ทำไมจีน ถึงเป็นเจ้าแห่งอุตสาหกรรม รถไฟฟ้า

ทำไมจีน ถึงเป็นเจ้าแห่งอุตสาหกรรม รถไฟฟ้า

ทำไมจีน ถึงเป็นเจ้าแห่งอุตสาหกรรม รถไฟฟ้า /โดย ลงทุนแมน
“3.4 ล้านคัน” คือยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า หรือรถ EV ในประเทศจีน ในปี 2021
คิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดขายรถ EV ทั่วโลก
ปัจจัยหลักคือ ผู้ผลิตรถ EV ในจีน สามารถผลิตได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าผู้ผลิตรายอื่น ๆ ทั่วโลก
นั่นก็เพราะประเทศจีน เรียกได้ว่าเป็นฐานการผลิต “แบตเตอรี่” ซึ่งเป็นหัวใจของธุรกิจ EV
แล้วจีนทำอย่างไรถึงขึ้นมาเป็นเจ้าแห่งอุตสาหกรรมนี้ได้ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
ขอเชิญเข้าร่วม Brighton College Bangkok Open House สำหรับนักเรียนอายุ 2-18 ปี วันเสาร์ที่ 26 พ.ย. ลงทะเบียน: https://forms.gle/rmV6VpEiv8diGZZs7
╚═══════════╝
สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์นั้น มีญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐอเมริกา เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ ที่ครองตลาดมายาวนานตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
ในขณะที่จีน แม้จะมี GDP เป็นอันดับ 2 ของโลก แต่ก็เป็นเพียงผู้ตามในอุตสาหกรรมรถเครื่องยนต์สันดาป
ทว่าปัจจุบัน โลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จากเชื้อเพลิงฟอสซิล ไปสู่พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมยานยนต์เองก็ต้องปรับตัว จากเครื่องยนต์สันดาป ไปสู่แบตเตอรี่ไฟฟ้าเช่นกัน
ทำให้จีนที่เคยเป็นผู้ตาม ก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาดยานยนต์ไฟฟ้า
ซึ่งสาเหตุที่ทำให้จีนสามารถครองยอดขายรถ EV กว่าครึ่งโลกได้นั้น เกิดจากการวางแผนนโยบายตั้งแต่ปี 2009 ด้วยการที่รัฐบาลจีน เข้าไปสนับสนุนเงินทุน เพื่อพัฒนา Supply Chain ของอุตสาหกรรมรถ EV
ตั้งแต่การขุดเหมืองแร่ สำหรับผลิตแบตเตอรี่
นวัตกรรมในการผลิตแบตเตอรี่
เงินอุดหนุนราคารถ EV
ไปจนถึงการสร้างสถานีชาร์จทั่วประเทศ
รวมเป็นเงินมากกว่า 534,000 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 13 ปี
แต่ส่วนสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า คือ แบตเตอรี่ ซึ่งคิดเป็นต้นทุนถึง 40% ของต้นทุนรถ EV ทั้งคัน
หมายความว่า หากใครครอบครองการผลิตแบตเตอรี่ได้ ก็สามารถครอบครอง การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้เช่นกัน
ในด้านวัตถุดิบสำหรับผลิตแบตเตอรี่นั้น จีนมีกำลังการผลิตลิเทียมกว่า 46% จากเหมืองแร่ลิเทียมทั่วโลก จากการที่บริษัท Tianqi Lithium Corporation ของจีน เข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท Talison Lithium ของออสเตรเลีย
ในขณะที่แร่อีกชนิดหนึ่งที่ใช้สำหรับผลิตแบตเตอรี่ อย่างโคบอลต์ จีนก็เป็นรายใหญ่เช่นกัน เพราะโคบอลต์กว่า 70% ของโลก มาจากเหมืองแร่ในคองโก ที่จีนเป็นผู้ถือสัมปทานส่วนใหญ่อยู่
จากการครอบครองวัตถุดิบจำนวนมาก ทำให้จีนได้เปรียบด้านวัตถุดิบสำหรับผลิตแบตเตอรี่ มากกว่าประเทศผู้ผลิตรถ EV อย่างยุโรป และสหรัฐอเมริกา
รวมถึงการเข้ามากำหนดนโยบายของรัฐบาล ในด้านการพัฒนาแบตเตอรี่ และการสนับสนุนเงินแก่บริษัทสตาร์ตอัปต่าง ๆ เพื่อพัฒนาระบบแบตเตอรี่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ทำให้ในปัจจุบัน จีนมีกำลังการผลิตแบตเตอรี่ มากถึง 558,000,000 kWh โดยที่ปกติแล้ว รถ EV 1 คัน จะใช้ขนาดแบตเตอรี่เฉลี่ยที่ 60 kWh หมายความว่า จีนมีกำลังการผลิตแบตเตอรี่ สำหรับรองรับรถ EV ได้มากถึง 9.3 ล้านคันต่อปี
ในขณะที่ประเทศที่มีกำลังการผลิตเป็นอันดับ 2 อย่างสหรัฐอเมริกา มีกำลังการผลิตแบตเตอรี่เพียงแค่ 44,000,000 kWh ซึ่งน้อยกว่าจีนถึง 10 เท่า ทำให้สหรัฐอเมริกายังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าแบตเตอรี่จากจีน

