เจาะกลยุทธ์และผลการดำเนินงานของ “ศรีนานาพร” ผู้นำอันดับ 1 ในธุรกิจเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวในประเทศไทย

เจาะกลยุทธ์และผลการดำเนินงานของ “ศรีนานาพร” ผู้นำอันดับ 1 ในธุรกิจเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวในประเทศไทย

28 มิ.ย. 2021
เจาะกลยุทธ์และผลการดำเนินงานของ “ศรีนานาพร” ผู้นำอันดับ 1 ในธุรกิจเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวในประเทศไทย
SNNP x ลงทุนแมน
อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคและบริโภคภายในประเทศ (FMCG) เติบโตขึ้นทุกปี
จากรายงานของฟรอส์ท แอนด์ ซัลลิวัน (Frost & Sullivan) ได้ออกมาคาดการณ์ไว้ว่าธุรกิจจำหน่าย FMCG ภายในประเทศจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนการขยายตัวของธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค จากมูลค่าประมาณ 594,000 ล้านบาท ในปี 2563 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 790,000 ล้านบาท ในปี 2568 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี ในระหว่างปี 2563 – 2568 อยู่ที่ร้อยละ 5.9
โดยยอดขายค้าปลีกในตลาดอุตสาหกรรมภายในประเทศของเยลลี่พร้อมดื่มจะเติบโตต่อเนื่อง คาดการณ์ไว้ว่ามีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ร้อยละ 9.6 และยอดขายค้าปลีกในตลาดของว่างจากอาหารทะเลที่มีส่วนประกอบของปลาหมึกจะเติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ในอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ร้อยละ 12.6 ในระหว่างปี 2563 ถึง 2568
ทำให้ธุรกิจดังกล่าวมีการแข่งขันค่อนข้างสูง
แต่มีอยู่บริษัทหนึ่งที่สามารถพาธุรกิจเติบโตในไทยและทะยานสู่กลุ่มประเทศใน CLMV ได้
ซึ่งมีแบรนด์สินค้าที่โดดเด่น อย่าง “เจเล่” กับ “เบนโตะ”
บริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้านี้เป็นใคร และมีวิธีการขับเคลื่อนธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไร
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ทำความรู้จักกับ บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SNNP ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวที่หลายคนรู้จักกันดี ไม่ว่าจะเป็น เยลลี่พร้อมดื่มตราเจเล่บิวตี้ ปลาหมึกแผ่นเบนโตะ ขนมขาไก่ตราโลตัส เครื่องดื่มเมจิกฟาร์มเฟรช และน้ำดื่มผสมวิตามิน เจเล่ อควาวิตซ์วิตามิน มิเนอรัลวอเตอร์ ฯลฯ
แต่รู้หรือไม่ว่าการที่บริษัทฯ จะเติบโตมาถึงทุกวันนี้ได้ ศรีนานาพร มีเรื่องราวฝ่ามรสุมที่เป็นกรณีน่าศึกษา
ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2518 จากจุดเริ่มต้นของร้านค้าส่งขนมย่านมหานาค ภายใต้ชื่อร้าน “ตั้งกิมเฮง” และเริ่มเห็นโอกาสในการออกสินค้าของตัวเอง จึงได้เริ่มเช่าโรงงาน และเริ่มผันตัวเองเป็นผู้ผลิต โดยทำแบรนด์สินค้าของตัวเองขึ้นมา จากการคลุกคลีในธุรกิจค้าส่งขนมอย่างยาวนาน
ประกอบกับได้มีโอกาสเดินทางไปดูงานที่ในต่างประเทศ ซึ่งได้เห็นนวัตกรรมในการผลิตสินค้าและบรรจุภัณฑ์ ทำให้ตนเองเล็งเห็นโอกาสและเกิดไอเดียในการทำธุรกิจใหม่ ๆ ทำให้ศรีนานาพรได้นำมาปรับใช้กับธุรกิจตนเอง ที่สนใจสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเนื้อปลาหมึกแบบแผ่น จึงเกิดเป็นเบนโตะ รสชาติจัดจ้าน ถูกปากผู้บริโภค และเจเล่บิวตี้ที่นำเยลลี่มาบรรจุในซองที่ดูทันสมัยและสะดวกต่อการบริโภค
ซึ่งเป็นทั้งจุดเริ่มต้นและจุดเปลี่ยนของธุรกิจผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยว จากการเป็นบริษัทมหาชน ภายใต้ชื่อ บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) โดยมีคุณวิวรรธ์ ไกรพิสิทธิ์กุล เป็นประธานกรรมการบริหาร
โดยมีผลิตภัณฑ์ยอดนิยมอย่าง “เจเล่” ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดอันดับ 1 ในกลุ่มเยลลี่พร้อมดื่มแบบซอง คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 66.3 ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2564
