ทำไมดอกเบี้ยขึ้น แล้วทำให้ หุ้นเทคโนโลยี ร่วงแรงกว่า ธุรกิจอื่น

ทำไมดอกเบี้ยขึ้น แล้วทำให้ หุ้นเทคโนโลยี ร่วงแรงกว่า ธุรกิจอื่น

30 มิ.ย. 2022
ทำไมดอกเบี้ยขึ้น แล้วทำให้ หุ้นเทคโนโลยี ร่วงแรงกว่า ธุรกิจอื่น /โดย ลงทุนแมน
ช่วงนี้ ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อลดความร้อนแรงของเงินเฟ้อ
เมื่อใดก็ตามที่ดอกเบี้ยเริ่มกลับมาเป็นขาขึ้น
เงินทุนก็จะไหลออกจากตลาดหุ้น จากการถูกเทขายออกมา
เนื่องจาก “ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น” จะเป็นการทำให้บริษัทชะลอการลงทุนออกไปก่อน
แถมยังทำให้ความสามารถในการทำกำไรของทุกบริษัทที่มีหนี้สินน้อยลงตามไปด้วย
แม้ว่าจะเป็นบริษัทเหมือน ๆ กัน
แต่ในหลายครั้ง เราจะพบว่าธุรกิจกลุ่มเทคโนโลยี
มักปรับตัวลงแรงกว่าดัชนีตลาดหุ้นในอุตสาหกรรมอื่น
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดผันผวนแบบนี้ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
คำตอบแรกเลย ก็เพราะว่าหุ้นเทคโนโลยีส่วนใหญ่มีราคา “แพง” เพราะถูกคาดหวังไว้สูงว่าจะเติบโต
โดยความถูกหรือแพงของหุ้นนั้น
เรามักจะวัดจากอัตราส่วนมูลค่าบริษัทกับกำไรสุทธิ
หรืออัตราส่วนราคาหุ้นกับกำไรต่อหุ้น
ในอีกชื่อหนึ่ง เราเรียกว่า Price to Earnings Ratio หรือเรียกสั้น ๆ ว่า P/E
รู้ไหมว่าเมื่อสิ้นปีที่แล้ว อัตราส่วนมูลค่าบริษัทกับกำไรสุทธิของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้ง 3 ดัชนี มีค่าเป็นเท่าไร
- Dow Jones มีค่า P/E 19 เท่า
- S&P 500 มีค่า P/E 25 เท่า
- Nasdaq มีค่า P/E 37 เท่า
ซึ่ง Nasdaq เป็นดัชนีตัวแทนของธุรกิจเทคโนโลยีแทบจะทั่วทั้งโลก
ไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ เช่น Tesla, Meta, Apple, Nvidia, Amazon, Microsoft, Alphabet, Netflix ไปจนถึงธุรกิจเทคโนโลยีที่เพิ่งดำเนินกิจการได้ไม่นาน เช่น Zoom, Coinbase, Grab, NIO ต่างก็อยู่ในดัชนีนี้
ด้วยลักษณะร่วมของธุรกิจเทคโนโลยี ก็คือ ทำธุรกิจอยู่ในเมกะเทรนด์ มีการเติบโตสูง
ในภาวะที่เศรษฐกิจไม่มีปัญหาอะไร หุ้นกลุ่มนี้จึงสามารถดึงดูดนักลงทุนได้มากที่สุด
เงินทุนต่างก็ไหลเข้ามาในหุ้นกลุ่มนี้อย่างมหาศาล
อย่างในกรณีของ Tesla ที่เมื่อต้นปีที่แล้ว มีค่า P/E พุ่งไปสูงถึงระดับ 1,400 เท่า
อีกความหมายหนึ่งก็คือ หาก Tesla ทำกำไรได้เท่านี้ไปตลอด เราต้องถือหุ้น Tesla ไปอีก 1,400 ปีถึงจะคืนทุน
แต่ก็แน่นอนว่าผู้ที่ลงทุนใน Tesla ไม่ได้คิดแบบนี้ เพราะเชื่อว่ากำไรของบริษัทจะเติบโตแบบก้าวกระโดด และตัวเลขตรงนี้ ก็ไม่ได้สะท้อนมูลค่ากิจการอะไรเลย
แต่ในปีนี้ ด้วยความที่บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไม่เอื้ออำนวย
โดยในช่วงที่ดอกเบี้ยกำลังเพิ่มขึ้น จะกดดันให้ธุรกิจมีกำไรลดลง จากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่กู้มาเพิ่มขึ้น
ธุรกิจเทคโนโลยี จึงได้รับผลกระทบมากกว่าอุตสาหกรรมอื่น ๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าเพิ่งเริ่มต้นกิจการได้ไม่นาน บางบริษัทยังไม่มีกำไร หรือบางบริษัทก็กู้เงินมาลงทุนสูงมาก แล้วดันมาเจอกับช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นรุนแรงพอดี
นอกจากนี้ การประเมินมูลค่าหุ้นที่นักวิเคราะห์ทั่วไปนิยมกันมากคือ การประเมินมูลค่าด้วย วิธีคิดลดกระแสเงินสด เรียกว่า Discounted Cash Flow หรือเรียกสั้น ๆ ว่า DCF
โดยหนึ่งในส่วนประกอบสำคัญของ DCF คือ อัตราคิดลด ซึ่งใช้คำนวณในการนำมูลค่ากระแสเงินสดในอนาคต ย้อนกลับมาเป็นมูลค่าในปัจจุบัน
ยิ่งอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากเท่าไร
อัตราคิดลด ก็จะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

