“เทลอาวีฟ” เมืองที่มีค่าครองชีพ สูงที่สุดในโลก

“เทลอาวีฟ” เมืองที่มีค่าครองชีพ สูงที่สุดในโลก

11 ธ.ค. 2021
“เทลอาวีฟ” เมืองที่มีค่าครองชีพ สูงที่สุดในโลก /โดย ลงทุนแมน
ถ้าพูดถึงเมืองที่มีค่าครองชีพสูง ข้าวของราคาแพง เราน่าจะนึกถึงเมืองในประเทศแถบยุโรป
อย่างฝรั่งเศส หรือสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนถ้าเป็นฝั่งเอเชีย ก็คงจะเป็นญี่ปุ่น หรือฮ่องกง
แต่รู้หรือไม่ว่าจากการสำรวจปีล่าสุดนั้น เมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก
กลับเป็นเมืองที่ชื่อว่า “เทลอาวีฟ” ในประเทศอิสราเอล
แล้วอะไรกันที่ทำให้เมืองในประเทศเล็ก ๆ แถบตะวันออกกลางนี้
กลายเป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน
ที่มีผู้ใช้งาน 2 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download
╚═══════════╝
ในแต่ละปี The Economist Intelligence Unit หรือ EIU ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมผลงานวิจัยทางด้านเศรษฐศาสตร์ ที่จะคอยสำรวจการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการกว่า 200 ชนิด ใน 173 ประเทศทั่วโลก มาจัดอันดับค่าครองชีพ โดยอ้างอิงให้เมืองนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นฐานที่มีค่าดัชนีเท่ากับ “100”
ในการจะดูว่าเมืองไหนมีค่าครองชีพสูงที่สุดนั้น
ให้นึกภาพว่าถ้าเราถือเงิน 100 ดอลลาร์สหรัฐไปเที่ยวพร้อม ๆ กัน
แล้วดูว่าเมืองไหนเราจะซื้อของได้จำนวนน้อยที่สุด
โดยปัจจัยหลักที่ทำให้เมืองนั้นมีค่าครองชีพสูงก็คือ
- ราคาสินค้าที่แพง
- ค่าเงินของประเทศนั้นแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ
โดยผลสำรวจและค่าดัชนี ประจำปี 2021 ออกมาเป็นดังนี้
1. เทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล 106
2. ปารีส ประเทศฝรั่งเศส 104
3. สิงคโปร์ 104
4. ซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ 103
5. ฮ่องกง 101
จากการจัดอันดับจะเห็นว่าอันดับที่ 2 ถึง 5 ดูจะไม่ผิดคาดนัก
แต่สำหรับอันดับ 1 อย่าง “เทลอาวีฟ” นั้น บางคนอาจจะเพิ่งเคยได้ยินชื่อด้วยซ้ำ
จริง ๆ แล้ว เทลอาวีฟ เริ่มไต่อันดับเมืองที่มีค่าครองชีพสูงขึ้นมาเรื่อย ๆ นับตั้งแต่ปี 2018
ที่ติด 1 ใน 10 ครั้งแรกในอันดับที่ 9 และในปี 2020 ก็ได้อันดับที่ 5 จนสุดท้ายขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ในปีนี้
ปัจจุบัน ประเทศอิสราเอลถูกเรียกว่าเป็น “ประเทศแห่งสตาร์ตอัป” โดยยืนยันได้จากจำนวนสตาร์ตอัป
ที่มีมากถึง 6,000 บริษัท หรือคิดเป็นสตาร์ตอัป 1 แห่งต่อประชากร 1,400 คน
รวมถึงยังถูกยกให้เป็นประเทศที่มีระบบนิเวศเหมาะกับสตาร์ตอัป เป็นอันดับ 3 ของโลกอีกด้วย
นอกจากนั้นอิสราเอลยังเป็นประเทศที่ทุ่มงบประมาณเพื่อใช้สำหรับการวิจัยและพัฒนาสูงที่สุดในโลก
โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 4.3% ของ GDP ขณะที่หลายประเทศตัวเลขนี้จะอยู่ที่ประมาณ 1 ถึง 2% เท่านั้น
จากการให้ความสำคัญในเรื่องการวิจัยและพัฒนานี้เอง ทำให้บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกมากกว่า 300 บริษัทต่างเข้ามาตั้งสำนักงาน รวมถึงศูนย์วิจัยและพัฒนาในประเทศอิสราเอล
ยกตัวอย่างก็เช่น Microsoft, Alphabet, Meta รวมถึง Apple ที่มีศูนย์วิจัยและพัฒนาในอิสราเอลถึง 3 แห่ง และ “เทลอาวีฟ” ก็คือจุดหมายปลายทางนั้น
