
สรุป โมเดลวัดญี่ปุ่น มีรายได้และคิดภาษี ต่างจากวัดไทยอย่างไร ?
สรุป โมเดลวัดญี่ปุ่น มีรายได้และคิดภาษี ต่างจากวัดไทยอย่างไร ? /โดย ลงทุนแมน
หากพูดถึง “วัด” แน่นอนว่าคงเป็นอีกสถานที่หนึ่ง ที่คนไทยนิยมบริจาคหรือถวายเงินให้มากที่สุด
แล้วหากถามว่า “วัดไทย” เป็นพุทธพาณิชย์ไหม ? ถ้ามองแบบผิวเผินก็คงจะไม่ใช่
หากพูดถึง “วัด” แน่นอนว่าคงเป็นอีกสถานที่หนึ่ง ที่คนไทยนิยมบริจาคหรือถวายเงินให้มากที่สุด
แล้วหากถามว่า “วัดไทย” เป็นพุทธพาณิชย์ไหม ? ถ้ามองแบบผิวเผินก็คงจะไม่ใช่
เพราะรายได้ของวัด ก็มาจากจิตศรัทธาของสาธุชน ที่ตั้งใจถวายเงินหรือปัจจัยให้กับพระ โดยไม่มีเจตนาเพื่อจำหน่ายสินค้าเพื่อหารายได้แต่อย่างใด
แต่รู้หรือไม่ว่า สำหรับประเทศญี่ปุ่น สถานที่สำคัญทางศาสนา อย่างวัดและศาลเจ้านั้น คล้าย ๆ กับพุทธพาณิชย์ และสามารถประกอบธุรกิจอื่นเพื่อจุนเจือวัดได้
แล้วโมเดลธุรกิจศาสนสถานของญี่ปุ่นนั้น มีความน่าสนใจอย่างไร
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ต้องบอกว่า ไทยกับญี่ปุ่น นับถือศาสนาพุทธเป็นศาสนาหลักเหมือนกัน แต่มีนิกายหลักที่ไม่เหมือนกัน
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ต้องบอกว่า ไทยกับญี่ปุ่น นับถือศาสนาพุทธเป็นศาสนาหลักเหมือนกัน แต่มีนิกายหลักที่ไม่เหมือนกัน
โดยของญี่ปุ่น เป็นพุทธศาสนานิกายมหายาน
ส่วนของไทย เป็นพุทธศาสนานิกายเถรวาท
ส่วนของไทย เป็นพุทธศาสนานิกายเถรวาท
ทั้ง 2 นิกาย ก็มีธรรมเนียมปฏิบัติที่แตกต่างกัน อย่างของไทยที่เป็นนิกายเถรวาท ก็เป็นนิกายที่ยึดหลักพระธรรมคำสอน ของวิถีพุทธแบบดั้งเดิม
พระสงฆ์ที่บวชในนิกายนี้ จะต้องทำตามระเบียบวินัย หรือกฎของสงฆ์อย่างเคร่งครัด และเป้าหมายสูงสุดของนิกายเถรวาท คือการละซึ่งทางโลกเพื่อบรรลุสู่นิพพาน
พระสงฆ์ที่บวชในนิกายนี้ จะต้องทำตามระเบียบวินัย หรือกฎของสงฆ์อย่างเคร่งครัด และเป้าหมายสูงสุดของนิกายเถรวาท คือการละซึ่งทางโลกเพื่อบรรลุสู่นิพพาน
เมื่อเป็นแบบนี้ ทำให้พุทธศาสนานิกายเถรวาท ก็ยังมีขนบธรรมเนียมในรูปแบบดั้งเดิมที่สืบทอดกันมา อย่างการนั่งสมาธิภาวนา ไปจนถึงการทำบุญตักบาตร
พระในนิกายนี้ จะถือครองสมณเพศ โดยต้องละซึ่งอาชีพทางโลก และทำมาหากินโดยประกอบอาชีพอื่นไม่ได้
ส่วนของญี่ปุ่น จะเป็นพุทธศาสนานิกายมหายาน