และเมื่อเรามาดูส่วนแบ่งการตลาดแบตเตอรี่ สำหรับรถ EV ในครึ่งปี 2022 ก็จะพบว่า ผู้เล่นในตลาดยานยนต์รายใหญ่ของโลกหลายราย ไม่ว่าจะเป็น
- Tesla
- BMW
- Volkswagen
- Volvo
- Toyota
- Honda
ต่างก็เป็นลูกค้าที่ซื้อแบตเตอรี่จาก CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ของจีนเช่นกัน
ทำให้ CATL กลายเป็นซัปพลายเออร์เบอร์ 1 ของโลก ที่มีส่วนแบ่งการตลาดมากถึง 34.8% ทิ้งห่าง LG Energy Solution จากเกาหลีใต้ ที่มีส่วนแบ่งการตลาดเพียง 14.4%
ในขณะที่อันดับ 3 อย่าง BYD บริษัทรถ EV ของจีน ก็มีแผนกพัฒนาแบตเตอรี่ของตัวเอง และมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 11.8%
ด้วยส่วนแบ่งการตลาดจากทั้ง CATL และ BYD รวมกันกว่า 46.6% ทำให้รถ EV ที่ผลิตอยู่ในโลกตอนนี้ ล้วนจำเป็นต้องพึ่งพาแบตเตอรี่จากประเทศจีน
แม้แต่ ​Tesla ก็ยังต้องเข้าไปลงทุนสร้างโรงงาน Gigafactory ในเซี่ยงไฮ้
ซึ่งถูกใช้เป็นศูนย์กลางการส่งออกรถ Tesla ทั้งในทวีปยุโรป และทวีปเอเชีย
จึงอาจกล่าวได้ว่า เพราะความพร้อมในอุตสาหกรรมการผลิตแบตเตอรี่นี้เอง
ทำให้ประเทศจีน ได้เข้ามากุมอำนาจในอุตสาหกรรมรถ EV ของโลกไปเรียบร้อยแล้ว..
╔═══════════╗
ขอเชิญเข้าร่วมงาน Brighton College Bangkok Open House สำหรับนักเรียนอายุ 2-18 ปี ในวันเสาร์ที่ 26 พ.ย. เวลา 08:45 น. พร้อมพาชมสิ่งอำนวยความสะดวกที่โดดเด่น พบกับคณะครูและนักเรียนคุณภาพของโรงเรียน สนใจลงทะเบียน: https://forms.gle/rmV6VpEiv8diGZZs7
© 2024 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon