
รู้จัก ChiNext 50 ดัชนีหุ้นเทคและนวัตกรรมของจีน ตัวแทน New Economy ที่กำลังเติบโต ซึ่งนักลงทุนไทยหลายคนอาจยังไม่คุ้นเคย
รู้จัก ChiNext 50 ดัชนีหุ้นเทคและนวัตกรรมของจีน ตัวแทน New Economy ที่กำลังเติบโต ซึ่งนักลงทุนไทยหลายคนอาจยังไม่คุ้นเคย / ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง x InnovestX
ถ้าถามว่า ประเทศไหนในโลก
- มีจำนวนประชากรมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก
- มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ราว 6-7% ต่อปี
- เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโลก
- มีจำนวนประชากรมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก
- มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ราว 6-7% ต่อปี
- เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโลก
ชื่อที่หลายคนน่าจะนึกถึง คงหนีไม่พ้น “ประเทศจีน”
จีนถือเป็นหนึ่งในมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก ที่สามารถรักษาการเติบโตของ GDP ได้ต่อเนื่องยาวนาน
ปัจจุบันมีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน และกลายเป็นประเทศที่มีอิทธิพลในหลากหลายอุตสาหกรรม
ตั้งแต่เทคโนโลยี พลังงาน ไปจนถึงยานยนต์
ปัจจุบันมีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน และกลายเป็นประเทศที่มีอิทธิพลในหลากหลายอุตสาหกรรม
ตั้งแต่เทคโนโลยี พลังงาน ไปจนถึงยานยนต์
แล้ววันนี้ ตัวอย่างอุตสาหกรรมที่จีนเป็น “มหาอำนาจ” มีอะไรบ้าง ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
1. การผลิต-โรงงาน (Manufacturing)
จีนครองตำแหน่ง “โรงงานของโลก” (World’s Factory) และเป็นกำลังหลักในห่วงโซ่อุปทานโลกตั้งแต่อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ เหล็ก เคมีภัณฑ์ ไปจนถึงพลังงานหมุนเวียน
สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน (NBS) พบว่า ในปี 2024 จีนมีมูลค่าเพิ่มภาคอุตสาหกรรม (Industrial Value-Added Output) รวมกว่า 40.5 ล้านล้านหยวน หรือราว 185 ล้านล้านบาท เติบโต 5.8% จากปีก่อน
หนึ่งในตัวอย่างความแข็งแกร่งด้านการผลิตคือ Contemporary Amperex Technology Co., Limited หรือ CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนรายใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีลูกค้าระดับโลกอย่าง Tesla, BMW, Volkswagen, Volvo, Toyota และ Honda
ปัจจุบัน CATL มีมูลค่าบริษัทกว่า 7,700,000 ล้านบาท
โดยในปี 2024 บริษัทมีรายได้รวมกว่า 1,650,000 ล้านบาท และมีกำไร 231,000 ล้านบาท
โดยในปี 2024 บริษัทมีรายได้รวมกว่า 1,650,000 ล้านบาท และมีกำไร 231,000 ล้านบาท
ไม่แปลกที่ CATL จะกลายเป็นหนึ่งในหุ้นขวัญใจของนักลงทุนไทย
เพราะสามารถลงทุนได้ง่ายผ่าน Streaming ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ผ่าน DR อย่าง CATL23 ได้ทันที
เพราะสามารถลงทุนได้ง่ายผ่าน Streaming ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ผ่าน DR อย่าง CATL23 ได้ทันที
2. ยานยนต์ และยานยนต์ไฟฟ้า (Automobiles & Electric Vehicles)
จีนก้าวขึ้นมาเป็น “มหาอำนาจ” อย่างเต็มตัวในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV)
ปี 2024 จีนผลิตรถยนต์รวมกว่า 31.3 ล้านคัน เพิ่มขึ้นราว 3.7% จากปีก่อนหน้า
โดยสัดส่วนกว่า 40% เป็นรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ซึ่งรวมทั้งรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV), รถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถพลังงานไฮโดรเจน (FCEV)
ทำให้จีนยังคงครองตำแหน่งผู้ผลิตและผู้ส่งออกรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลกอย่างต่อเนื่อง
โดยสัดส่วนกว่า 40% เป็นรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ซึ่งรวมทั้งรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV), รถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถพลังงานไฮโดรเจน (FCEV)
ทำให้จีนยังคงครองตำแหน่งผู้ผลิตและผู้ส่งออกรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลกอย่างต่อเนื่อง