นอกจากบริษัทต่างชาติแล้ว ตัวสตาร์ตอัปของอิสราเอลเอง ก็เป็นที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนต่างชาติ
ทำให้มีเงินทุนมหาศาลไหลเข้ามาลงทุนในประเทศอิสราเอล
สะท้อนให้เห็นจากในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2021
บริษัทเทคโนโลยีในอิสราเอลสามารถระดมทุนได้มากถึงเกือบ 6 แสนล้านบาท
สำหรับปี 2021 การระบาดของโควิด 19 มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจในประเทศและความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งอิสราเอลก็เป็นประเทศหนึ่งที่มีอัตราผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนสูงที่สุดในโลกในช่วงเวลาที่มีการสำรวจ
โดยตัวเลขของผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนเป็นดังนี้
ปลายเดือนมิถุนายน ปี 2021 มีผู้ได้รับเข็มที่ 1 ถึง 60%
(ในช่วงเดียวกันนั้น สหรัฐอเมริกาฉีดเข็มที่ 1 ได้ 55%)
ต้นเดือนกันยายน ปี 2021 มีผู้ได้รับเข็มที่ 2 ถึง 60%
(ในช่วงเดียวกันนั้น สหรัฐอเมริกาฉีดเข็มที่ 2 ได้ 54%)
จากปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจของประเทศอิสราเอล มีส่วนให้ค่าเงินอิสราเอลแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงระหว่างเดือนเมษายนถึงกันยายน ปี 2021 ค่าเงินเชเกลอิสราเอลต่อดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นถึง 4.2%
นอกจากนั้น เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ แล้ว ประเทศอิสราเอลเรียกได้ว่ามีเมืองใหญ่น้อยกว่าประเทศอื่น
ประเทศสหรัฐอเมริกา มี นิวยอร์ก,​ ลอสแอนเจลิส,​ ชิคาโก และซานฟรานซิสโก
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มี ซูริก,​ เจนีวา และเบิร์น
ประเทศญี่ปุ่น มี โตเกียว และ​โอซากะ
ในขณะที่ ความเจริญส่วนใหญ่ในประเทศอิสราเอลกระจุกตัวอยู่ที่เมืองเทลอาวีฟ ดูได้จากสัดส่วน GDP ทั้งประเทศ ที่มาจากเมืองนี้กว่า 50% และรองลงมาเป็นเยรูซาเล็มเพียง 16.5%
โดยความเจริญที่กระจุกตัวเข้ามาอยู่ที่เดียวนั้น มีผลทำให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นและจากผลสำรวจของ EIU พบว่ามีสินค้าหลายประเภทในเทลอาวีฟ ที่แพงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แพงสุดเป็นอันดับ 2 ของโลก
- ระบบขนส่งรวมถึงราคาน้ำมัน แพงสุดเป็นอันดับ 2 ของโลก
- ของใช้ส่วนตัว แพงสุดเป็นอันดับ 5 ของโลก
- ค่าใช้จ่ายสำหรับกิจกรรมนันทนาการ แพงสุดเป็นอันดับ 6 ของโลก
ทีนี้มาดูตัวอย่างราคาสินค้า ในประเทศอิสราเอล
- เบียร์ในประเทศ 500 ซีซี 96 บาท
- น้ำมันเบนซิน 1 ลิตร 65 บาท
- ไข่ไก่ 12 ฟอง 138 บาท
- น้ำเปล่า 1.5 ลิตร 48 บาท
- ตั๋วชมภาพยนตร์ 426 บาท
- บุหรี่ Marlboro ซองละ 373 บาท
- ค่าเช่าอะพาร์ตเมนต์ 1 ห้องนอน 36,000 บาทต่อเดือน
เมื่อสินค้าก็มีราคาแพงขึ้น และค่าเงินก็ยังคงแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง แถมความเจริญก็กระจุกตัวอยู่ในเมืองเดียวเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่แปลกใจว่าทำไม เทลอาวีฟ ถึงขึ้นแท่นกลายเป็นเมืองที่ค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก
คำถามที่ตามมาก็คือ การที่ เทลอาวีฟ เป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงนั้น ดีหรือไม่ดี ?
