รู้จัก “MSCHF” สตาร์ตอัปนักเสียดสี ที่ชอบก๊อบปี้และดัดแปลง สินค้าของแบรนด์ดัง

รู้จัก “MSCHF” สตาร์ตอัปนักเสียดสี ที่ชอบก๊อบปี้และดัดแปลง สินค้าของแบรนด์ดัง

19 พ.ค. 2022
รู้จัก “MSCHF” สตาร์ตอัปนักเสียดสี ที่ชอบก๊อบปี้และดัดแปลง สินค้าของแบรนด์ดัง | BrandCase
ในช่วงที่ผ่านมา หลายคนคงอาจจะเคยเห็นรองเท้าดีไซน์หลุดโลก ที่กำลังเป็นกระแสคล้ายรองเท้า Vans รุ่นยอดนิยมอย่าง Old Skool ที่ดีไซน์ดูบิดเบี้ยวคล้ายกำลังละลาย
จนหลายคนคิดว่าเป็นรองเท้ารุ่นใหม่ที่ Vans ผลิตมาจำหน่ายเอง
แต่รู้หรือไม่ว่า รองเท้าคู่ที่ว่านี้ ไม่ได้เป็นรองเท้ารุ่นใหม่จาก Vans แต่อย่างใด
แต่เป็นผลงานจาก MSCHF อ่านว่า “mischief”
สตาร์ตอัปจากสหรัฐอเมริกา ที่ทำเกี่ยวกับศิลปะและงานดีไซน์ ที่เน้นเรื่องหลุด ๆ พร้อมจะเสียดสีโลกใบนี้ในเชิงความแปลกใหม่
แล้วเรื่องราวของแบรนด์นี้ มีอะไรน่าสนใจ ?
เรื่องราวของ MSCHF เริ่มต้นขึ้นในปี 2016 โดยคุณ Gabriel Whaley ซึ่ง ณ ตอนนั้นเป็นพนักงานบริษัทคนหนึ่ง และเริ่มรู้สึกว่างานที่ทำอยู่มันไม่ใช่ทางของตัวเองสักเท่าไร
เขาจึงได้ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ มาค้นหาทางที่ใช่ของตัวเอง แล้วลงมือสร้าง MSCHF ขึ้นมา ด้วยแนวคิดที่ว่า ทุกอย่างในโลกนี้สามารถสนุก สร้างสรรค์ และมีคุณค่าได้
จนกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์หลุดโลกต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น
- เว็บไซต์ที่จะสามารถเข้าใช้งานได้หลังจาก 5 ทุ่มเป็นต้นไป เพื่อเสียดสีผู้คนที่มัวแต่เสพติดโซเชียลมีเดียกันแทบจะ 24 ชั่วโมง เหมือนทุกวันนี้
- แอปพลิเคชันสำหรับลงทุนในหุ้น ที่ให้สัญญาณซื้อขายตามการเคลื่อนที่ของดวงดาวจักรราศี เพื่อเสียดสีผู้คนที่มักจะสรรหาเครื่องมือและทฤษฎีมากมาย มาใช้เป็นแนวทางในการลงทุน
และจุดเริ่มต้นที่ทำให้ MSCHF โด่งดังขึ้นอย่างมาก
นั่นก็คือการซื้องานศิลปะภาพพิมพ์จุดสี ชื่อ “L-Isoleucine T-Butyl Ester” ของคุณ Damien Hirst ศิลปินชาวอังกฤษ ในราคาสูงถึง 30,485 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,058,400 บาท
ซึ่งพวกเขาไม่ได้ซื้อไปจัดแสดงหรือตกแต่งออฟฟิศแต่อย่างใด แต่ซื้อไปตัดแบ่งเป็น 88 ชิ้น แล้วนำไปจำหน่ายในราคาชิ้นละ 480 ดอลลาร์สหรัฐ
โดยให้เหตุผลว่า งานศิลปะไม่ควรถูกจำกัดไว้เฉพาะแค่คนรวยอย่างเดียว..
