมีความเชื่อต่อสิ่งใดแล้ว
เราก็จะคิดว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่ดีและถูกต้องที่สุด
แต่ข้อเสียของการคิดเช่นนี้ก็คือ อาจทำให้เราพลาดโอกาสที่จะสัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยรับรู้มาก่อน
เพราะหากเราได้ลองเปิดใจฟังเพลงแนวพ็อปจากเกาหลี
ใครจะไปรู้ว่าเราอาจจะชอบมันขึ้นมาก็เป็นได้
เพียงแต่เราไม่ลองเปิดใจฟังเท่านั้นเอง
นอกเหนือจากเรื่องดนตรีแล้ว ยังมีเรื่องกีฬา ธุรกิจ แนวคิดการใช้ชีวิต การเมือง และอื่น ๆ อีกมากมาย
ที่เราอาจจะปิดกั้นตัวเราเอง และไม่เปิดรับสิ่งใหม่ ๆ ทำให้เราไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่าสิ่งเหล่านั้นอาจจะเหมาะสมกับเราหรือดีกว่าสิ่งที่เรากำลังสัมผัสอยู่ก็เป็นได้
แต่รู้ไหมว่า เราจะไม่เป็นเช่นนี้เลย หากเรายังไม่มีความรู้เรื่องนั้นในหัวเลย เหมือนกับตอนที่เรายังไม่รู้จักเพลงร็อก และกำลังอยู่ในช่วงทดลองฟังเพลงหลากหลายแบบ
เพราะในขณะนั้น เราจะเปิดรับกับสิ่งใหม่ ๆ โดยไม่มีการตั้งคำถามว่าสิ่งนี้ดีแล้วหรือไม่ หรือมีวิธีที่ดีกว่านี้อีกไหม
ซึ่งการทำเช่นนี้ก็ตรงกับแนวคิดที่มีชื่อว่า “โชชิน”
แนวคิดของศาสนาเซน หนึ่งในนิกายของศาสนาพุทธมหายาน
โดยโชชินมีความหมายว่า “จิตของผู้เริ่มต้น” ที่จะทำให้เรามีทัศนคติที่เปิดรับกับสิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา
เพราะในเมื่อเราเป็นผู้เริ่มต้นนั้น จิตใจของเราก็จะว่างเปล่าและเปิดรับอยู่ตลอดเวลา ทำให้เราเต็มใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เสมือนกับเด็กเล็กที่เห็นอะไรก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจไปหมด
แต่เมื่อเราเป็นคนที่มีประสบการณ์มากขึ้น หรือเป็นคนที่มีความรู้มากขึ้นจนมีความเชี่ยวชาญ
เราก็จะคิดอยู่เสมอว่า “เรารู้สิ่งนี้แล้ว” และทำให้เราปิดรับกับสิ่งใหม่ ๆ
ดังนั้นเองหลักการของโชชิน จึงเป็นการเปลี่ยนทัศนคติของเราให้เป็นผู้เริ่มต้นอยู่เสมอ
แล้วเราจะสามารถนำแนวคิดนี้มาปรับใช้อย่างไร ?
THE BRIEFCASE จะสรุปให้ฟัง
วิธีที่ 1) ให้คิดว่าเราเป็นคนที่ไม่รู้อยู่เสมอ
การที่เราเป็นผู้เริ่มต้นศึกษาสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น เรามักจะเปิดใจเรียนรู้กับสิ่งนั้นเสมอ
ลองนึกย้อนกลับไปในช่วงที่เรายังเป็นเด็ก ที่เรากำลังอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ อย่างเช่น การปั่นจักรยาน
แน่นอนว่าเราในตอนนั้นยังไม่รู้หรอกว่าปั่นจักรยานอย่างไร เป็นประโยชน์หรือไม่
แต่สิ่งหนึ่งที่เรามีคือความมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้การปั่นจักรยานให้สำเร็จ
จนสุดท้าย หากวันไหนที่เราเร่งรีบ เราก็สามารถปั่นจักรยานไปยังที่ต่าง ๆ ได้
ถึงแม้ว่าหัวเข่าของเราจะมีรอยแผลที่เกิดจากการล้มลุกไม่รู้กี่ครั้ง แต่นั่นก็เปรียบเสมือนเป็นหลักฐานที่ยืนยันได้ว่า เราเป็นเด็กคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการปั่นจักรยานแล้ว