โดยทั่วไปแล้ว เมืองที่มีค่าครองชีพสูงก็มักจะเป็นเมืองที่มีสาธารณูปโภคที่ดี การคมนาคมสะดวก และมีโอกาสที่ดีในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งโอกาสทางธุรกิจ​ การศึกษา รวมถึงการเข้าถึงการรักษาพยาบาลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในขณะที่มุมมองของคนทำงาน อาจจะหมายถึงโอกาสที่จะได้รับค่าตอบแทนที่สูงกว่าที่อื่น ๆ
แต่ก็ใช่ว่าค่าตอบแทนกับค่าครองชีพ จะสูงขึ้นในสัดส่วนที่เท่ากันเสมอไป
เพราะจริง ๆ แล้ว หากเรามาดูตัวเลขหนึ่งที่บอกความสัมพันธ์กันระหว่าง
ค่าครองชีพและรายได้ต่อเดือน เรียกว่า “อำนาจซื้อ”
โดยกำหนดให้สหรัฐอเมริกาเป็นฐาน ที่มีค่าดัชนีเท่ากับ 100
ผลปรากฏว่าอิสราเอลค่าดัชนีอำนาจซื้อเท่ากับ 55.2
หมายความว่า ประชากรในอิสราเอลมีอำนาจซื้อน้อยกว่าคนอเมริกันเกือบ 2 เท่า
หรือพูดง่าย ๆ คือใช้ชีวิตประจำวัน “ลำบากกว่า” คนอเมริกันเกือบ 2 เท่านั่นเอง
ส่วนอีก 4 ประเทศที่มีค่าครองชีพสูงอันดับต้น ๆ นั้น มีดัชนีอำนาจซื้อดังนี้
สิงคโปร์ 113.7
ฮ่องกง 93.5
สวิตเซอร์แลนด์ 91.4
ฝรั่งเศส 64.0
หมายความว่าการที่เทลอาวีฟ เป็นเมืองที่มีค่าครองชีพที่สูงที่สุดในโลก ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป
เพราะดูเหมือนว่ารายได้และค่าตอบแทนของประชากรในประเทศ ยังปรับตัวขึ้นตามไม่ทัน
ทำให้อำนาจในการซื้อต่ำกว่าประเทศที่มีค่าครองชีพสูงอื่น ๆ อยู่มาก
แล้วสำหรับคนที่สงสัยว่าประเทศไทยมีดัชนีอำนาจซื้อเท่าไร ?
คำตอบก็คือ 26.9 หมายความว่า ประชากรในบ้านเราใช้ชีวิตประจำวันลำบากกว่าคนอเมริกัน 3.7 เท่านั่นเอง
จากกรณีของ เทลอาวีฟ เราจะเห็นได้ว่าการพัฒนาประเทศจนกลายเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ทำให้เศรษฐกิจเติบโต สร้างโอกาสและรายได้ให้ประชาชนในประเทศได้มาก
ซึ่งในขณะเดียวกันก็ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้นด้วย
แต่ก็ใช่ว่ามันจะเป็นเรื่องดี
เพราะหากสัดส่วนของรายได้และค่าครองชีพไม่สัมพันธ์กัน
ก็อาจจะเป็นปัญหาในการดำรงชีวิตของประชาชนได้ เช่นกัน..
╔═══════════╗
Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน
ที่มีผู้ใช้งาน 2 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
Line - page.line.me/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงท-นแมน/id1543162829
Soundcloud - soundcloud.com/longtunman
References
-https://www.eiu.com/n/tel-aviv-overtakes-paris-to-become-worlds-most-expensive-city/
-https://thefintechtimes.com/a-101-of-the-startup-nation-israels-startup-and-fintech-landscape/
https://uk.rs-online.com/web/generalDisplay.html?id=did-you-know/most-scientific-countries-in-the-world
-https://www.timesofisrael.com/israeli-tech-firms-raise-staggering-17-8b-this-year-almost-double-2020-total/
-https://www.google.com/search?q=israel+vaccination+rate&rlz=1C5CHFA_enTH923TH923&oq=israel+vac&aqs=chrome.0.0i512l2j69i57j0i512l2j69i60l3.10691j0j7&sourceid=chrome&ie=UTF-8
-https://www.investing.com/currencies/ils-usd
-https://www.numbeo.com/cost-of-living/country_result.jsp?country=Israel&displayCurrency=THB
-https://www.tel-aviv.gov.il/en/WorkAndStudy/Pages/Why-Tel-Aviv.aspx
-https://web.archive.org/web/20151006180852/http://www.lloyds.com/cityriskindex/locations/city/jerusalem
-https://www.worlddata.info/cost-of-living.php
© 2022 Longtunman. All rights reserved.