ดังนั้น เมื่ออัตราคิดลดเพิ่มสูงขึ้น มูลค่ากระแสเงินสดที่คิดย้อนกลับมาในปัจจุบันก็จะลดลง
ทำให้มูลค่าหุ้นเทคโนโลยีหลาย ๆ ตัว จึงปรับตัวลงแรงในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ผลประกอบการของหุ้นเทคโนโลยีเติบโตช้าลง
Netflix คือตัวอย่างที่ดีของเรื่องนี้ หลังจากที่บริษัทประกาศผลกำไรในไตรมาส 1/2022 ซึ่งลดลง 6%
หรือคิดเป็นกว่า 3,800 ล้านบาท หลังจากที่เริ่มมีคู่แข่งเข้ามาแย่งชิงลูกค้ามากขึ้น
ในขณะที่จำนวนสมาชิกที่สมัครใช้บริการ Netflix นั้น ลดลงกว่า 200,000 คน เมื่อเทียบกับเมื่อปลายปีที่แล้ว
จำนวนสมาชิกที่ลดลง หมายถึง ความเสี่ยงที่แนวโน้มกำไรในอนาคตจะลดลงตามไปด้วย
Zoom เจ้าของโปรแกรมที่ใช้ในการเรียน การสอน และการประชุมแบบออนไลน์
ที่โตระเบิดในช่วงวิกฤติโรคระบาด ก็มีรายได้การเติบโตที่ชะลอตัวลง เมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา
ทำให้มูลค่าบริษัทของ Zoom นั้น หายไปกว่า 770,000 ล้านบาท นับจากต้นปีที่ผ่านมา
แม้บางคนอาจจะบอกว่า ก็ยังมีอีกหลายบริษัทที่สามารถทำกำไรเติบโตได้อยู่ เช่น บริษัทอาจมีกำไรเติบโตปีละ 15-25% แต่หากเทียบกับอดีตที่กำไรของบริษัทเทคโนโลยีเติบโตถึง 30-50%
ตลาดจึงผิดหวังกับการเติบโตที่ลดลง จึงทำให้นักลงทุนขายหุ้นออกมา แม้ว่าบริษัทเทคโนโลยีนั้น จะสามารถทำกำไรได้ดีอยู่ก็ตาม
อ่านมาถึงตรงนี้ เราน่าจะพอเข้าใจว่าทำไมหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
จึงร่วงแรงกว่าหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในช่วงที่ดอกเบี้ยกำลังเป็นขาขึ้น
ซึ่งก็ต้องบอกว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้หุ้นกลุ่มนี้มีราคาสูง
นอกจากตลาดมองไปยังการเติบโตที่สูงในอนาคตแล้ว ก็ยังมีส่วนผสมของความโลภ รวมอยู่ด้วย
ดังนั้น ไม่ว่าเราจะลงทุนในสินทรัพย์อะไรก็ตาม
เราควรมีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย หรือ Margin of Safety ไว้เสมอ
ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเมกะเทรนด์ แต่เราก็ควรระวังไว้ว่า ถ้าสิ่งที่เราลงทุน มันมีความคาดหวังสูง
ในวันที่ทุกอย่างเป็นใจ
อะไรก็จะดี และสวยงามไปหมด
แต่ในวันที่ทุกอย่างไม่เป็นใจ
เราจะกลายเป็นคนที่เจ็บตัว..
╔═══════════╗
ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดผันผวนแบบนี้ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
Line - page.line.me/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
TikTok - tiktok.com/@longtunman
Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงท-นแมน/id1543162829
Soundcloud - soundcloud.com/longtunman
References
-https://companiesmarketcap.com/
-https://time.com/6175464/why-tech-stocks-are-down/
-https://en.wikipedia.org/wiki/Discounted_cash_flow
-https://www.macrotrends.net/2577/sp-500-pe-ratio-price-to-earnings-chart
-https://www.statista.com/statistics/250934/quarterly-number-of-netflix-streaming-subscribers-worldwide/
-https://www.computerworld.com/article/3651678/zoom-posts-disappointing-revenue-forecast-as-growth-continues-to-slow.html
-https://www.businessofapps.com/data/zoom-statistics/
-https://www.cnbc.com/2022/05/24/tech-stock-rout-or-temporary-blip-top-ceos-weigh-in-on-whats-next-for-markets.html
© 2022 Longtunman. All rights reserved.