
สรุป Highlights สำคัญจากงาน Thailand Focus 2025: Beyond the Challenges
สรุป Highlights สำคัญจากงาน Thailand Focus 2025: Beyond the Challenges

Thailand Focus 2025 เวทีเสวนาด้านการลงทุนประจำปีที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ร่วมกับพันธมิตร บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ Bank of America Securities และบริษัทหลักทรัพย์ ยูบีเอส (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปิดฉากขึ้นอีกครั้งในปีนี้ ภายใต้ธีม “Beyond the Challenges ก้าวข้ามทุกความท้าทาย สู่โอกาสการลงทุนใหม่” เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลผู้ลงทุนและสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ ตลาดทุน และบริษัทไทยที่สามารถก้าวข้ามความท้าทายต่าง ๆ ท่ามกลางความไม่แน่นอน

ภายในงาน มีการเสวนาในประเด็นที่น่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ตัวแทนหน่วยงาน หรือองค์กร ทั้งภาครัฐ และเอกชนมาร่วมพูดคุย แบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ในการปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น และชี้ให้เห็นโอกาสท่ามกลางความท้าทาย โดยแบ่งเป็นทั้งหมด 7 หัวข้อ
แต่ละหัวข้อ มีอะไรที่น่าสนใจ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวต้อนรับและเปิดงาน Thailand Focus 2025 พร้อมระบุว่าในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา มีสถานการณ์สำคัญ ทั้งการเปลี่ยนผ่านประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มีนโยบายสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก เหตุแผ่นดินไหวในหลายพื้นที่ มีเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนซึ่งล้วนเป็นความท้าทายที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ งานนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ทั้งภาครัฐและเอกชนจะได้มาแลกเปลี่ยนมุมมองและหาทางออกร่วมกันเพื่อก้าวข้ามความท้าทายเหล่านี้

นโยบายและกลไกตลาด: ปลุกความเชื่อมั่นการลงทุนไทย
Thailand Focus 2025 ยังได้รับเกียรติจาก ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมปาฐกถาพิเศษ “Policy & Markets: Building Confidence in Thailand’s Investment Climate” โดยย้ำว่าเศรษฐกิจไทยยังแข็งแรง และ GDP ปีนี้อาจโต 2.2% จากแรงหนุนการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ รวมถึงการท่องเที่ยวที่เริ่มมีการฟื้นตัว กลุ่มธุรกิจ ด้านสุขภาพ การแพทย์ กีฬา รวมถึงการประชุม/ งานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ เพื่อให้เกิดการสร้างงานในภูมิภาค
การลงทุนครึ่งปีแรกโดดเด่น มียอดคำขอส่งเสริมการลงทุน 1.05 ล้านล้านบาท จากกว่า 2,000 โครงการ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนใหญ่มาจากสิงคโปร์ ฮ่องกง จีน อังกฤษ และญี่ปุ่นสะท้อนความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ
นอกจากนี้รัฐบาลยังทำนโยบายปฏิรูปภาคตลาดทุนและตลาดการเงิน โดยการปฏิรูปตลาดทุนมีการพัฒนาใน 4 เสาหลัก คือ อุปสงค์ (Demand) อุปทาน (Supply) กฎเกณฑ์และการกำกับ (Rules) และเทคโนโลยี (Technology)

ด้านการสร้างอุปสงค์ รัฐบาลส่งเสริมการลงทุนระยะยาวผ่านกองทุนรวม โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อจูงใจ เช่น RMF และกองทุน Thai ESG โดยเฉพาะ ThaiESGX เป็นกองทุนลดหย่อนภาษีเพื่อความยั่งยืนรูปแบบพิเศษ ที่ช่วยดึงดูดเม็ดเงินใหม่ให้ไหลเข้าตลาดทุนไทย