เบื้องหลังความสำเร็จนี้ มาจากการลงทุนระยะยาวของภาครัฐและเอกชน ทั้งในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีชาร์จและระบบ Smart Grid รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า และนโยบายภาษีที่ส่งเสริมการใช้รถยนต์พลังงานสะอาด
นอกจากค่ายรถยนต์ชั้นนำของจีนอย่าง BYD, GWM, NIO, Li Auto, Xiaomi และ XPeng
อุตสาหกรรมนี้ยังเปิดโอกาสให้ลงทุนใน “ห่วงโซ่เทคโนโลยี” ที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย
อุตสาหกรรมนี้ยังเปิดโอกาสให้ลงทุนใน “ห่วงโซ่เทคโนโลยี” ที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย
หนึ่งในบริษัทที่โดดเด่นในห่วงโซ่นี้คือ Qingdao TGOOD Electric Co., Ltd. ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของจีน ที่ให้บริการทั้งการผลิตและบริหารระบบชาร์จครบวงจร
จุดเด่นของ TGOOD คือ การพัฒนา Integrated Smart Charging Network
ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลการชาร์จ พลังงานไฟฟ้า และระบบบริหารจัดการพลังงานเข้าด้วยกันแบบเรียลไทม์
ทำให้บริษัทกลายเป็นหนึ่งใน “หัวใจของระบบนิเวศ EV” ที่รัฐบาลจีนกำลังผลักดันให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลการชาร์จ พลังงานไฟฟ้า และระบบบริหารจัดการพลังงานเข้าด้วยกันแบบเรียลไทม์
ทำให้บริษัทกลายเป็นหนึ่งใน “หัวใจของระบบนิเวศ EV” ที่รัฐบาลจีนกำลังผลักดันให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
3. เทคโนโลยี (Technology)
อุตสาหกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง ถือเป็น “เครื่องยนต์ใหม่” ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนในยุคหลังอุตสาหกรรมการผลิต
จีนลงทุนอย่างต่อเนื่องในด้านเซมิคอนดักเตอร์ ออปติคัลชิป ระบบสื่อสารความเร็วสูง และซอฟต์แวร์อัจฉริยะ
โดยรัฐบาลได้ประกาศให้ “เทคโนโลยีดิจิทัล” เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ชาติ ผ่านโครงการ Made in China 2025 และนโยบาย Digital China Strategy ที่มุ่งเสริมศักยภาพด้านเทคโนโลยีภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาจากต่างชาติ
ผลลัพธ์คือ วันนี้จีนมีบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Tencent, Alibaba, Huawei และ Baidu
ซึ่งต่างมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ตั้งแต่ระบบคลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ ไปจนถึงเทคโนโลยีการสื่อสารความเร็วสูง
ซึ่งต่างมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ตั้งแต่ระบบคลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ ไปจนถึงเทคโนโลยีการสื่อสารความเร็วสูง
ท่ามกลางยักษ์ใหญ่เหล่านี้ ยังมี “คลื่นลูกใหม่” ของบริษัทเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
พร้อมสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจีนในเวทีโลก
พร้อมสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจีนในเวทีโลก
โดยตัวอย่างบริษัทที่น่าจับตามองในอุตสาหกรรมนี้คือ
- Zhongji Innolight Co., Ltd.
ผู้ผลิตโมดูลออปติก (Optical Module) สำหรับศูนย์ข้อมูลและระบบสื่อสารความเร็วสูง ครอบคลุมตั้งแต่ 100G ถึง 800G
ผู้ผลิตโมดูลออปติก (Optical Module) สำหรับศูนย์ข้อมูลและระบบสื่อสารความเร็วสูง ครอบคลุมตั้งแต่ 100G ถึง 800G
โดยมีลูกค้าหลักอย่าง Google, Huawei, Amazon และ ZTE ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทในศูนย์ข้อมูล (Data Center) และเครือข่ายสื่อสารยุค 5G
จุดเด่นของ Innolight คือความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี Silicon Photonics
ซึ่งช่วยให้การส่งผ่านข้อมูลด้วยแสงมีประสิทธิภาพสูงกว่าการส่งผ่านด้วยอิเล็กทรอนิกส์แบบดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
ซึ่งช่วยให้การส่งผ่านข้อมูลด้วยแสงมีประสิทธิภาพสูงกว่าการส่งผ่านด้วยอิเล็กทรอนิกส์แบบดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
ทำให้บริษัทก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งใน “ผู้เล่นหลักของตลาด Optical Module” และเป็นไม่กี่บริษัทจีนที่สามารถแข่งขันในตลาดเทคโนโลยีความเร็วสูงระดับโลกได้อย่างแท้จริง
- Lens Technology