เช่นกัน ตัวเราในปัจจุบันนี้ เราควรที่จะคิดเสมอว่าเรายังไม่รู้สิ่งอื่น ๆ อยู่เสมอ เพราะการที่เราคิดเช่นนี้ จะทำให้เรามีทัศนคติที่จะเปิดรับกับความรู้ใหม่ ๆ เพราะการเป็นคนไม่รู้นี่เอง จะเป็นการเปิดโอกาสให้เราในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้ดีกว่าคนที่คิดว่ารู้สิ่งนี้ดีแล้ว
แม้แต่มหาเศรษฐีระดับโลกอย่าง Bill Gates เอง เขาก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองรอบรู้ทุกอย่าง และมักจะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ จากการอ่านหนังสืออยู่เสมอ ซึ่งก็ถือเป็นหนึ่งในวิธีการเรียนรู้สิ่งใหม่เช่นกัน
วิธีที่ 2) พยายามเป็นผู้ฟังมากกว่าผู้พูด
การที่เราเป็นผู้พูดที่มากเกินไป จะทำให้คนอื่น ๆ ไม่มีโอกาสที่จะได้พูดหรือแสดงความคิดเห็น
ซึ่งจะทำให้เราไม่มีโอกาสได้รู้ความคิดหรือไอเดียของคนอื่น ๆ เลย
ในทางกลับกัน ถ้าเราเป็นฝ่ายเงียบและฟังคนอื่นแทนที่จะพูดแทรก สิ่งนี้เองจะทำให้เราได้รับสิ่งใหม่ ๆ ที่เราอาจจะไม่รู้มาก่อน แต่ถ้าเราฟังสิ่งนั้นแล้วคิดว่าเป็นสิ่งที่ผิด ก็อาจจะมีการแชร์ไอเดียของเราหลังจากเขาพูดจบ หรืออาจจะตั้งคำถามเพื่อที่จะได้มีการแลกเปลี่ยนไอเดียหรือความรู้ระหว่างกัน
นอกเหนือจากนั้นแล้ว ถ้าเกิดมีเหตุการณ์ที่เราไม่เห็นด้วยกับไอเดียหรือความคิดของใครบางคน
แทนที่เราจะโต้แย้งเขาคนนั้นเพื่อที่จะเอาชนะ และแสดงให้เห็นว่าไอเดียและความคิดของเรานั้นดีกว่า
เราควรที่จะปล่อยผ่านไป ไม่ควรที่จะมีการโต้แย้งกับใครทั้งนั้น สิ่งที่เราควรทำก็คือรับฟังเกี่ยวกับไอเดียและความคิดนั้น ถ้าไอเดียและความคิดของเขาถูก เราก็แค่ได้รับรู้ถึงไอเดียใหม่ ๆ ที่เราไม่รู้มาก่อน
แต่ถ้าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผิด เราก็แค่รับฟังแล้วก็ไม่ต้องเก็บเอามาคิด
นอกเหนือที่จะได้แชร์ไอเดียและความรู้ด้วยกันแล้ว ยังทำให้เราดูเป็นคนฉลาดและน่าคบหามากขึ้นอีกด้วย
เพราะไม่มีใครชอบเวลาที่โดนพูดแทรกหรือคนคนนั้นพูดมากจนเกินไป
บางทีสิ่งที่เรากำลังเผชิญหรือสัมผัสอยู่นั้น อาจจะไม่เหมาะกับเราก็เป็นได้
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ว่าสิ่งไหนที่เหมาะสมกับเรา คำตอบก็คือการลอง
ถ้าเราลองเปิดกว้างที่จะรับรู้และเรียนรู้กับสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามา
สุดท้ายเราก็จะไม่มีทางถูกทิ้งอยู่ข้างหลังอย่างแน่นอน
สุดท้ายแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีความสำคัญ
ถ้าเราอยากคว้าโอกาสที่ไม่ได้เข้ามาในชีวิตเราบ่อย ๆ ก็ควรที่จะเปิดใจลองกับสิ่งนั้น
คำว่าลองในที่นี้รวมไปถึงการรับฟังและการลงมือปฏิบัติ
เพราะการลองนี้เอง ไม่ได้สร้างความเสียหายใด ๆ
เพียงแค่เราลองเปิดใจกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ถ้าเราชอบสิ่งนั้นเราก็แค่ทำอะไรสักอย่างกับมัน
แต่ถ้าเราไม่ชอบก็แค่เลิกทำ เลิกรับฟัง และเดินหน้าใช้ชีวิตของเราต่อไปก็แค่นั้นเอง..
© 2021 Longtunman. All rights reserved.