ด้านอุปทาน มีการขับเคลื่อนตลาดทุนไทยผ่านโครงการ JUMP+ เพื่อส่งเสริมศักยภาพบริษัทจดทะเบียนไทย ในด้านวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อย โดยจัดตั้ง LiVE Exchangeที่เป็นช่องทางในการระดมทุนให้ SMEs และ Start Ups ส่วนด้านกฎเกณฑ์ มีการเสนอแก้ไข พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เพื่อส่งเสริมการใช้กระบวนการดิจิทัลในการออกและทำธุรกรรมหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ สำหรับด้านเทคโนโลยี ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมร่วมมือกับ NASDAQ เพื่อยกระดับระบบซื้อขายสู่มาตรฐานโลก พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการซื้อขายที่ผิดปกติ
นอกจากนี้ยังเปิดตัว Tourist Digi Pay ให้นักท่องเที่ยวแปลงสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเงินบาท, G-token โทเคนการลงทุนภายใต้กรอบกำกับดูแล สำหรับการลงทุนแบบแบ่งส่วน และเดินหน้านโยบาย Financial Hub เพื่อดึงดูดสถาบันการเงินและผู้จัดการกองทุนระดับโลกตั้งฐานภูมิภาคที่กรุงเทพฯ
หัวข้อที่ 1 - ศักยภาพการแข่งขันและทิศทางการลงทุนประเทศไทย
หัวข้อที่ 1 - ศักยภาพการแข่งขันและทิศทางการลงทุนประเทศไทย
ช่วงของเวทีเสวนา หัวข้อแรกคือ “Thailand’s Competitiveness & Investment Outlook” โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิร่วมพูดคุย ได้แก่
- นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
- ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์
- ดร.ชวพล จริยาวิโรจน์ ประธานบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด
- ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์
- ดร.ชวพล จริยาวิโรจน์ ประธานบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด
ประเทศไทยยังมีศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจสูงในระดับที่น่าพอใจ ในปี 2024มีมูลค่าการส่งเสริมการลงทุน เพิ่มขึ้น 35% โดยเฉพาะส่วนของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบกับปี 2023 นับเป็นการเติบโตที่สูงสุดในรอบ 10 ปี ซึ่งนักลงทุนหลักมาจากสิงคโปร์ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน และญี่ปุ่น
จุดแข็งของไทยที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ได้แก่
- ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์เชิงกลยุทธ์ที่มีศักยภาพสูง ได้เปรียบในแง่ฐานที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐาน แรงงานที่มีทักษะ ทั้งที่เป็นแรงงานในประเทศและแรงงานต่างประเทศที่เลือกมาพำนักในประเทศไทย
- โครงสร้างพื้นฐานที่เข้มแข็ง ไทยมีท่าเรือน้ำลึกและสนามบินนานาชาติที่ทันสมัย พร้อมโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมและศูนย์รวมข้อมูลที่ก้าวหน้า
- เครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ ประเทศไทยได้ลงนามข้อตกลงการค้าเสรี 17 ฉบับกับ 24 ประเทศ และกำลังเจรจาขยายความร่วมมือทางการค้ากับสหภาพยุโรปและแคนาดา เพื่อเปิดโอกาสการค้าและการลงทุนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
- ศักยภาพด้านซัพพลายเชน ไทยมีความโดดเด่นในอุตสาหกรรมยานยนต์และเทคโนโลยี รวมถึงกลุ่มธุรกิจพลังงานสีเขียว พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีก้าวหน้า ที่สอดรับกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจโลกในอนาคต
- มาตรการสนับสนุน รัฐบาลจัดตั้งศูนย์บริการครบวงจรที่อาคารวัน แบงค็อก และออกวีซ่า 10 ปีพร้อมใบอนุญาตทำงานให้แรงงานที่มีทักษะ
- โครงสร้างพื้นฐานที่เข้มแข็ง ไทยมีท่าเรือน้ำลึกและสนามบินนานาชาติที่ทันสมัย พร้อมโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมและศูนย์รวมข้อมูลที่ก้าวหน้า
- เครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ ประเทศไทยได้ลงนามข้อตกลงการค้าเสรี 17 ฉบับกับ 24 ประเทศ และกำลังเจรจาขยายความร่วมมือทางการค้ากับสหภาพยุโรปและแคนาดา เพื่อเปิดโอกาสการค้าและการลงทุนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
- ศักยภาพด้านซัพพลายเชน ไทยมีความโดดเด่นในอุตสาหกรรมยานยนต์และเทคโนโลยี รวมถึงกลุ่มธุรกิจพลังงานสีเขียว พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีก้าวหน้า ที่สอดรับกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจโลกในอนาคต
- มาตรการสนับสนุน รัฐบาลจัดตั้งศูนย์บริการครบวงจรที่อาคารวัน แบงค็อก และออกวีซ่า 10 ปีพร้อมใบอนุญาตทำงานให้แรงงานที่มีทักษะ
นวัตกรรมดิจิทัล ข้อมูล และการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนสีเขียว
ตอนนี้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยีในอาเซียนและเป็นฐานการพัฒนาเทคโนโลยีระดับภูมิภาคที่มีศักยภาพที่จะขยายเป็นศูนย์กลางของโลกในอนาคต และไทยต้องก้าวสู่การเป็น “แพลตฟอร์ม” ที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก การค้าระดับภูมิภาค และนวัตกรรมดิจิทัลเข้าด้วยกัน ธุรกิจในอนาคตจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และขีดความสามารถในการแข่งขันจำเป็นต้องมี “โครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีสนับสนุน” สิ่งสำคัญที่ควรจะต้องผลักดันให้เกิดขึ้น ได้แก่ Sovereign Cloud, Sovereign Data Center และ Sovereign Data Platform เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
ปัจจัยชี้ขาดสำคัญคือความสามารถในการใช้ประโยชน์ ควบคุม และบริหารจัดการ “ข้อมูลเชิงลึก” ซึ่งจะกลายเป็นขุมพลังและสินทรัพย์มหาศาลหากได้รับการประมวลผลด้วยผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ พลังงานสีเขียวและเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (EV) จะมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดภายในปีนี้
ความท้าทาย
การพัฒนาความสามารถแรงงานไทย โดยเฉพาะทักษะด้านเทคโนโลยี ซึ่งอยู่ระหว่างสร้างความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ และผลกระทบจากสงครามการค้า แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า สงครามภาษีเป็นเกมระยะยาวที่ปรับเปลี่ยนและเจรจาได้ตลอดเวลา
แนวทางแก้ไข
ออกนโยบายการดึงดูดแรงงานต่างชาติที่มีทักษะสูง เพื่อช่วยแก้ปัญหาทักษะในแรงงาน และช่วยถ่ายทอดความรู้ให้กับแรงงานไทย รวมถึง การลงทุนในภาคธุรกิจ Wellness และการแพทย์ก็ดึงดูดแรงงานต่างชาติได้อีกทางหนึ่ง

หัวข้อที่ 2 ปฏิรูปตลาดทุน: จุดเปลี่ยนสำคัญสู่ตลาดทุนยุคใหม่
เวทีเสวนาที่ 2 เป็นการพูดคุยกันในหัวข้อ “Reforming the Market: Capital Markets at an Inflection Point” โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงาน ก.ล.ต. สมาคมบริษัทจัดการลงทุน และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ร่วมเปิด Roadmap ปฏิรูปตลาดทุนเพื่อเสริมความเชื่อมั่นและดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติ
- อัสสเดช คงสิริ กรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
- ดร. พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
- ชวินดา หาญรัตนกูล นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC)
- ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
- ดร. พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
- ชวินดา หาญรัตนกูล นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC)
- ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
กลยุทธ์ตลาดหลักทรัพย์ฯ ดึงเงินทุนต่างชาติ: ตลท. เน้นสร้าง "Supply" หรือผลิตภัณฑ์ลงทุนที่น่าสนใจก่อนจึงจะมีสภาพคล่องตามมา เดินหน้าโครงการ JUMP+ นำเอาข้อมูลของบริษัทไปสู่ตลาดมากขึ้น กระตุ้นบริษัทจดทะเบียนสื่อสารกับนักลงทุนมากขึ้น พัฒนาผลิตภัณฑ์เศรษฐกิจใหม่ สนับสนุน Startups และ SME ร่วมกับ ก.ล.ต. ผลักดันเงินออมให้เป็นเงินลงทุนตามแบบญี่ปุ่น
ก.ล.ต. ปรับกฎเกณฑ์ยกระดับ: ก.ล.ต. ปรับปรุงกฎเกณฑ์ยกระดับคุณภาพบริษัทจดทะเบียนให้ทัดเทียมกัน ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มและธรรมาภิบาล เปิดเผยข้อมูลรายไตรมาสแทนปีละครั้งให้สอดคล้องมาตรฐานสากล หารือปรับกระบวนการ IPO ให้กระชับ พัฒนาระบบเตือนภัยดิจิทัล และแก้ไขกฎหมายเพิ่มอำนาจจัดการผู้กระทำผิด
ข้อเสนอนักลงทุนสถาบัน: AIMC ชี้บริษัทจดทะเบียนไทยยังเป็นรองตลาดคู่แข่งและมีปัญหาธรรมาภิบาล แต่การฟื้นกองทุนวายุภักษ์ช่วยเสริมเสถียรภาพ เสนอจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับเนื่องจากแรงงาน 22 ล้านคนมีเพียง 3 ล้านคนออมผ่านกองทุนแบบสมัครใจ แนะศึกษาระบบ NISA ของญี่ปุ่น และเรียกร้องให้ ก.ล.ต.-ตลท. บังคับใช้กฎหมายเร็วขึ้น รวมศูนย์ข้อมูลกำกับดูแลในแพลตฟอร์มเดียว
นโยบายลงทุน กบข.: กบข. ปัจจุบันแบ่งสัดส่วนออกเป็น 2 แบบ ได้แก่ ลงทุน 40% สินทรัพย์เติบโต และ 60% สินทรัพย์มั่นคง มีแผนขยาย Growth Asset เป็น 50-60% ลงทุนใน Private Equity Fund สนับสนุน SME ไทยเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่งเสริมสมาชิก 1.2 ล้านรายออมสูงสุด 27% ของรายได้ จากขั้นต่ำ 3% ที่กฎหมายกำหนด

หัวข้อที่ 3 หนี้ครัวเรือนไทย: ความเปราะบางที่ต้องจับตา
หัวข้อที่ 3 คือ “Household Debt and Financial Vulnerability” ซึ่งมีผู้ร่วมเสวนา คือ
- ดร. รุ่ง มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
- ดร.ลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร)
- ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และประธานสมาคม ธนาคารไทย
- ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
หนี้ครัวเรือนไทย: “วิกฤตใหญ่หลายมิติ”
- ธปท. ชี้ “หนี้ครัวเรือน” กำลังเป็นปัญหาใหญ่ ประชากร 38% มีหนี้ครัวเรือนเฉลี่ยคนละ 5 แสนบาท (แต่หนี้นอกระบบยังไม่รวมอยู่ในตัวเลขนี้) โดยกลุ่มอายุ 22–29 ปี (คนเพิ่งเริ่มทำงาน) และกลุ่มวัยเกษียณ มีหนี้ครัวเรือนสูงสุด โดยเฉพาะจากการบริโภค ไม่ใช่เพื่อทำธุรกิจ
- ธปท. เร่งขยายการให้ข้อมูลการบริหารหนี้ สนับสนุนความโปร่งใสของผู้ให้กู้ และผลักดันให้หนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบอย่างครบถ้วนแม้มีความท้าทายด้านกฎหมาย
