“High Yield Bond” ตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูง คืออะไร เลือกอย่างไร ?

“High Yield Bond” ตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูง คืออะไร เลือกอย่างไร ?

25 เม.ย. 2022
ผู้สนับสนุน..
“High Yield Bond” ตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูง คืออะไร เลือกอย่างไร ?
ปี 2022 นับเป็นปีที่เศรษฐกิจในหลายประเทศทั่วโลก เริ่มกลับมาฟื้นตัว
และในบางประเทศ ก็ยังมีสัญญาณว่าเศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวอีกครั้ง
สะท้อนให้เห็นจากท่าทีของธนาคารกลางในแต่ละประเทศ ที่เริ่มออกมาประกาศว่า จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อควบคุมเงินเฟ้อให้สอดคล้องกับราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ปรับตัวสูงขึ้น
แล้วถ้าถามว่าตัวเลือกการลงทุนในภาวะเศรษฐกิจลักษณะนี้
นอกเหนือจากการลงทุนในหุ้นบริษัทที่แข็งแกร่งแล้ว ยังมีอะไรอีกบ้าง ?
หนึ่งในนั้นก็คือ “High Yield Bond” แปลตรงตัวได้ว่า ตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูง
แล้ว High Yield Bond คืออะไร ?
ทำไมถึงกลายเป็นตัวเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ ในช่วงนี้
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
จริง ๆ แล้ว ก็ต้องบอกว่า High Yield Bond เป็นตราสารหนี้ประเภทหนึ่งที่บริษัทเป็นผู้ออก เพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ลงทุน ซึ่งแต่ละบริษัทก็จะมีจุดประสงค์ในการระดมทุนแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น
- นำไปลงทุนเพื่อขยายกิจการ
- นำไปเป็นทุนหมุนเวียนในบริษัท
- นำไปคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน หรือหุ้นกู้ที่จะครบกำหนด
ข้อแตกต่างของ High Yield Bond กับตราสารหนี้ทั่วไป คือ ตราสารหนี้ประเภทนี้ จะได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าระดับ Non-Investment Grade หรือต่ำกว่าระดับที่สามารถลงทุนได้ หรือไม่ได้จัดอันดับความน่าเชื่อถือเลย (Non-Rated)
พูดง่าย ๆ ก็คือ มีความเสี่ยงมากกว่าตราสารหนี้ทั่วไป
แต่ยิ่งเสี่ยง ก็ยิ่งให้ผลตอบแทนสูงขึ้นด้วย เช่นกัน
เรามาดูกันว่าความเสี่ยงของ High Yield Bond มีอะไรบ้าง ?
เนื่องจากเป็นตราสารหนี้ที่ถูกจัดอันดับไว้ต่ำกว่าระดับที่สามารถลงทุนได้
แน่นอนว่าความเสี่ยงแรกเลย ก็คือ “Default Risk” หรือความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้
การที่ตราสารหนี้ ยิ่งถูกจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่ำเท่าไร
ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ ก็จะยิ่งสูงเท่านั้น
ดังนั้น ต้องระมัดระวังไว้เลยว่า ตราสารหนี้ประเภท High Yield Bond จะมีความเสี่ยงสูงกว่าตราสารหนี้ทั่วไป
ผู้ลงทุนจึงต้องพิจารณาความเสี่ยงของบริษัทให้ดี ตั้งแต่ภาพรวมของธุรกิจ ผลประกอบการที่ผ่านมา ไปจนถึงความท้าทายที่บริษัท อาจจะพบเจอได้ในอนาคต
นอกเหนือจากความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้แล้ว
รองลงมาก็คือ “Liquidity Risk” หรือความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง
ด้วยความที่ตราสารหนี้ประเภทนี้ มีความเสี่ยงสูงกว่าตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับ Investment grade จึงอาจมีการซื้อขายกันในตลาดรองไม่มาก สภาพคล่องในการซื้อขายจึงต่ำ อาจต้องถือไปจนครบกำหนดอายุของตราสาร
ความเสี่ยงก็คือ เวลาเรานำไปซื้อขายในตลาดรอง
หากเราต้องการขาย ก็มีความเป็นไปได้ว่า อาจจะขายได้ในราคาที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับสภาพคล่องของตราสารหนี้นั้นๆ มูลค่าที่ต้องการขายและภาวะตลาดในขณะนั้น
อีกหนึ่งความเสี่ยงของ High Yield Bond ก็คือ “Interest Rate Risk”
หรือก็คือ ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย
เนื่องจากราคาของตราสารหนี้ จะแปรผกผันในทิศทางตรงกันข้ามกับอัตราดอกเบี้ย
ในกรณีที่ดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น จะส่งผลให้ราคาของตราสารหนี้ ปรับลดลง
ซึ่งกลไกดังกล่าว จะส่งผลกระทบรุนแรงใน High Yield Bond มากกว่าตราสารหนี้ทั่วไป
นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจและการเมืองยังส่งผลต่อราคา หรือผลตอบแทนของ High Yield Bond เหมือนกัน
คำถามที่ตามมา ก็คือทำไม High Yield Bond ถึงยังเป็นตัวเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ
แล้วเรามีวิธีอย่างไร ถึงจะเลือก High Yield Bond ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ?