ซึ่งพุทธนิกายเซน ก็เป็นส่วนหนึ่งของนิกายนี้
ซึ่งพุทธนิกายเซน ก็เป็นส่วนหนึ่งของนิกายนี้
นิกายมหายาน จะมีกฎหรือข้อปฏิบัติของพระสงฆ์ที่ยืดหยุ่นกว่า โดยพระสงฆ์ สามารถใช้ชีวิตเหมือนกับปุถุชนคนทั่วไปได้ เช่น รับประทานอาหารหลังเที่ยงได้ ประกอบอาชีพเสริม หรือมีครอบครัวได้
ขอเพียงแต่ว่าในทุก ๆ วัน พระจะต้องมาปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนักบวช ปฏิบัติตามกิจวัตรอย่างเคร่งครัด เช่น ปฏิบัติสมาธิ สวดมนต์ หรือทำพิธีกรรม เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจให้กับปุถุชนคนทั่วไป
นอกจากนี้ พระที่วัดในญี่ปุ่น จะไม่มีการออกบิณฑบาตในทุกเช้า
นั่นก็เพราะสภาพสังคมในญี่ปุ่น มองว่าการออกบิณฑบาตของพระหรือนักบวชนั้น เป็นการรบกวนผู้อื่น
นั่นก็เพราะสภาพสังคมในญี่ปุ่น มองว่าการออกบิณฑบาตของพระหรือนักบวชนั้น เป็นการรบกวนผู้อื่น
แต่อย่างไรก็ตาม ประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ก็ยังสามารถจัดอาหารมาถวายพระ หรือสามารถบริจาคเงินให้กับพระภายในวัดได้
เมื่อเป็นแบบนี้ เราก็จะเห็นได้ว่า
- วัดไทย ตั้งอยู่เพื่อค้ำจุนศาสนาพุทธนิกายเถรวาท
ที่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ และขนบธรรมเนียมอย่างเคร่งครัด จึงไม่มีความเป็นพุทธพาณิชย์
ที่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ และขนบธรรมเนียมอย่างเคร่งครัด จึงไม่มีความเป็นพุทธพาณิชย์
- วัดญี่ปุ่น ตั้งอยู่เพื่อค้ำจุนศาสนาพุทธนิกายมหายาน
ที่แม้จะมีขนบธรรมเนียมที่ปฏิบัติต่อกันมา แต่วัดก็ยังสามารถประกอบธุรกิจ หรือขายสินค้าทางศาสนาได้
ที่แม้จะมีขนบธรรมเนียมที่ปฏิบัติต่อกันมา แต่วัดก็ยังสามารถประกอบธุรกิจ หรือขายสินค้าทางศาสนาได้
ซึ่งโมเดลพุทธพาณิชย์ในแบบวัดญี่ปุ่น อธิบายง่าย ๆ ก็จะคล้ายกับรูปแบบบริษัท
คือจะมีบุคลากรภายในของวัด หรือที่เรียกว่า “โชคุอิน”
คือจะมีบุคลากรภายในของวัด หรือที่เรียกว่า “โชคุอิน”
ที่จะมีตั้งแต่ระดับผู้บริหาร อย่างเจ้าอาวาสของวัด ไปจนถึงพระสงฆ์ และเจ้าหน้าที่ภายในวัดที่ไม่ได้บวช คอยทำหน้าที่ต่าง ๆ ภายในวัด
และบุคลากรของวัด ก็เหมือนเป็นพนักงานบริษัท ที่พระสงฆ์ทุกรูป และเจ้าหน้าที่ที่เป็นฆราวาส จะได้รับเงินเดือนที่มาจากรายได้ของวัด
วัดญี่ปุ่น นอกจากจะเป็นที่พึ่งทางจิตใจ ของคนในชุมชนหรือในหมู่บ้านแล้ว