- ดร.ลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร)
- ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และประธานสมาคม ธนาคารไทย
- ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
หนี้ครัวเรือนไทย: “วิกฤตใหญ่หลายมิติ”
- ธปท. ชี้ “หนี้ครัวเรือน” กำลังเป็นปัญหาใหญ่ ประชากร 38% มีหนี้ครัวเรือนเฉลี่ยคนละ 5 แสนบาท (แต่หนี้นอกระบบยังไม่รวมอยู่ในตัวเลขนี้) โดยกลุ่มอายุ 22–29 ปี (คนเพิ่งเริ่มทำงาน) และกลุ่มวัยเกษียณ มีหนี้ครัวเรือนสูงสุด โดยเฉพาะจากการบริโภค ไม่ใช่เพื่อทำธุรกิจ
- ธปท. เร่งขยายการให้ข้อมูลการบริหารหนี้ สนับสนุนความโปร่งใสของผู้ให้กู้ และผลักดันให้หนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบอย่างครบถ้วนแม้มีความท้าทายด้านกฎหมาย
ภาพรวมหนี้ครัวเรือนในระบบ
- เครดิตบูโรระบุว่าหนี้ครัวเรือนในปี 2568 อยู่ที่ 13.5 ล้านล้านบาท และยังมีแนวโน้มโตต่อเนื่อง
- สินเชื่อที่มีปัญหา ได้แก่: สินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อยานยนต์ ส่วนสินเชื่อเพื่ออาชีพหรือเกษตรไม่เติบโตเท่าที่ควร
- หนี้เสีย (NPL) คิดเป็น 10.4% ของหนี้ทั้งหมด สะท้อนว่าผู้ขอกู้จำนวนมากมีศักยภาพลดลง แต่การเข้าถึงข้อมูลเครดิตสามารถช่วยประเมินและแก้ปัญหาได้ดีขึ้น
ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง
- เศรษฐกิจนอกระบบมีสัดส่วนสูงถึง 48% ของไทย ซึ่งสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้การประเมินภาพหนี้ไม่ครบถ้วน
- รายได้ประเทศยังพึ่งพาบริษัทขนาดใหญ่เพียง 1% ของผู้ประกอบการ แต่สร้างรายได้ถึง 65% ของ GDP แสดงถึงความเหลื่อมล้ำมาก
- สินเชื่อที่มีปัญหา ได้แก่: สินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อยานยนต์ ส่วนสินเชื่อเพื่ออาชีพหรือเกษตรไม่เติบโตเท่าที่ควร
- หนี้เสีย (NPL) คิดเป็น 10.4% ของหนี้ทั้งหมด สะท้อนว่าผู้ขอกู้จำนวนมากมีศักยภาพลดลง แต่การเข้าถึงข้อมูลเครดิตสามารถช่วยประเมินและแก้ปัญหาได้ดีขึ้น
ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง
- เศรษฐกิจนอกระบบมีสัดส่วนสูงถึง 48% ของไทย ซึ่งสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้การประเมินภาพหนี้ไม่ครบถ้วน
- รายได้ประเทศยังพึ่งพาบริษัทขนาดใหญ่เพียง 1% ของผู้ประกอบการ แต่สร้างรายได้ถึง 65% ของ GDP แสดงถึงความเหลื่อมล้ำมาก
แนวทางแก้ไขหนี้อย่างยั่งยืน
ธปท. และธนาคารต่าง ๆ ร่วมกำหนดนโยบาย 5 ด้านเพื่อความยั่งยืนในการกู้ยืม ได้แก่:
- ข้อมูลครบถ้วนทั้งภาครัฐและเอกชน
- ธนาคารไฟแนนซ์ต้องตั้งราคาดอกเบี้ยโปร่งใส ยุติธรรม
- บทบาทแต่ละองค์กรไม่ควรซ้ำซ้อน
- สนับสนุนการแข่งขันเสรี และแลกเปลี่ยนฐานข้อมูลอย่างเป็นกลาง
- ให้ข้อมูลผู้กู้ชัดเจน เพื่อกู้ในระดับที่ผ่อนชำระได้จริง
- ข้อมูลครบถ้วนทั้งภาครัฐและเอกชน
- ธนาคารไฟแนนซ์ต้องตั้งราคาดอกเบี้ยโปร่งใส ยุติธรรม
- บทบาทแต่ละองค์กรไม่ควรซ้ำซ้อน
- สนับสนุนการแข่งขันเสรี และแลกเปลี่ยนฐานข้อมูลอย่างเป็นกลาง
- ให้ข้อมูลผู้กู้ชัดเจน เพื่อกู้ในระดับที่ผ่อนชำระได้จริง
ภารกิจบริษัทจัดการสินทรัพย์ (AMC)
– BAM เผยว่ากำลังบริหารหนี้รวม 2 ล้านล้านบาท โดย 40% เป็นหนี้ครัวเรือน และ 1 ล้านล้านบาทเป็นหนี้เสีย
– หากสามารถขยายประสิทธิภาพการทำงานได้ ระยะเวลาการดูแลหนี้อาจลดจาก 7–10 ปี เหลือ 4–5 ปี