ซึ่งผลตอบรับก็ดีเกินคาด เพราะทั้ง 88 ชิ้นขายหมดเกลี้ยงโดยใช้เวลาไม่นาน แถมยังได้กำไรจากส่วนต่างถึง 11,755 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 408,100 บาท) อีกด้วย
ความหลุดโลกของ MSCHF ยังไม่หยุดเพียงแค่นี้
เพราะพวกเขาเริ่มมีการออกสินค้า ที่ใช้ทั้งตราสินค้า ดีไซน์ และผลิตภัณฑ์ของแบรนด์คนอื่น หรือเรียกง่าย ๆ ว่า “ก๊อบปี้” แล้วนำมาดัดแปลง เพื่อจัดจำหน่ายด้วยตัวเอง
ตัวอย่างเช่น
- การนำ Axe สเปรย์ดับกลิ่นกายธรรมดา ๆ และน้ำหอมราคาแพง อย่าง CHANEL No.5 มารวมกันเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของตัวเองคือ “Axe No.5”
- การนำรองเท้าเพื่อสุขภาพอย่าง Birkenstock กับกระเป๋าแบรนด์เนมระดับ Birkin จาก Hermès มารวมกัน ออกมาเป็น “Birkinstock”
เรื่องพวกนี้ทำให้ MSCHF เริ่มเป็นกระแสมากขึ้น และเริ่มสามารถดึงดูดศิลปินชั้นนำ ให้มาร่วมโปรเจกต์ใหม่ ๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ การร่วมมือกับคุณ Lil Nas X แรปเปอร์เจ้าของซิงเกิลฮิตอย่าง Old Town Road
ในการนำรองเท้า Nike โมเดล Air Max 97 มาดัดแปลงให้กลายเป็นรองเท้าซาตาน ที่มีส่วนผสมของเลือดมนุษย์จริง ๆ อยู่ในรองเท้า และจัดจำหน่ายเพียง 666 คู่ทั่วโลก
และล่าสุดที่กำลังเป็นประเด็น ในกรณีที่ MSCHF ได้มีการจับมือกับศิลปินฮิปฮอปชื่อดังอย่างคุณ Tyga ทำโปรเจกต์รองเท้า “Wavy Baby” รองเท้าหลุดโลก ที่มีลักษณะเหมือนรองเท้า Vans โมเดล Old Skool แต่มีรูปร่างบิดเบี้ยวคล้ายกำลังละลาย
การขายของที่ใช้ทั้งตราสินค้า ดีไซน์ และบรรจุภัณฑ์ของคนอื่นแบบโจ่งแจ้งขนาดนี้
จึงไม่แปลกที่ MSCHF จะโดนฟ้องร้องดำเนินคดีจากทั้ง Nike และ Vans ด้วยข้อหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
แต่เรื่องราวแย่ ๆ ทั้งหลาย ก็ดูเหมือนจะยิ่งทำให้ MSCHF โด่งดังยิ่งขึ้น จากยอดขายสินค้าที่ไม่ว่าแบรนด์จะเข็นผลิตภัณฑ์ที่แปลกและหลุดโลกขนาดไหนออกมาขาย
ก็สามารถขายได้หมด ภายในไม่กี่นาทีอยู่เสมอ..
โดยในปี 2020 ที่ผ่านมา MSCHF สามารถระดมทุนได้ถึง 11.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 400 ล้านบาท)
เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ธุรกิจ Custom สินค้าธรรมดา ๆ ที่มีพนักงานเพียง 10 กว่าคน และมีภาพลักษณ์สุดแปลก แต่เมื่อมีแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน และหาจุดยืนของแบรนด์ตัวเองเจอ ก็สามารถสร้างสรรค์สินค้า ที่ผู้คนพร้อมที่จะให้มูลค่ากับมันได้
ถึงแม้ว่านั่นจะเป็นการนำสินค้าของคนอื่นมาดัดแปลง หรือที่หลายคนเรียกว่าการก๊อบปี้ก็ตาม..
และที่น่าสนใจก็คือ คุณ Gabriel Whaley ได้เคยกล่าวไว้ว่า
MSCHF ไม่ใช่บริษัท แบรนด์ หรือสตาร์ตอัปใด ๆ เพราะ MSCHF เป็นสิ่งที่แม้แต่โลกใบนี้ก็นิยามไม่ได้..
© 2022 Longtunman. All rights reserved.