หนึ่งในผู้ผลิตวัสดุและชิ้นส่วนกระจกขั้นสูง สำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดของจีน
ครอบคลุมตั้งแต่ กระจกหน้าจอ กระจกฝาหลัง เลนส์กล้อง ไปจนถึงวัสดุป้องกันรอยขีดข่วน ซึ่งถูกใช้ในสมาร์ตโฟนและอุปกรณ์สวมใส่แทบทุกค่าย
ครอบคลุมตั้งแต่ กระจกหน้าจอ กระจกฝาหลัง เลนส์กล้อง ไปจนถึงวัสดุป้องกันรอยขีดข่วน ซึ่งถูกใช้ในสมาร์ตโฟนและอุปกรณ์สวมใส่แทบทุกค่าย
ที่น่าสนใจคือ Lens เป็นผู้ส่งมอบชิ้นส่วนให้กับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Apple, Samsung, Huawei, Xiaomi, Oppo และ Vivo
จุดแข็งของบริษัทคือความเชี่ยวชาญด้านกระบวนการขึ้นรูปและเคลือบกระจกความแม่นยำสูง
รวมถึงการพัฒนา “วัสดุรุ่นใหม่” เช่น กระจกคริสตัล เซรามิก และ Sapphire
ที่ตอบโจทย์อุปกรณ์ระดับพรีเมียมและยุค Wearables ที่ต้องการวัสดุทนทาน เบา และคุณภาพสูงขึ้น
รวมถึงการพัฒนา “วัสดุรุ่นใหม่” เช่น กระจกคริสตัล เซรามิก และ Sapphire
ที่ตอบโจทย์อุปกรณ์ระดับพรีเมียมและยุค Wearables ที่ต้องการวัสดุทนทาน เบา และคุณภาพสูงขึ้น
นั่นทำให้ Lens Technology ขึ้นมาเป็น “ผู้ผลิตวัสดุขั้นสูงรายสำคัญของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก”
และอุตสาหกรรมสุดท้ายที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ “Healthcare” อุตสาหกรรมที่กำลังเปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่เพราะโลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ
ทำให้ความต้องการด้านการแพทย์ การวินิจฉัยที่แม่นยำ และการค้นพบยาใหม่เพิ่มสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ทำให้ความต้องการด้านการแพทย์ การวินิจฉัยที่แม่นยำ และการค้นพบยาใหม่เพิ่มสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ในอดีต ผู้นำของอุตสาหกรรมนี้คือ สหรัฐฯ และยุโรป ทั้งด้านเทคโนโลยีการวิจัย การคิดค้นยา และระบบ R&D ที่มีความก้าวหน้าและมาตรฐานสูง
อย่างไรก็ตาม วันนี้ “อีกหนึ่งผู้เล่นที่กำลังเติบโตอย่างโดดเด่น” และวางตัวเป็นผู้นำด้าน Life Science ของเอเชีย ก็คือ ประเทศจีน
ซึ่งกำลังเร่งลงทุนด้านชีววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการแพทย์อย่างต่อเนื่อง
ซึ่งกำลังเร่งลงทุนด้านชีววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการแพทย์อย่างต่อเนื่อง
หนึ่งในบริษัทที่สะท้อนการเติบโตนี้ได้ชัดเจน คือ Pharmaron Beijing Co., Ltd
บริษัท CRO และ CDMO ชั้นนำของจีน ที่เติบโตเร็วที่สุดรายหนึ่งในระบบนิเวศชีวเวชศาสตร์ของประเทศ
บริษัท CRO และ CDMO ชั้นนำของจีน ที่เติบโตเร็วที่สุดรายหนึ่งในระบบนิเวศชีวเวชศาสตร์ของประเทศ
จุดเด่นของ Pharmaron คือ ความสามารถในการให้บริการแบบครบวงจร
ตั้งแต่การค้นพบโมเลกุลยา การทดสอบก่อนคลินิก การพัฒนาเชิงคลินิก ไปจนถึงการผลิตเชิงพาณิชย์
ตั้งแต่การค้นพบโมเลกุลยา การทดสอบก่อนคลินิก การพัฒนาเชิงคลินิก ไปจนถึงการผลิตเชิงพาณิชย์
ซึ่งหมายความว่า บริษัทยาและไบโอเทคสามารถใช้บริการของ Pharmaron เพื่อ “พัฒนาและผลิตยาได้ครบจบในที่เดียว”
สิ่งนี้ช่วยลดทั้งต้นทุน ระยะเวลา และความเสี่ยงของการพัฒนายา ซึ่งโดยปกติเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาหลายปีและงบประมาณจำนวนมาก
ทั้งหมดนี้ คงเห็นแล้วว่า จีนเป็น “มหาอำนาจ” ในหลายอุตสาหกรรมของโลก
แต่ถ้าสังเกตดี ๆ นอกจาก CATL แล้ว ตัวอย่างบริษัทอื่น ๆ ที่ยกตัวอย่างไป อาจไม่คุ้นหูนักลงทุนมากนัก
แต่ถ้าสังเกตดี ๆ นอกจาก CATL แล้ว ตัวอย่างบริษัทอื่น ๆ ที่ยกตัวอย่างไป อาจไม่คุ้นหูนักลงทุนมากนัก
เพราะบริษัทเหล่านี้ไม่ได้จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักอย่าง CSI 300 หรือในตลาดหุ้นฮ่องกงที่หลายคนรู้จัก
แต่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ Shenzhen Stock Exchange บนกระดานที่ชื่อว่า ChiNext
แต่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ Shenzhen Stock Exchange บนกระดานที่ชื่อว่า ChiNext
ChiNext กระดานนี้ถูกตั้งขึ้นเพื่อรองรับบริษัทเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีศักยภาพเติบโตสูง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเสาหลักของเศรษฐกิจจีนยุคใหม่
แล้วอะไรคือ จุดเด่น ของบริษัทในกระดาน ChiNext ?