– เสนอให้รัฐบาลสนับสนุน National AMC ทั้งด้านโครงสร้างและเงินลงทุน และดึงหนี้จากธนาคารอื่นมาร่วมบริหารให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
– หากสามารถขยายประสิทธิภาพการทำงานได้ ระยะเวลาการดูแลหนี้อาจลดจาก 7–10 ปี เหลือ 4–5 ปี
– เสนอให้รัฐบาลสนับสนุน National AMC ทั้งด้านโครงสร้างและเงินลงทุน และดึงหนี้จากธนาคารอื่นมาร่วมบริหารให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

หัวข้อที่ 4 ยกระดับการท่องเที่ยวไทย: มองไกลกว่าการฟื้นตัว สู่การสร้างคุณค่าที่ยั่งยืน
หัวข้อที่ 4 เป็นเวทีเสวนาเรื่อง “Beyond Recovery: Transforming Thailand’s Tourism for a Sustainable and High-Value Future” โดย
- ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
- William Ellwood Heineke, Chairman, Minor International
- Damien Pfirsch, Chief Commercial Officer, Agoda
- ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
- William Ellwood Heineke, Chairman, Minor International
- Damien Pfirsch, Chief Commercial Officer, Agoda
ความท้าทายเรื่องการท่องเที่ยวของไทย
ความขัดแย้งชายแดนและสงครามต่าง ๆ จากรัสเซีย-ยูเครน อิสราเอล-ฮามาส จนถึงกัมพูชา ส่งผลต่อการไหลของนักท่องเที่ยวและการลงทุน แต่สงครามการค้าสหรัฐ-จีนทำให้นักท่องเที่ยวยุโรปและแคนาดาหันมาเอเชียมากขึ้นจนการบินไทยได้ประโยชน์
ตลาดนักท่องเที่ยวจีนฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด แม้ชาวจีนยังเดินทางออกนอกประเทศมากแต่เลือกจุดหมายอื่นมากกว่าไทย ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันฟื้นความเชื่อมั่นโดยเฉพาะด้านความปลอดภัย
ตลาดนักท่องเที่ยวจีนฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด แม้ชาวจีนยังเดินทางออกนอกประเทศมากแต่เลือกจุดหมายอื่นมากกว่าไทย ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันฟื้นความเชื่อมั่นโดยเฉพาะด้านความปลอดภัย
โอกาสและกลยุทธ์ฟื้นฟูภาคท่องเที่ยว
การบินไทย ปรับโครงสร้างฝูงบินจาก 8 แบบเหลือ 4 แบบเพื่อบริหารต้นทุนซ่อมบำรุง ปรับสัดส่วนเที่ยวบินตรงต่อเชื่อมต่อมาเป็น 80:20 จากเดิม 94:6 รองรับการเติบโตรวดเร็วของตลาดการบินเอเชียแปซิฟิก
จากข้อมูล Agoda ไทยเป็นจุดหมายท่องเที่ยวอันดับ 2 ของโลก เติบโต 17% ต่อปี นักท่องเที่ยวหลักมาจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ กรุงเทพฯ ครองแชมป์เมืองที่มีผู้มาเยือนซ้ำ 2 ปีติดต่อกัน นักท่องเที่ยวไทยมียอดใช้จ่ายสูงเมื่อเทียบประเทศอื่น
ทางด้านไมเนอร์ชี้การท่องเที่ยวไทยเข้าสู่เทรนด์ท่องเที่ยวใหม่ ที่เน้น Sustainability และ Wellness Tourism เปิดเวลเนสคลินิกแยกจากสปาประสบความสำเร็จ ดึงดูดนักท่องเที่ยวระยะยาวและจากตะวันออกกลาง ปัจจัยด้านวัฒนธรรมก็เป็นแรงดึงดูดเพิ่มขึ้น

หัวข้อที่ 5 เทคโนโลยีและการแพทย์ขั้นสูง: S-Curve ใหม่ของอุตสาหกรรมสุขภาพไทย
วงสนทนาในหัวข้อที่ 5 คือ “Health Tech and Advanced Therapeutic Medicine: Potential New S-Curves for Thailand’s Healthcare Industry” โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมเสวนา ประกอบด้วย
- นพ.ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์ กรรมการบริหาร บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)
- นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง สถาบันเร่งสปีดนวัตกรรมองค์กร (RISE)
