ประกันภัยเป็นการพนันที่มูลค่าตลาดใหญ่กว่าลอตเตอรี่

ประกันภัยเป็นการพนันที่มูลค่าตลาดใหญ่กว่าลอตเตอรี่

17 เม.ย. 2017
จากบทความของ คุณบรรยง พงษ์พานิช นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังมองว่าการประกันภัยเป็นการพนัน เพราะเมื่อทำประกันภัยจะเหมือนเป็นการพนันว่าเราจะเจอภัยในหนึ่งปีข้างหน้าหรือไม่ บริษัทประกันเหมือนเป็นเจ้ามือรับแทงโดยถือหางอีกข้างว่าไม่เกิดภัยหรอก แต่รู้หรือไม่ว่าเราก็เป็นเจ้ามือบ่อนการพนันนี้ได้?
คุณบรรยงกล่าวว่าบริษัทประกันเขามีลูกค้าจำนวนมาก และยังสามารถกระจายความเสี่ยงไปซื้อประกันภัยต่อได้อีก ปกติอัคคีภัยจะมีอัตราค่าสินไหมประมาณ 30% เท่านั้น หมายความว่าถ้าเราจ่ายเบี้ยไป 100 ล้านบาท บริษัทประกันจะได้กำไรถึง 70 ล้านบาท!
แต่สุดท้ายลูกค้าก็อยากทำประกันภัยอยู่ดี เพราะการจ่ายค่าเบี้ยเพียงเล็กน้อยเป็นสิ่งที่รับได้เพื่อแลกกับการประกันว่าสินทรัพย์ก้อนใหญ่ที่เขาหามาทั้งชีวิตจะไม่หายไป
ที่น่าสนใจคือการประกันเป็นการพนันที่มีมูลค่าตลาดใหญ่กว่าลอตเตอรี่ ในแต่ละปีเบี้ยประกันจะมีมูลค่าถึง 2 แสนล้านบาท ซึ่งเป็น 2 เท่าของลอตเตอรี่! แต่มีการจ่ายค่าสินไหมแค่ 9 หมื่นล้านบาท สรุปเจ้ามือกินไปถึงแสนกว่าล้าน
หลังจากลงทุนแมนอ่านบทความนี้ทำให้ฉุกคิดได้ว่า "เราสามารถเป็นเจ้าของบ่อนการพนันนี้ได้เหมือนกัน"
จะเป็นเจ้าของได้อย่างไร?
คำตอบคือการซื้อหุ้นบริษัทประกันภัยที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์
ปัจจุบันบริษัทประกันภัยอันดับต้นๆของประเทศมีหุ้นให้ซื้อขายกันอยู่ในตลาดหลักทรัพย์
บริษัททิพยประกันภันภัย (TIP) บริษัทที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ ปตท. ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย กบข. พอเห็นผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นแบบนี้แล้ว อุ่นใจได้เลยว่าบริษัทน่าจะมีโอกาสได้งานรับประกันภัยภาครัฐ ทั้ง โรงกลั่น สนามบิน และ การก่อสร้างภาครัฐอื่นๆ
บริษัทเมืองไทยประกันภัย (MTI) บริษัทในเครือ ธนาคารกสิกรไทย และมีมาดามแป้งคนสวยเป็นผู้บริหาร งานรับประกันภัยของบริษัทก็น่าจะได้มาการแนะนำมาจากทั้ง รายย่อย SME บริษัทใหญ่ ที่มาขอกู้เงินธนาคารกสิกรไทย ที่ลูกค้าบ่นกันว่าธนาคารขายประกันอุบัติเหตุพ่วงบัตร ATM บริษัทนี้ก็คงได้ประโยชน์ด้วย ที่น่าสนใจคือคุณ บรรยง พงษ์พานิช มีตำแหน่งเป็นกรรมการของบริษัทนี้เหมือนกัน
บริษัทสินมั่นคงประกันภัย (SMK) ถ้านับเรื่องประกันภัยรถแล้วบริษัทวิริยะจะเป็นอันดับหนึ่งในตลาด แต่วิริยะไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ส่วนอันดับสองของตลาดก็คือบริษัทสินมั่นคงประกันภัยนั่นเอง ประกันภัยรถยนต์กินส่วนแบ่งประมาณครึ่งหนึ่งของประกันภัยทั้งหมด ในแต่ละปีมีคนต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยรถยนต์มูลค่ามหาศาลถึงแสนล้านบาท
ประเทศไทยมีจำนวนรถจดทะเบียนทั้งหมด 15,000,000 คัน ทุกคันต้องทำประกันภัย คงจะดีไม่น้อยถ้าเราได้เป็นเจ้าของธุรกิจที่ทำกำไรจากรถที่เราเห็นมากมายตามท้องถนนในแต่ละวัน
บ่อยครั้งที่เราจะได้ยินว่า บริษัทนายทุนเอาเปรียบรายย่อย แต่ถ้ามองมุมกลับเราก็มีโอกาสได้ประโยชน์ เช่นเรื่องนี้ถ้าบริษัทประกันภัยเป็นเหมือนเจ้าของบ่อนการพนันที่เขาเอาเปรียบเราอย่างที่คุณบรรยงกล่าว เราก็สามารถซื้อหุ้นที่เป็นเจ้าของบ่อนได้เหมือนกัน
ปล. บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาชี้นำให้ซื้อหุ้นแต่อย่างใด ผู้อ่านควรพิจารณาธุรกิจและราคาเหมาะสมของหุ้นด้วยตนเอง
17 เม.ย. 2017