รู้จักแบรนด์ จระเข้ บริษัทวัสดุก่อสร้างของคนไทยที่มีอายุครบ 30 ปี

รู้จักแบรนด์ จระเข้ บริษัทวัสดุก่อสร้างของคนไทยที่มีอายุครบ 30 ปี

1 ต.ค. 2021
รู้จักแบรนด์ จระเข้ บริษัทวัสดุก่อสร้างของคนไทยที่มีอายุครบ 30 ปี
จระเข้ X ลงทุนแมน
หากพูดถึงแบรนด์วัสดุก่อสร้างที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร
หนึ่งในภาพจำที่หลายคนน่าจะนึกถึงแบรนด์ จระเข้
เพราะไม่ว่าเราจะซ่อมหรือสร้างบ้าน ไปจนถึงการตกแต่งบ้าน
แบรนด์จระเข้ จะมีสินค้าครอบคลุมทุกเรื่องเหล่านี้ทั้งหมด
เช่น กาวซีเมนต์ปูกระเบื้อง, กาวยาแนว, สี จนถึงเคมีภัณฑ์ก่อสร้างอื่น ๆ
ส่วนอีกเรื่องที่ทำให้ใคร ๆ พูดถึง ก็น่าจะเป็นชื่อแบรนด์ที่แปลกและไม่เหมือนใคร
แล้วเคยสงสัยกันบ้างไหมว่า เจ้าของบริษัทนี้คือใคร ทำไมถึงเลือกตั้งชื่อแบรนด์ว่า จระเข้
ส่วนอีกเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ จระเข้ เป็นแบรนด์วัสดุก่อสร้างของคนไทย 100%
ที่วันนี้เติบโตจนเข้าสู่ปีที่ 30 เรียบร้อยแล้ว
อะไรที่ทำให้แบรนด์จระเข้ ประสบความสำเร็จมานานถึง 30 ปี
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
จุดเริ่มต้นบริษัทแห่งนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2535 หรือเมื่อ 29 ปีที่แล้ว
เมื่อคุณกองกูณฑ์ อรรถสารประสิทธิ์ และคุณศุภพงษ์ เพชรสุทธิ์ พร้อมกับเพื่อนที่อยู่ในแวดวงกระเบื้องเซรามิกมองว่าการปูกระเบื้องในที่อยู่อาศัยและอาคารต่าง ๆ ในเมืองไทยยังมีคุณภาพไม่ดีเท่าที่ควร
ตรงนี้เองคือ ช่องว่างและโอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้น
ทำให้ทั้ง 3 คนตัดสินใจลาออกจากงานประจำ แล้วมาร่วมทุนจัดตั้งบริษัท เซอรา ซี-เคียว จำกัด
พร้อมกับสร้างโรงงานในจังหวัดสระบุรี นำเข้าเครื่องจักรคุณภาพสูงมาใช้ในการผลิตกาวซีเมนต์และยาแนวภายใต้ชื่อ “จระเข้”
ส่วนเหตุผลที่ตั้งชื่อว่า จระเข้ เพราะคือสัตว์ที่มีอายุยืนยาว สื่อถึงความคงทนของสินค้า
อีกทั้ง จระเข้ ยังเป็นสัตว์ที่รักครอบครัว และสามารถใช้ชีวิตท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง
สอดคล้องกับ แนวคิดของบริษัทที่พร้อมปรับตัวตลอดเวลา
เพื่อสร้างสิ่งที่ดีให้แก่ผู้บริโภค
ตัวอย่างที่ดีที่สุดของเรื่องนี้ คือบริษัทกล้าที่จะผลิตกาวยาแนวป้องกันราดำรายแรกของโลก
ที่ชื่อว่า “จระเข้ พรีเมี่ยม พลัส” ที่ในเวลานั้นยังไม่เคยมีแบรนด์ไหนเคยทำมาก่อน
ด้วยการที่มองว่าเมืองไทยมีอากาศร้อน พร้อมกับเกิดราดำต่าง ๆ ขึ้นตามกระเบื้องได้ง่าย
เมื่อเป็นสินค้าที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนพร้อมกับตอบโจทย์ลูกค้า
แน่นอนสิ่งที่ตามมาคือ สินค้าขายดีเกินคาด จนถึงขนาดมีแบรนด์ต่างชาติ เดินตามภายหลัง
จากนั้นบริษัทก็มักสร้างคำว่า First Move หรือการเป็นแบรนด์แรกผู้เปลี่ยนแปลงตลาด เช่น
