วิธีพัฒนาองค์กรและทีมงาน ด้วยหลักคิด ดอกเบี้ยทบต้น

วิธีพัฒนาองค์กรและทีมงาน ด้วยหลักคิด ดอกเบี้ยทบต้น

24 มิ.ย. 2021
วิธีพัฒนาองค์กรและทีมงาน ด้วยหลักคิด ดอกเบี้ยทบต้น | THE BRIEFCASE
“ถ้าเราพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น แค่วันละ 1% หนึ่งปีผ่านไป เราจะเก่งขึ้น 38 เท่า”
นี่คือเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ Atomic Habits ที่เขียนโดย James Clear นักเขียนหนังสือ และนักธุรกิจมากประสบการณ์ชาวอเมริกัน
สำหรับใครที่ยังงง ว่าเราได้ตัวเลขนี้มาอย่างไร
วิธีคิดง่าย ๆ ก็คือ ใช้หลักคิดของ “ดอกเบี้ยทบต้น” ซึ่งมีสูตรการคำนวณคือ
มูลค่าในอนาคต = มูลค่าปัจจุบัน x (1+อัตราผลตอบแทน) ยกกำลังด้วย จำนวนครั้งที่คิดผลตอบแทน (n)
จากสูตรคำนวนนี้ ถ้าเรานำมาประยุกต์กับการพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นวันละ 1% ตลอด 365 วัน ผลที่ได้ก็คือ..
1 x (1+0.01) ^ 365 = 37.8 เท่า หรือก็คือประมาณ 38 เท่า นั่นเอง..
ด้วยวิธีคิดดอกเบี้ยทบต้นแบบนี้ สะท้อนให้เราได้เห็นว่า
การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในแต่ละวัน แต่ถ้าทำติดต่อกันไปเรื่อย ๆ ทุก ๆ วัน ก็สามารถเปลี่ยนเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ขึ้นหลายเท่า ได้เหมือนกัน
แน่นอนว่าหลักคิดแบบนี้ ไม่ใช่แค่นำมาประยุกต์ใช้กับเรื่องการพัฒนาตัวเองได้เท่านั้น แต่ยังนำมาใช้กับ การพัฒนาองค์กรหรือทีมงาน ให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพได้อีกด้วย
ซึ่งก็ต้องบอกก่อนว่า ในชีวิตการทำงานหรือชีวิตประจำวันของเรา การจะวัดว่า ดีขึ้น 1% ตามที่หนังสือ Atomic Habits บอกนั้น ก็คงบอกได้ยากเหมือนกัน ว่าจะวัดกันอย่างไร
แต่เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ๆ การดีขึ้นอย่างน้อย 1% ในแต่ละวัน ก็คงสะท้อนว่า อย่างน้อยการทำงานในวันนี้ ต้องไม่แย่กว่าเมื่อวาน และต้องทำให้ได้ดีกว่า
ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น ถ้างานในตำแหน่งที่เราทำ วัดกันที่ความเร็วในการทำงาน อย่างน้อยวันนี้เราก็จะต้องทำงานให้เสร็จ เร็วขึ้นกว่าเมื่อวาน
หรือถ้าเราอยากวิ่งระยะทางไกล ด้วยเวลาที่เร็วขึ้นเรื่อย ๆ
อย่างน้อยวันนี้ เราก็ต้องเข้าเส้นชัยให้เร็วกว่าเมื่อวาน แม้จะเสี้ยววินาทีก็ตาม
ซึ่งในมุมมองของการทำงานในองค์กร ถ้าพนักงานในองค์กร สามารถทำได้ดีกว่าเมื่อวานแบบนี้ไปเรื่อย ๆ แม้จะวันละเล็กน้อย แต่ถ้าสะสมไปเรื่อย ๆ เราก็อาจได้เห็นผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงได้เหมือนกัน เมื่อมองย้อนมาเปรียบเทียบกับจุดเริ่มต้น
แต่การที่พนักงานในองค์กรจะสามารถมุ่งมั่นพัฒนาการทำงานในแต่ละส่วนได้นั้น
สิ่งสำคัญคือ ตัวผู้นำองค์กรหรือผู้นำแต่ละส่วนงาน ต้องเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการผลักดัน และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับพนักงานด้วย
โดยทักษะสำคัญที่ผู้นำต้องมี คือทักษะที่เรียกว่า “Growth Leadership”
ผู้นำที่มีทักษะนี้ คือคนที่รักในการเติบโต ซึ่งการเติบโตนั้น มาจากการพยายามพัฒนาหรือมองหาอะไรใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญคือ มีมุมมองที่ดีต่อปัญหาที่ต้องพบเจอ
ผู้นำแบบ Growth Leadership จะมองปัญหาที่เจอในการทำงาน ว่าเป็นแรงกระตุ้นให้ตัวเองและทีมงานพยายามคิดวิธีใหม่ ๆ มาเอาชนะและก้าวข้ามปัญหาเหล่านั้นไปให้ได้
เมื่อตัวผู้นำมี Mindset ในการทำงานและบริหารเช่นนี้ ก็จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับทีมงาน, แผนก หรือในองค์กร ซึ่งจะทำให้ทีมงาน มีแรงฮึกเหิมในการทำงาน และกลายเป็นคนที่มี Growth Mindset คือคอยคิดหาวิธีเอาชนะปัญหา และพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นอยู่ตลอดเวลา ตามไปด้วย
อีกทักษะที่สำคัญต่อทั้งผู้นำและคนในองค์กร คือทักษะการเห็นอกเห็นใจ เข้าใจเป้าหมาย และความต้องการของเพื่อนร่วมทีม
การที่แต่ละคนเข้าใจเป้าหมาย เข้าใจความต้องการ ของกันและกัน
จะทำให้ทุกคนรู้ว่า เราทำงานไปเพื่ออะไร และเข้าใจว่า การร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาตัวเอง พัฒนากระบวนการทำงานให้ดีขึ้นนั้น จะยิ่งทำให้องค์กรก้าวไปข้างหน้า
แล้วสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทุกคนในองค์กรร่วมกันพัฒนาให้ดีขึ้น แม้จะ 1% ในทุก ๆ วัน ก็จะมาทบรวมกันกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ในที่สุด
เหมือนกับดอกเบี้ย ที่แม้เราจะได้มาทีละน้อย แต่ถ้าทบดอกทบต้นไปนาน ๆ พลังแห่งระยะเวลาและความสม่ำเสมอ ก็จะสร้างผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่ให้กับเราได้ ในแบบที่เราคาดไม่ถึงได้เหมือนกัน..
References:
-https://www.forbes.com/sites/forbeshumanresourcescouncil/2019/02/01/how-to-develop-the-right-mindset-to-become-a-growth-leader/?sh=ed267b941740
-https://www.set.or.th/set/education/knowledgedetail.do?contentId=555
-หนังสือ Atomic Habits เพราะชีวิตดีได้กว่าที่เป็น. เขียนโดย James Clear, แปลโดย ประพาฬรัตน์ ยงมานิตชัย
© 2021 Longtunman. All rights reserved.