วัดยังต้องทำหน้าที่หารายได้ต่าง ๆ เพื่อมาจุนเจือตัวเอง โดยไม่มีรัฐบาลคอยสนับสนุน
วัดยังต้องทำหน้าที่หารายได้ต่าง ๆ เพื่อมาจุนเจือตัวเอง โดยไม่มีรัฐบาลคอยสนับสนุน
ซึ่งรายได้ต่าง ๆ ที่เข้ามาจุนเจือก็จะมีหลากหลายทาง ยกตัวอย่างเช่น
- การขายสินค้าเกี่ยวกับศาสนา เช่น เครื่องรางให้โชค แผ่นไม้ขอพร ให้กับนักท่องเที่ยวหรือคนในพื้นที่ ในราคาที่บอกอย่างชัดเจนและตายตัว
อย่างเครื่องรางให้โชค ก็มีราคาตั้งแต่ 500 เยน, 1,000 เยน หรือ 2,000 เยน ขึ้นอยู่กับความขลัง และความยากของโชคชะตา
- รับจ้างทำพิธีต่าง ๆ อย่างเช่น งานการกุศล หรืองานศพ
- ทำธุรกิจสุจริต อย่างเช่น ให้เช่าสถานที่เพื่อจัดพิธีแต่งงาน ธุรกิจให้เช่าเครื่องแต่งกาย ธุรกิจโรงแรม
หรือธุรกิจสอนศิลปะต่าง ๆ ตามขนบธรรมเนียมของญี่ปุ่น อย่างการชงชา จัดดอกไม้ หรือการคัดลายมือ
หรือธุรกิจสอนศิลปะต่าง ๆ ตามขนบธรรมเนียมของญี่ปุ่น อย่างการชงชา จัดดอกไม้ หรือการคัดลายมือ
และรายได้หลักอีกทางคือ เงินบริจาค ที่อาจจะมีผู้คนในชุมชน ที่มีจิตศรัทธาเข้ามาบริจาค เพื่ออนุรักษ์สถานที่อันเก่าแก่ของวัดไว้
ต้องบอกว่านอกจากวัดในญี่ปุ่นแล้ว
ศาลเจ้าต่าง ๆ ของญี่ปุ่น ที่เป็นศาสนสถานสำคัญของศาสนาชินโต ศาสนาหลักอีกศาสนาหนึ่งของญี่ปุ่น ก็หารายได้จากรูปแบบนี้เช่นเดียวกัน
ศาลเจ้าต่าง ๆ ของญี่ปุ่น ที่เป็นศาสนสถานสำคัญของศาสนาชินโต ศาสนาหลักอีกศาสนาหนึ่งของญี่ปุ่น ก็หารายได้จากรูปแบบนี้เช่นเดียวกัน
ถึงแม้ว่า วัด และศาลเจ้าญี่ปุ่น เป็นองค์กรศาสนา ที่มีการดำเนินงานคล้ายคลึงกับรูปแบบบริษัท
แต่จริง ๆ แล้ว วัด และศาลเจ้าญี่ปุ่น จะไม่แสวงหาผลกำไร โดยจะเน้นนำรายได้นั้น ไปทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม
ยกตัวอย่างเช่น การทำนุบำรุงสถานที่ต่าง ๆ ภายในศาสนสถาน อย่างเจดีย์ หอระฆัง อาคารที่พัก
หรือแม้กระทั่ง ต้นไม้ ทางเดิน หรือแหล่งน้ำภายใน ให้ดูใหม่และสะอาดน่ามอง
หรือแม้กระทั่ง ต้นไม้ ทางเดิน หรือแหล่งน้ำภายใน ให้ดูใหม่และสะอาดน่ามอง
หรือการสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนรอบ ๆ อย่างเช่น ดูแลห้องสมุดประจำชุมชน ดูแลงานศิลปะของเมือง และปรับปรุงสถานที่สำคัญของชุมชนนั้น ๆ
ทีนี้ ก็มาถึงคำถามสำคัญว่า รูปแบบการเสียภาษีของวัดในญี่ปุ่น แตกต่างจากวัดในประเทศไทยอย่างไร ?