พ.ศ. 2535 นำเสนอ กาวซีเมนต์ เพื่อมาใช้ทดแทนปูนซีเมนต์ ในการปูกระเบื้อง
โดยข้อดีของกาวซีเมนต์คือ ไม่ต้องผสม ใช้งานได้ทันทีแถมยังยึดเกาะติดแน่นกว่าปูนซีเมนต์
ซึ่ง ณ เวลานั้นถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในวงการก่อสร้างเลยทีเดียว
พ.ศ. 2553 คิดค้นซีเมนต์กันซึมชนิดยืดหยุ่นเป็นรายแรก ๆ ที่ชื่อจระเข้ เฟล็กซ์ ชิลด์
โดยสูตรนี้ทดแทนแบบเดิมที่ใช้แบบ 2 ส่วนผสม นอกจากใช้งานง่ายขึ้นแล้วนั้น
สูตรนี้ยังช่วยลดการใช้สารเคมีทำละลายทำให้ผู้ใช้ปลอดภัยกว่าเดิม
พ.ศ. 2554 เป็นผู้ผลิตสีซีเมนต์รายแรกที่ผสานอนุภาคสีลงในเนื้อซีเมนต์
ที่ใช่ชื่อว่า จระเข้ คัลเลอร์ซีเมนต์ ที่ทำให้สียึดเกาะได้นานและทนทานแถมเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
เมื่อได้เป็นผู้คิดค้นบุกเบิกสินค้าใหม่ ๆ ที่มีคุณภาพ
ย่อมส่งผลให้ลูกค้าเชื่อมั่นในแบรนด์จระเข้ ทำให้ทางบริษัทต่อยอดขยายไปสู่สินค้าอื่น ๆ มากมาย
จนปัจจุบันได้แบ่งกลุ่มสินค้าออกเป็น 3 กลุ่ม
1. ปูกระเบื้อง 2. เคมีก่อสร้าง 3. สีสำหรับงานก่อสร้างต่าง ๆ
พร้อมกับทีมผู้บริหารเชื่อว่า ถ้าบริษัทต้องการเติบโตต่อไป..
ร้านค้าต่าง ๆ คือหนึ่งในกุญแจที่จะเปิดประตูในความสำเร็จเพื่อไปถึงเป้าหมาย
ตัวอย่างเช่น ช่วงเริ่มต้นธุรกิจ ทีมผู้ก่อตั้งบริษัทก็ลงไปเยี่ยมร้านค้าวัสดุก่อสร้างทั่วประเทศนานกว่า 10 ปี
พร้อมสอบถามเจ้าของร้านว่า จริง ๆ แล้วลูกค้ามีความต้องการอะไร
เพื่อนำความต้องการนั้นมาผลิตเป็นสินค้า จนถึงมีการปรึกษาวางแผนการขายกับร้านค้า
เสมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน
เมื่อแบรนด์แข็งแกร่ง สินค้ามีความหลากหลาย และมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับร้านค้าทั่วประเทศ
บริษัทก็มีผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง
จนในปี พ.ศ. 2560 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด
พร้อมกับมียอดขายอันดับ 1 ในเมืองไทยของกลุ่มสินค้า กาวซีเมนต์ กาวยาแนว
อีกทั้งยังมีโรงงานที่มีกำลังการผลิต ในส่วนของกาวซีเมนต์ กาวยาแนว เป็นอันดับต้นๆ ของอาเซียน
โดยในแต่ละปีบริษัทมีรายได้เฉลี่ย 3,000 ล้านบาท
แต่กว่าจะสร้างสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ให้ประสบความสำเร็จ
เบื้องหลังคือ กรอบความคิดที่ดี ในการทำธุรกิจ ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ยังไม่ก่อตั้งบริษัทเลย
เพราะหากผู้ก่อตั้งบริษัททั้ง 3 ท่าน ไม่เชื่อมั่นว่าสามารถยกระดับการปูกระเบื้องในเมืองไทย
ให้มีมาตรฐานดีกว่าเดิม ก็คงไม่กล้าที่จะลาออกจากงานประจำในบริษัทกระเบื้องเซรามิกชั้นนำ
ที่น่าสนใจคือผู้ก่อตั้งทั้ง 3 ท่าน มีความเชื่อเดียวกันก็คือ