- ศ.นพ. สิทธิ์ สาธรสุเมธี รองคณบดีฝ่ายวิจัยเเละนวัตกรรม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
- นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง สถาบันเร่งสปีดนวัตกรรมองค์กร (RISE)
- ศ.นพ. สิทธิ์ สาธรสุเมธี รองคณบดีฝ่ายวิจัยเเละนวัตกรรม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
จุดแข็งของอุตสาหกรรมสุขภาพไทย คือ บุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญสูง และมีความเอื้ออารี การดูแลใกล้ชิด นอกจากนั้นยังมีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า และการตอบสนองเชิงนโยบายที่รวดเร็ว
เป้าหมายการพัฒนา: ศิริราชตั้งเป้าเป็นสถาบันวิจัยติดอันดับ 1 ใน 100 ของโลกใน 5-10 ปี โดยมุ่งพัฒนาเทคโนโลยี เช่น AI, Digital Health, สเต็มเซลล์, และจีโนมิกส์ ในการยกระดับการวินิจฉัยและการรักษา
นวัตกรรมทางการแพทย์ที่โดดเด่น: ศิริราชกำลังพัฒนาเทคโนโลยี เช่น การใช้ AI เพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยมากกว่า 90%, Mobile Stroke Unit (รถพยาบาลติด CT Scan) ที่ช่วยลดเวลาการรักษาโรคหลอดเลือดสมองได้ถึง 50%, และงานวิจัย CAR-T Cell สำหรับรักษามะเร็ง ซึ่งหากพัฒนาได้ในประเทศจะช่วยลดค่าใช้จ่ายอย่างมหาศาล
ปัญหาและความท้าทาย: การนำเข้าอุปกรณ์และยาเป็นปัจจัยที่ทำให้ค่ารักษาพยาบาลแพง หากสามารถผลิตในประเทศได้ จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มการเข้าถึงการรักษา และสร้าง S-Curve ใหม่สำหรับอุตสาหกรรมสุขภาพไทย นอกจากนั้น สตาร์ทอัพไทยด้านสุขภาพขาดแหล่งทุนและการสนับสนุนที่เพียงพอ
สร้าง Healthcare Sandbox เพื่อดึงดูดการลงทุน: RISE เสนอให้รัฐบาลจัดตั้ง Healthcare Sandbox เพื่อเร่งการพัฒนายา ลดระยะเวลาการพัฒนาจาก 5 ปีเหลือ 1 ปี โดยช่วยดึงดูดการลงทุน สนับสนุนสตาร์ทอัพ และย่นระยะเวลาในส่วนของการอนุมัติจากหน่วยงานรัฐ เช่น FDA และ อย.
ความร่วมมือแบบ “ทีมไทยแลนด์” : ทุกฝ่ายเน้นว่า การเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมสุขภาพไทยต้องอาศัยความร่วมมือ ไม่แข่งขัน แต่ร่วมมือกันเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญสู่การสร้าง "สังคมสุขภาพดี" ทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และระดับโลก

หัวข้อที่ 6 ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา : โอกาส ความเสี่ยง และความท้าทายในการกำกับ
หัวข้อสุดท้ายสำหรับเวทีเสวนาคือ “Virtual Banks in Thailand: Opportunities, Risks, and Governance Challenges โดย
- มาณพ เสงี่ยมบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน)
- อิทธินันท์ วัฒน์สุขสันติ ผู้อำนวยการฝ่ายสินเชื่อ บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด และหัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจสินเชื่อเพื่อธุรกิจ บริษัท แอสเซนด์ นาโน จำกัด
- อิทธินันท์ วัฒน์สุขสันติ ผู้อำนวยการฝ่ายสินเชื่อ บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด และหัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจสินเชื่อเพื่อธุรกิจ บริษัท แอสเซนด์ นาโน จำกัด
SCBX มองธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) เป็นธุรกิจการเงินแห่งอนาคต เป้าหมายให้บริการกลุ่มประชาชนรายได้ต่ำที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน (underbanked/underserved) แม้ไทยจะมีการเข้าถึง Mobile Banking สูงแต่ยังมีประชากรจำนวนมากที่ไม่ได้รับบริการทางการเงินอย่างเพียงพอ และ SCBX จับมือกับ KakaoBank และ WeBank ซึ่งเป็นธนาคารดิจิทัลที่ทำกำไรได้มากที่สุดในเอเชีย เพื่อถอดบทเรียนมาประยุกต์ใช้
Virtual Bank มีข้อได้เปรียบด้านต้นทุน Cost-to-Income Ratio ต่ำกว่าธนาคารดั้งเดิมมาก SCBX ปัจจุบันอยู่ที่ 38-39% ขณะที่ KakaoBank และ WeBank ต่ำกว่า 30% ทำให้คาดหวังผลตอบแทนสูงกว่าธนาคารดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับธนาคารส่วนใหญ่ที่มี ROA น้อยกว่า 1% และ ROE ต่ำกว่า 10%
การมาของ Virtual Bank จะไม่ทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น แต่จะช่วยดึงคนนอกระบบเข้าสู่ระบบมากขึ้น Ascend Money พบ 50% ของผู้ยื่นกู้ไม่เคยกู้ในระบบเพราะถูกปฏิเสธจากธนาคาร จึงไปพึ่งพิงเงินกู้นอกระบบที่ดอกเบี้ยสูง
ประโยชน์ใน 3 ด้านหลักของธนาคารไร้สาขา ได้แก่
1. การเสนอสินเชื่อที่ครอบคลุมและยืดหยุ่นมากขึ้น โดยใช้ข้อมูลทางเลือก (alternative data) สำหรับกลุ่ม Gig Worker และผู้ค้าขนาดเล็ก
2. การให้บริการแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบและเน้น Mobile-First ที่เข้าถึงง่าย เชื่อถือได้ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่เคยเข้าถึงธนาคาร
3. การขยายบริการนอกเหนือจากสินเชื่อ เช่น การออม การลงทุน และผลิตภัณฑ์คุ้มครอง ที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคลตามข้อมูลลูกค้า
1. การเสนอสินเชื่อที่ครอบคลุมและยืดหยุ่นมากขึ้น โดยใช้ข้อมูลทางเลือก (alternative data) สำหรับกลุ่ม Gig Worker และผู้ค้าขนาดเล็ก
2. การให้บริการแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบและเน้น Mobile-First ที่เข้าถึงง่าย เชื่อถือได้ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่เคยเข้าถึงธนาคาร
3. การขยายบริการนอกเหนือจากสินเชื่อ เช่น การออม การลงทุน และผลิตภัณฑ์คุ้มครอง ที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคลตามข้อมูลลูกค้า
กลยุทธ์การปล่อยสินเชื่อ จะพัฒนาระบบใหม่ ใช้ข้อมูลจากเครือข่ายธุรกิจและ Big Data ให้บริการลูกค้าที่ไม่มีประวัติทางการเงินหรือสลิปเงินเดือน โดยปล่อยเงินกู้อย่างรับผิดชอบจำนวนไม่มากนักและช่วยบริหารหนี้ ทำให้สามารถติดตามและเก็บข้อมูลได้
การแข่งขันและความร่วมมือ จะไม่ใช่การแข่งขันแบบ Zero-Sum Game แต่สามารถร่วมมือกับธนาคารดั้งเดิมได้ อาจมีการแข่งขันในด้านเงินฝากแต่จะสร้างตลาดใหม่มากกว่า

สรุป
ท่ามกลางความท้าทายและผันผวนของสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าระดับภูมิภาคหรือระดับโลก ประเทศไทยยังคงมีศักยภาพและโอกาสในการแข่งขันสูง แต่สิ่งที่หลายฝ่าย โดยเฉพาะภาคเอกชนเห็นพ้องกันคือ ความมีเสถียรภาพของรัฐบาลและการเมืองภายในประเทศเป็นเรื่องที่จำเป็น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและเพิ่มโอกาสการลงทุนจากต่างประเทศให้มากขึ้น นอกจากนั้น ความร่วมมือกันจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเดียวกัน ไม่เน้นการแข่งขัน จะทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามความท้าทายและก้าวไปสู่โอกาสการลงทุนใหม่ได้อย่างแข็งแกร่ง
สำหรับใครที่สนใจประเด็นไหนเป็นพิเศษ หรือต้องการรับชมย้อนหลัง ไปติดตามได้ที่ website >>https://www.set.or.th/th/thailandfocus/2025/summary และ Facebook & Youtube: SET Thailand