สรุป แผนก้าวเป็นผู้นำ ด้านเทคโนโลยีโลก ของจีน

สรุป แผนก้าวเป็นผู้นำ ด้านเทคโนโลยีโลก ของจีน

9 ก.ค. 2021
สรุป แผนก้าวเป็นผู้นำ ด้านเทคโนโลยีโลก ของจีน | THE BRIEFCASE
รู้หรือไม่ว่า ในปัจจุบันประเทศจีน เป็นประเทศที่มียูนิคอร์นหรือบริษัทสตาร์ตอัป ที่มีมูลค่ามากกว่า 32,000 ล้านบาท มากเป็นอันดับ 2 ของโลก
และที่น่าสนใจคือ กลุ่มยูนิคอร์น ที่มากที่สุดในจีน
คือกลุ่มของธุรกิจ FinTech ตามมาด้วย E-commerce, Logistics, AI, Health Tech ตามลำดับ
ซึ่งดูแล้วเป็นธุรกิจที่จะเป็นเมกะเทรนด์ในอนาคตทั้งนั้น..
แล้วจีนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่ก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีเช่นนี้ได้อย่างไร
แผนก้าวเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีโลกของจีน มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง ?
THE BRIEFCASE จะสรุปให้ฟัง..
ก่อนอื่น เรามาลองดูนโยบายที่ผ่านมาของจีนกันสักนิด..
นโยบายแรกคือ นโยบาย “Made in China 2025” ซึ่งหลายคนอาจจะคุ้นเคยกับยุทธศาสตร์นี้ของรัฐบาลจีนกันมาบ้างแล้ว
แต่ถ้าหากลองเจาะลึกลงไปในรายละเอียดจะพบว่า
ในส่วนของแผนการนี้ ได้มีการเตรียมการให้ประเทศเป็นผู้นำด้าน AI ภายในปี 2025
โดยทางรัฐบาลจีนได้มีการเตรียมงบประมาณลงทุนกว่า 3 ล้านล้านบาท ในอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อพัฒนาเมืองเซินเจิ้นให้เป็นศูนย์กลางทางด้าน AI, 6G, เทคโนโลยีควอนตัม, รถยนต์ไร้คนขับ
นโยบายที่น่าสนใจถัดมาคือ เรื่องของ R&D
รู้ไหมว่าปัจจุบันนี้ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีการใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา มากเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยในปี 2019 มีการใช้จ่ายรวมกว่า 16 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 2.2% ของ GDP เป็นรองแค่เพียงสหรัฐอเมริกา
โดยในอนาคตทางรัฐบาลก็มีแผนที่จะขยายงบประมาณในส่วนนี้ เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 7% ในระยะเวลา 5 ปี
ที่น่าสนใจคือ ทางการจีนยังมีการทุ่มงบประมาณมหาศาล ในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิต ตัวอย่างเช่น หุ่นยนต์ประกอบสินค้า อุปกรณ์ไอทีต่าง ๆ
โดยในช่วงไตรมาส 1/2021 ที่ผ่านมา ทางรัฐบาลได้มีการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง เพิ่มขึ้นถึง 37.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ซึ่งการลงทุนส่วนมากจะอยู่ที่เมืองเซินเจิ้น เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่จะพัฒนาให้เป็นเมืองแห่งเทคโนโลยีในอนาคต
แล้วถ้าถามว่าตอนนี้จีนกำลังอยู่จุดไหน ?
นอกจากการมียูนิคอร์นมากเป็นอันดับ 2 ของโลก
ยังมีเรื่องของ “การจดสิทธิบัตร”
โดยในปี 2019 จีนถือเป็นประเทศที่มีการยื่นจดสิทธิบัตรมากที่สุดในโลก ภายใต้สนธิสัญญา PCT อ้างอิงจากองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก โดยมีการยื่นจดสิทธิบัตร รวมกว่า 58,990 สิทธิบัตร
แซงหน้าสหรัฐอเมริกา ที่มีการยื่นคำขอทั้งหมด 57,840 คำขอ
ที่น่าสนใจคือ ในปี 1999 ประเทศจีนมีการยื่นจดสิทธิบัตรเพียง 276 คำขอเท่านั้น แต่พวกเขาใช้เวลาเพียง 20 ปี ในการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในด้านนี้ได้ในที่สุด
มาถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาการพัฒนาของจีนนั้นเติบโตแบบก้าวกระโดด
ซึ่งส่วนสำคัญก็คือนโยบายที่มาจากภาครัฐที่ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่
และต่อจากนี้ก็ต้องมาติดตามกันต่อไปว่า
จีนจะสามารถกลายเป็นเจ้าแห่งเทคโนโลยี ตามที่ตั้งเป้าเอาไว้ ได้หรือไม่..
© 2021 Longtunman. All rights reserved.