รวมถึงขนมขบเคี้ยวอย่าง “เบนโตะ” ที่ได้รับความนิยมสูงสุดด้วยเช่นกัน ในกลุ่มสินค้าประเภทปลาหมึกอบ ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดอันดับหนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวที่มีส่วนประกอบของปลาหมึก คิดเป็นร้อยละ 68.0 ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2564 ที่หลายคนคงจดจำได้ดี อีกทั้งเบนโตะยังเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมติดอันดับ 1 ใน 5 Top of mind brand จากนักท่องเที่ยวต่างชาติในประเทศไทย
ส่งผลให้ศรีนานาพรเป็นผู้นำเทรนด์เครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยว โดยเฉพาะการนำนวัตกรรมมาปรับใช้ในการผลิตสินค้าเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการกินได้สะดวกสบาย ในทุกช่วงเวลา
ด้วยแนวคิดการสร้างวัฒนธรรมในองค์กรของศรีนานาพรยังเป็นปัจจัยความสำเร็จที่ทำให้มองเห็นวิธีการทำงานระหว่างความเป็นเถ้าแก่กับการเป็น CEO โดยความเป็นเถ้าแก่ที่เกิดจากการก่อตั้งธุรกิจด้วยตนเอง มีความโดดเด่นด้วยสัญชาตญาณในการมองหาโอกาสทางการขายอย่างเฉียบแหลม ส่วน CEO มีความเป็นมืออาชีพในการบริหารสเกลธุรกิจขนาดใหญ่ มีการระดมสมองจากหลายฝ่าย ซึ่งทีมผู้บริหารนับว่ามี DNA ในการพัฒนาตราสินค้าให้มีความเป็นเอกลักษณ์ และตรงตามความต้องการของผู้บริโภคซึ่งเป็นเรื่องที่ศรีนานาพรให้ความใส่ใจ
ด้วยส่วนผสมทางการตลาดที่ลงตัวจากแนวคิดของทีมผู้บริหารและทีมงานที่มีประสบการณ์มายาวนานในธุรกิจ FMCG ที่มีความเป็นมืออาชีพที่ผ่านการต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ นานา ทำให้ศรีนานาพรมีแต้มต่อพร้อมกำลังผลักดันธุรกิจให้เติบโตไปได้ไกลในระดับภูมิภาคและเป็นที่รู้จักในตลาดต่างประเทศ
ไม่ใช่แค่ประสบการณ์ของผู้บริหารที่อยู่ในวงการมายาวนานกว่า 30 ปี จะทำให้เข้าใจตลาดและพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ซึ่งสานต่อวิสัยทัศน์ กลยุทธ์และแผนงาน เสริมสร้างประสบการณ์จากเจ้าของธุรกิจ ที่สามารถจับทิศทางการบริโภคของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด ควบคู่ไปกับการทำสิ่งดี ๆ ให้ผู้บริโภค และเพื่อสังคม
นอกเหนือจากการเดินหน้าทำธุรกิจเพื่อให้ตรงกับเป้าหมายที่วางไว้ ยังมีเรื่องของการเผชิญกับความท้าทายของปัญหา เช่น โรคระบาดโควิด 19 ซึ่งก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่บริษัทฯ ได้หาวิธีเพื่อรับมือจากความเสี่ยงที่เกิดขึ้น เพื่อรักษาจุดเด่นและจุดมุ่งหมายของบริษัทฯ ที่ว่า
“บริษัทมุ่งเน้นความเป็นเลิศเพื่อการเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวที่ดี ทั้งในด้านคุณภาพและการบริการ รวมทั้งการสร้างตราสินค้าของบริษัทฯ ให้อยู่ใน Top of Mind ของผู้บริโภคในทุกเพศ ทุกวัย”
ซึ่งนับว่าบริษัทฯ สามารถนำพาธุรกิจให้สามารถเข้าถึงความต้องการของผู้บริโภค เช่นเดียวกับการสำรวจความต้องการของผู้บริโภค ที่มีความชื่นชอบเรื่องเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยว ทำให้ศรีนานาพรปรับเปลี่ยนสูตรการผลิตและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ด้วยวิถีชีวิตของผู้บริโภคในยุคนี้ที่มีความเร่งรีบเป็นตัวขับเคลื่อน
คนที่อาศัยอยู่ในตัวเมืองส่วนใหญ่จะมีระยะเวลาในการเดินทางที่ค่อนข้างยาวนาน ส่งผลให้ผู้คนมีเวลาน้อยลงในเรื่องการดูแลปากท้อง
ศรีนานาพรเล็งเห็นความเปลี่ยนแปลงตรงนี้ จึงเป็นที่มาในการทำการตลาดและออกผลิตภัณฑ์ เพื่อตอบสนองในทุกช่วงเวลาของการบริโภค ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเลือกที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ ที่นอกเหนือจากเวลาอาหารตามปกติ อย่างช่วงเวลาดึกที่ผู้บริโภคจะเลือกซื้อเครื่องดื่มหรือผลิตภัณฑ์ที่ทดแทนการกินอาหารแบบปกติได้
ซึ่งผลิตภัณฑ์ของศรีนานาพร ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคตรงนี้ได้เป็นอย่างดี