ต้องการสร้างบริษัทที่เป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมก่อสร้างใหม่ ๆ สร้างความสุขให้กับผู้อยู่อาศัย
อีกทั้งก็มีวิธีคิดการบริหารพนักงานทุกคน เสมือนเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัว
และเมื่อพนักงานรู้สึกว่าบริษัทแห่งนี้เป็นดั่งคนในครอบครัว
ทุกคนก็จะตั้งใจทำงาน มุ่งมั่นเพื่อให้บริษัทแห่งนี้เติบโต
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จที่ผ่านมาทั้งหมดก็คือเรื่องราวในอดีตที่น่าจดจำ
แต่สิ่งสำคัญคือ การมองไปที่ความสำเร็จในอนาคตต่างหาก
ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ทุกบริษัทบนโลกใบนี้ต่างคิดเหมือนกันหมด
คำถามคือแล้วบริษัทแห่งนี้ในวันที่ครบรอบ 30 ปี วางแผนอนาคตตัวเองไว้อย่างไร ?
รู้หรือไม่ว่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การระบาดของโควิด 19 และสารพัดภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น
หลายคนมองว่าเกิดจากสิ่งแวดล้อมของโลกที่โดนทำร้ายมานานจนอ่อนแอลง
ผลที่ตามมาคือการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคจะคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้น
กอปรกับทีมผู้บริหารเองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ
ทำให้การผลิตสินค้าต่าง ๆ ของแบรนด์จระเข้ จะค่อย ๆ เปลี่ยนไป
จากเดิมสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะอยู่ในกลุ่มวัสดุก่อสร้างกลุ่มตึกใหญ่ ๆ ที่อยู่ในเมือง
ก็จะเพิ่มมาสู่การผลิตสินค้าสิ่งแวดล้อมในกลุ่มบ้านเรือนทั่วไป
ขณะเดียวกันแม้ปัจจุบันแบรนด์จระเข้จะมียอดขายอันดับหนึ่งในสินค้ากาวซีเมนต์
แต่ก็อย่าลืมว่าแบรนด์จระเข้ ยังมีสินค้าและบริการอื่น ๆ มากมายที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง
และหากจะให้แบรนด์จระเข้เติบโตขึ้นอีก ก็ต้องทำให้สินค้าอื่น ๆ ขยายตลาดให้กว้างขึ้น
แน่นอนว่า สิ่งที่จะได้เห็นต่อจากนี้ไปก็คือ ทุกสินค้าภายใต้แบรนด์จระเข้
จะมีนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เอื้อต่อการสร้างที่อยู่อาศัยในแบบยั่งยืนเพิ่มมากขึ้นกว่าในอดีต
เพราะผู้บริหารแบรนด์จระเข้ รู้ดีว่า ความท้าทายในธุรกิจที่น่ากลัว
มันไม่ใช่เกิดจากคู่แข่ง แต่มันคือตัวเราเองต่างหาก
เพราะหากยังยึดติดกับความสำเร็จเดิม ๆ แบรนด์ก็ไม่เกิดการพัฒนาขึ้นมาได้
จึงไม่ต้องแปลกใจ หากต่อจากนี้ไป..
เราจะเห็น “แบรนด์จระเข้” สร้างปรากฏการณ์ใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง
เพราะนี่คือ DNA ของแบรนด์นับตั้งแต่วันที่ก่อตั้งบริษัทเมื่อ 30 ปีที่แล้ว
References
-https://datawarehouse.dbd.go.th/
-เอกสารข้อมูล บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด
-https://www.jorakay.co.th/ebook/Jorakay%20DNA/
© 2022 Longtunman. All rights reserved.