ต้องบอกว่า บริบทของศาสนาในประเทศญี่ปุ่นคือ รัฐบาลจะไม่มีการค้ำจุนศาสนาใด เป็นศาสนาประจำชาติมาตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
เมื่อเป็นแบบนี้ ทำให้เงินเดือนของบุคลากรภายในวัด อย่างพระสงฆ์ หรือพนักงานภายในนั้น จะไม่มีสิทธิพิเศษ คือจะต้องนำรายได้ไปยื่นแบบภาษีทั้งหมด
ต่างกับของประเทศไทยที่รัฐบาลจะค้ำจุนศาสนาพุทธนิกายเถรวาท เป็นศาสนาประจำชาติ และเป็นสถาบันหลักของคนไทยอีกสถาบันหนึ่ง
เมื่อเป็นแบบนี้ จึงทำให้เงินนิตยภัต ซึ่งเป็นเงินที่จ่ายประจำทุกเดือนให้กับพระชั้นผู้ใหญ่ อย่างเช่น เจ้าอาวาส หรือเจ้าคณะนั้น ไม่ต้องนำไปยื่นภาษี
เพราะถือว่าเงินนิตยภัตนี้ มีเจตนาเพื่อศาสนาพุทธ ซึ่งเป็นศาสนาหลักประจำชาติ
และเงินนิตยภัตที่ให้กับพระ ก็เป็นเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากมหาเถรสมาคม องค์กรของรัฐ ที่ดูแลพระพุทธศาสนาในประเทศไทยนั่นเอง
นอกจากนี้ พระสงฆ์และพระลูกวัด ที่ได้รับเงินจากการบิณฑบาต และมีญาติโยมถวายเงินใส่ซองให้
เงินส่วนนี้ ก็ไม่ต้องนำมาคิดภาษีเงินได้ เพราะถือเป็นเงินที่มาจากเจตนาเพื่อศาสนา
เงินส่วนนี้ ก็ไม่ต้องนำมาคิดภาษีเงินได้ เพราะถือเป็นเงินที่มาจากเจตนาเพื่อศาสนา
ดังนั้นในส่วนของรายได้ของพระสงฆ์ไทย ที่จะต้องนำไปยื่นภาษี
ก็คือรายได้ที่มาจากส่วนอื่น ที่ไม่ได้มีเจตนาเพื่อศาสนา เช่น เงินเดือนค่านิมนต์พระไปสอนประจำโรงเรียน หรือ เป็นวิทยากรให้กับบริษัทเอกชน นั่นเอง
ก็คือรายได้ที่มาจากส่วนอื่น ที่ไม่ได้มีเจตนาเพื่อศาสนา เช่น เงินเดือนค่านิมนต์พระไปสอนประจำโรงเรียน หรือ เป็นวิทยากรให้กับบริษัทเอกชน นั่นเอง
ทีนี้เรามาดูในส่วนของภาษีนิติบุคคลของวัดและศาลเจ้าในญี่ปุ่น โดยแบ่งได้เป็น 2 ส่วน
ส่วนแรกคือ ส่วนที่เป็นรายได้ไม่แสวงหาผลกำไร นั่นคือ รายได้จากธุรกิจที่มีเจตนาเพื่อศาสนา เช่น
- การแจกจ่ายเครื่องราง ของขลัง หรือคำทำนายโชคชะตา
- การให้เช่าที่ดินเพื่อฝังศพ
- การจัดงานแต่งงานหรือพิธีศพ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมทางศาสนา
- การบริหารจัดการที่พักแบบเรียบง่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางศาสนา
- การให้เช่าที่ดินเพื่อฝังศพ
- การจัดงานแต่งงานหรือพิธีศพ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมทางศาสนา
- การบริหารจัดการที่พักแบบเรียบง่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางศาสนา
ถ้าวัดมีรายได้จากส่วนนี้ ก็ไม่ต้องนำมาเสียภาษีนิติบุคคล เพราะถือเป็นรายได้ จากกิจกรรมที่อุทิศให้กับศาสนา
และถ้าหากรายได้ของวัด หักต้นทุนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้วไหลลงเป็นกำไรบ้าง
ก็ให้ถือว่ากำไรนั้น มีเจตนาเพื่อการบริจาคให้กับวัดและศาสนา ซึ่งไม่ต้องเสียภาษีเช่นเดียวกัน
ก็ให้ถือว่ากำไรนั้น มีเจตนาเพื่อการบริจาคให้กับวัดและศาสนา ซึ่งไม่ต้องเสียภาษีเช่นเดียวกัน