ช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าของทางศรีนานาพรมีจุดเริ่มต้นจากการกระจายสินค้าให้แก่ร้านค้าซึ่งทำให้มีความใกล้ชิดกับผู้บริโภคมาแต่เดิม และบริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับ Consumer Insight ผลิตสินค้าเป็นแบรนด์ของตัวเอง
ปัจจุบันศรีนานาพร มีช่องทางจัดจำหน่ายที่ทั้งสะดวกและรวดเร็ว เข้าถึงความต้องการของผู้บริโภค ทั้งผ่านรูปแบบช่องทางโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) เช่น ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น และร้านแฟมิลี่มาร์ท รวมถึงช่องทางจำหน่ายด้วยเครื่อง Vending Machine (เครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ) และช่องทางการค้าดั้งเดิม (Traditional Trade) แบบค้าส่ง และค้าปลีก
ควบคู่กับการทำการตลาดเชิงรุก กระจายสินค้าไปยังตลาด CLMV ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ในสัดส่วนร้อยละ 65.7 ของรายได้รวมจากการขายต่างประเทศ ณ งวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2564 สอดคล้องกับการนำเสนอข้อมูลของ World Economic ที่ระบุว่า ตลาดอาเซียนจะเดินหน้าต่อไปในฐานะการอุปโภค บริโภคที่มีความเคลื่อนไหวมากที่สุดในโลก
การผลิตสินค้าให้เท่าทันกับความต้องการของผู้บริโภค ศรีนานาพรได้จัดตั้งบริษัทย่อยเพื่อผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าในกัมพูชา รวมถึงสร้างโรงงานการผลิตสินค้าในเวียดนาม และการจัดตั้งบริษัทย่อยเพื่อจัดจำหน่ายสินค้าในประเทศจีนและฟิลิปปินส์
ทำให้บริษัทฯ มีข้อได้เปรียบในการขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง และออกสินค้าใหม่ ๆ ที่ตรงกับความต้องการของคนในท้องถิ่นนั้น ๆ รวมถึงการควบคุมต้นทุนการผลิตที่มีประสิทธิภาพได้อย่างต่อเนื่อง
ความพร้อมในด้านฐานการผลิตและการกระจายสินค้า ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ศรีนานาพรมีทีมงานที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะการที่บริษัทฯ ร่วมกันจัดตั้งบริษัท สิริโปร จำกัด ขึ้นมาในปี 2562 และล่าสุดในช่วงไตรมาส 1/2564 ที่ผ่านมา ก็ได้บริษัท บุญรอด เทรดดิ้ง จำกัด เข้ามาร่วมทุนเป็นพันธมิตรในบริษัท สิริ โปร จำกัด
ล่าสุด สิริโปรมีศูนย์กระจายสินค้าทั้งสิ้น 11 แห่ง และมี Cash van หรือรถเงินสด ที่พร้อมสนับสนุนการกระจายสินค้าให้แก่ศรีนานาพรไปยังช่องทางร้านค้าแบบดั้งเดิม โดยกระจายสินค้าผ่านร้านค้าปลีกที่ครอบคลุมประมาณ 70,000 แห่ง และร้านค้าส่งประมาณ 3,600 ร้านค้า ทั่วประเทศ
น่าติดตามต่อไปว่า ทิศทางในอนาคตของศรีนานาพรจากการดำเนินธุรกิจครั้งนี้ จะเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวจากการสร้างตราสินค้าให้เป็นที่ยอมรับแก่พันธมิตรและผู้บริโภค มากน้อยแค่ไหน
รวมถึงการมุ่งหน้าเป็นหนึ่งในผู้นำของสินค้าทั้งเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยว ที่มีความน่าเชื่อถือ ในภูมิภาคอาเซียนจะเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ธุรกิจ
นอกเหนือจากนั้นคือการพัฒนาบริษัทฯ ในเรื่องของวัฒนธรรมภายในองค์กรที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุข นำไปสู่การขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างมีศักยภาพในการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรม
รวมไปถึงการหยิบนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ ทำให้สามารถบริหารจัดการ และดำเนินธุรกิจ จากกรอบแนวคิดและวิธีการบริหารงานด้วยความคล่องแคล่ว ว่องไว
และด้วย Resilience ที่มีความคล่องตัวในการบริหาร ที่สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุม ทั้งโควิด 19 และวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งเมื่อผ่านพ้นไปได้ ก็จะทำให้กลายเป็นองค์กรที่มีประสบการณ์ที่เรียนรู้จากปัญหา และก้าวข้ามขีดความสามารถไปได้อีกขั้น
พร้อมมองหาโอกาสผนึกกำลังกับพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อเสริมจุดแข็ง สร้างโอกาสขยายธุรกิจในน่านน้ำใหม่ ๆ เพื่อต่อยอดความสำเร็จของบริษัทฯ ต่อไปได้ในอนาคต…
© 2022 Longtunman. All rights reserved.