มาเริ่มกันที่ผลตอบแทนของ High Yield Bond ในประเทศไทย
อ้างอิงจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
โดยเฉลี่ยแล้ว อัตราดอกเบี้ยของ High Yield Bond จะอยู่ที่ราว 6.25 - 7.50%
นับเป็นอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่า Bloomberg Global High Yield Total Return Index ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ราว 4.92%(อ้างอิงจาก Morningstar ณ วันที่ 30 มีนาคม 65)
และหากเรามาดูที่ความผันผวน ที่วัดจาก Standard Deviation หรือส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
เทียบกับหุ้น และตราสารหนี้ทั่วไป
- หุ้นโลก MSCI ACWI 13.22%
- ตราสารหนี้ผลตอบแทนสูง Global High Yield Bond 7.55%
- ตราสารหนี้ทั่วไป Global Investment Grade Bond 5.32%
เราก็จะสรุปได้ว่า High Yield Bond มีความผันผวนมากกว่าตราสารหนี้ทั่วไป แต่ก็ยังน้อยเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของหุ้นโลก
หากเศรษฐกิจฟื้นตัว หรือมีการกลับมาขยายตัวอีกครั้ง บริษัทต่าง ๆ ก็มีแนวโน้มที่จะกลับมาสร้างยอดขาย และทำกำไรได้ดีขึ้น
ส่งผลให้กลุ่มบริษัทเหล่านี้ มีแนวโน้มที่จะได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ที่ดีขึ้นได้ในอนาคต
นั่นหมายความว่า หากเราวิเคราะห์ภาพรวมของเศรษฐกิจได้ถูกทาง
การลงทุนใน High Yield Bond ของธุรกิจที่มีการฟื้นตัว ก็นับเป็นอีกตัวเลือก ที่สามารถสร้างผลตอบแทนให้เราได้ดี ไม่แพ้สินทรัพย์อื่นเลย
ทีนี้มาดูกันว่า ถ้าจะลงทุนใน High Yield Bond เราควรดูอะไรบ้าง ?
หลัก ๆ ที่เราต้องเริ่มทำการบ้านก่อนเลย ก็คือ “พื้นฐานธุรกิจ”
ไม่ว่าอัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนจะดึงดูดขนาดไหน
การศึกษาเรื่องพื้นฐานธุรกิจ รู้ว่าผู้ออก High Yield Bond ทำธุรกิจอะไร ขายสินค้าให้ใคร ฐานะทางการเงินแข็งแกร่งขนาดไหน ความสามารถในการชำระหนี้เป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด
เพราะหากเราเข้าใจในเรื่องนี้ ก็จะสามารถประเมินได้ว่า ที่ธุรกิจถูกจัดอันดับไว้ต่ำกว่าระดับที่ลงทุนได้ เพราะอะไร ธุรกิจได้รับผลกระทบชั่วคราว อย่างเช่น โรคระบาด หรือไม่
หรือแท้จริงแล้ว พื้นฐานธุรกิจเปลี่ยนไป เจอความท้าทายใหม่ที่กดดันให้ไม่สามารถแข่งขันได้แบบถาวร
อีกเรื่องก็คือ “ความโปร่งใส”
เพราะเราจำเป็นต้องเข้าถึงข้อมูลให้ได้ลึกที่สุด และต้องเข้าถึงได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ซับซ้อนด้วย
เพื่อที่ว่าจะได้ติดตามสถานะของกิจการได้ง่าย
เนื่องจากบริษัทมีความเสี่ยงสูงอยู่แล้ว การที่เราเข้าถึงข้อมูลได้มากเท่าไร
ก็จะยิ่งช่วยให้เราระมัดระวัง และควบคุมความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น ได้มากเท่านั้น
ทั้งนี้ เราก็ควรดูไปถึง “ประเทศของบริษัทผู้ออกตราสารหนี้”
เนื่องจากผลกระทบจากนโยบายการเงิน และสภาพเศรษฐกิจในแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน
สิ่งเหล่านี้ ก็อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ และอัตราดอกเบี้ยได้ในอนาคต
ดังนั้น เราจึงควรเลือกตราสารหนี้ เฉพาะในประเทศที่ผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบาย มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ ก็จะช่วยให้ความเสี่ยงด้านนโยบายเศรษฐกิจที่เราควบคุมไม่ได้ ลดลง
โดยทิศทางอัตราดอกเบี้ย ก็เป็นอีกสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม
อย่างที่ได้เกริ่นไปว่าอัตราดอกเบี้ย มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกับราคาตราสารหนี้
หากอัตราเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้นรุนแรง ก็อาจทำให้ธนาคารกลาง ต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย
ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีสำหรับ High Yield Bond เพราะราคาจะปรับลดลงมากกว่าตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับ Investment Grade
ทำให้ High Yield Bond จะมีความน่าสนใจลดลง
สุดท้าย คือ “Duration” หรืออายุเฉลี่ยของตราสารหนี้
หากเราต้องการลงทุนในช่วงที่ อัตราดอกเบี้ยมีทิศทางเป็นขาขึ้น
การลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุเฉลี่ยสั้น ก็จะช่วยลดความผันผวน
ที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นระหว่างทาง ก่อนที่ตราสารหนี้จะครบกำหนดอายุได้ เช่นกัน
ฟังดูแล้ว เทคนิคข้างต้น ผู้ลงทุนทั่วไปอาจจะเข้าถึงได้ไม่ทั้งหมด ดังนั้น หากมีผู้เชี่ยวชาญที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้แทน ก็สามารถเป็นอีกทางเลือกการลงทุนได้อย่างดี นั่นคือ การลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ ที่มีการกระจายการลงทุนใน High Yield Bond ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าจะตอบโจทย์และข้อจำกัดเหล่านี้ให้กับผู้ลงทุนได้ เพราะจะมีทีมผู้จัดการกองทุน เป็นผู้เชี่ยวชาญมาช่วยคัดกรองตราสารหนี้เหล่านี้
นอกจากนี้ ยังสามารถกระจายการลงทุนใน High Yield Bond ได้อย่างหลากหลายมากยิ่งขึ้น ทั้งในแง่ของจำนวนตราสาร อุตสาหกรรม และอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งสามารถช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุนของสินทรัพย์ประเภทนี้ได้ดียิ่งขึ้นกว่าการลงทุนใน High Yield Bond ตัวใดตัวหนึ่งเพียงอย่างเดียว
โดยอาจเลือกลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ที่มีการลงทุนใน High Yield Bond และ Investment Grade Bond อย่างละครึ่ง กระจายประมาณ 8-10 บริษัท และมีอายุเฉลี่ยการลงทุนที่ประมาณ 2 ปี ซึ่งไม่ยาวนัก เพื่อช่วยลดความผันผวนของราคาตลาดและอัตราดอกเบี้ย และสร้างโอกาสรับผลตอบแทนให้มากขึ้น
ทั้งหมดนี้ ก็คือบทสรุปของ High Yield Bond หรือตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูง
ตั้งแต่ว่ามันคืออะไร ความเสี่ยงอยู่ตรงไหน และหากต้องการลงทุนตราสารหนี้ประเภทนี้ ควรให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรบ้าง
ก็ต้องบอกว่า High Yield Bond เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกการลงทุน
ที่เราสามารถนำมาเพิ่มน้ำหนัก ไว้ในพอร์ตการลงทุนของเราได้
ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปลงทุนด้วยตัวเอง หรือผ่านกองทุน ที่มีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลให้
ไม่ว่าทางใด สิ่งที่เราควรศึกษาก่อนมองตัวเลขอัตราดอกเบี้ยผลตอบแทน
ก็คือผู้ออกตราสารหนี้คือใคร และบริษัทมีความแข็งแกร่งทางการเงินขนาดไหน
หากเราศึกษาอย่างรอบคอบ หรือเลือกผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในด้านนี้โดยเฉพาะได้ดี
High Yield Bond ก็นับเป็นอีกทางเลือกการลงทุน
ที่จะช่วยให้พอร์ตการลงทุนของเรามีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้มากขึ้น
แถมยังช่วยในเรื่องของการกระจายความเสี่ยงให้เรา ได้อีกด้วย..
"การลงทุนมีความเสี่ยงผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน"
© 2022 Longtunman. All rights reserved.