ส่วนที่สองคือ ส่วนที่หวังกำไรจากธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจให้เช่าเครื่องแต่งกาย ธุรกิจโรงแรม และธุรกิจสอนศิลปะต่าง ๆ
ส่วนนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางศาสนา ดังนั้น เมื่อมีรายได้และกำไร ก็จะถูกนำมาคิดภาษีเงินได้นิติบุคคล
ซึ่งรูปแบบการจัดเก็บภาษีแบบนี้ ก็มีลักษณะที่คล้ายกับวัดไทย ที่มีรายได้เข้าวัด มาจากเงินถวายพระ เงินบริจาค ใบอนุโมทนาบุญ
รวมถึงเงินที่ได้จากกิจนิมนต์ตามวิถีสังคม อย่างงานขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงาน หรืองานศพ
รวมถึงเงินที่ได้จากกิจนิมนต์ตามวิถีสังคม อย่างงานขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงาน หรืองานศพ
เงินได้เหล่านี้ ก็ไม่ต้องนำมาเสียภาษีนิติบุคคลเช่นเดียวกัน
นอกจากโครงสร้างธุรกิจ และโครงสร้างภาษี ของพุทธพาณิชย์แบบญี่ปุ่นที่ชัดเจนแล้ว
วัดญี่ปุ่น ก็ยังมีระบบการตรวจสอบบัญชีอย่างเข้มงวดและเป็นระบบ ทั้งรายได้จากการขายสินค้า ทำธุรกิจ รวมถึงยอดเงินบริจาค
โดยวัดขนาดเล็ก จะมีผู้ตรวจสอบภายใน ที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการซึ่งเป็นคนในชุมชน
ส่วนวัดขนาดใหญ่ อย่างเช่น วัดเซ็นโซจิ หรือวัดอาซากุสะ ในกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น
จะต้องได้รับการตรวจสอบ โดยผู้สอบบัญชีจากภายนอก ที่ได้รับใบอนุญาต CPA เข้ามาตรวจสอบและลงนามด้วย
จะต้องได้รับการตรวจสอบ โดยผู้สอบบัญชีจากภายนอก ที่ได้รับใบอนุญาต CPA เข้ามาตรวจสอบและลงนามด้วย
ซึ่งต้องบอกว่า วัดขนาดใหญ่บางแห่ง ก็จะเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จากการทำธุรกิจวัด อย่างเช่น ยอดขายเครื่องราง หรือยอดเงินค่าบริจาคต่าง ๆ ให้ประชาชนได้รับรู้ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสอีกด้วย
ทั้งหมดนี้ ก็คือภาพรวมของพุทธพาณิชย์ หรือธุรกิจวัดและศาลเจ้าในญี่ปุ่น
ที่มีการขายสินค้าของศาสนา ด้วยราคาบุญที่ชัดเจน
สามารถนำพื้นที่วัดไปทำธุรกิจอื่น ๆ เพื่อหาเงินเข้าวัดได้ แต่ต้องเสียภาษีให้ถูกต้อง
ที่มีการขายสินค้าของศาสนา ด้วยราคาบุญที่ชัดเจน
สามารถนำพื้นที่วัดไปทำธุรกิจอื่น ๆ เพื่อหาเงินเข้าวัดได้ แต่ต้องเสียภาษีให้ถูกต้อง
โดยรายได้ทั้งหมดนี้ ก็นำมาจ่ายเป็นเงินเดือนให้กับเจ้าอาวาส นักบวช หรือพนักงานภายใน
แถมยังนำรายได้ไปพัฒนาชุมชน พัฒนาเมือง
และที่สำคัญ วัดและศาลเจ้าญี่ปุ่น ก็ได้รับการตรวจสอบบัญชีอย่างเข้มงวดและเป็นระบบ
แถมยังนำรายได้ไปพัฒนาชุมชน พัฒนาเมือง
และที่สำคัญ วัดและศาลเจ้าญี่ปุ่น ก็ได้รับการตรวจสอบบัญชีอย่างเข้มงวดและเป็นระบบ
ทั้งหมดนี้ ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างกรณีศึกษาของโมเดลคล้าย ๆ พุทธพาณิชย์ แบบญี่ปุ่น ที่วัดไทยน่าจะเอาไปปรับใช้ได้เช่นเดียวกัน..