ถ้าพูดถึงเมือง Shenzhen หลายคนคงนึกถึงคำว่า Silicon Valley แห่งจีน เพราะเป็นบ้านของยักษ์ใหญ่อย่าง Huawei, BYD และ Tencent ที่ผลักดันให้เมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมของประเทศ
ในบริบทเดียวกัน ChiNext ก็ถือเป็น “ตลาดทุนแห่งนวัตกรรม” ของจีน...
ที่เปิดพื้นที่ให้ธุรกิจเทคโนโลยีรุ่นใหม่และอุตสาหกรรมอนาคต ไม่ว่าจะเป็น พลังงานใหม่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หุ่นยนต์อัตโนมัติ เทคโนโลยีชีวภาพ ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์
ที่เปิดพื้นที่ให้ธุรกิจเทคโนโลยีรุ่นใหม่และอุตสาหกรรมอนาคต ไม่ว่าจะเป็น พลังงานใหม่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หุ่นยนต์อัตโนมัติ เทคโนโลยีชีวภาพ ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์
หรือถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ คือ
- ถ้าอยากลงทุนใน “กระดูกสันหลังของเศรษฐกิจจีน” ซึ่งรวมบริษัทขนาดใหญ่ในกลุ่มการเงิน พลังงาน และอุตสาหกรรมพื้นฐาน ควรเลือก CSI 300
- ถ้าอยากจับเทรนด์ “บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีจีน” อย่าง Alibaba, Tencent หรือ Meituan ควรเลือก Hang Seng Index
- ถ้าอยากลงทุนใน “บริษัทเทคโนโลยีรุ่นใหม่และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
ควรเลือก ChiNext
ควรเลือก ChiNext
และนี่เป็นครั้งแรกที่ ETF ดัชนี ChiNext 50 ซึ่งรวมบริษัทนวัตกรรมชั้นนำของจีน ถูกนำมาเปิดให้ผู้ลงทุนไทยซื้อขายได้โดยตรงในตลาดหุ้นไทย จนหลายคนเรียกกันว่า “NASDAQ ของจีน”
จุดเด่นคือ ซื้อขายเป็นเงินบาท เหมือนหุ้นไทยทั่วไป ช่วยลดทั้งความยุ่งยากเรื่องค่าเงิน การเปิดบัญชีต่างประเทศ รวมถึงข้อจำกัดด้านโควต้า A-Share ที่ปกติจำกัดนักลงทุนต่างชาติ
ที่สำคัญ นักลงทุนไทยยังเข้าถึงหุ้นจีนได้ไม่ง่ายนัก เพราะหลายแพลตฟอร์มยังไม่รองรับ Fractional Shares เหมือนหุ้นสหรัฐฯ
นั่นหมายความว่า การเริ่มต้นลงทุนในหุ้นจีนด้วยเงินเพียงหลักร้อยหรือหลักพันบาท ยังแทบเป็นไปไม่ได้ในตอนนี้ และหลายแพลตฟอร์มก็ยังไม่เปิดให้ซื้อขายหุ้นจีนโดยตรง
ดังนั้น ทางเลือกยอดนิยมของนักลงทุนที่อยากมีส่วนร่วมในตลาดจีน จึงเป็นการลงทุนผ่าน กองทุนรวม, ETF หรือ DR (Depositary Receipt) ซึ่งช่วยเข้าถึงหุ้นจีนได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องเปิดบัญชีเทรดต่างประเทศเอง
หนึ่งใน DR ที่น่าจับตามองในตอนนี้คือ CHNXT5023
ผลิตภัณฑ์ในซีรีส์ DR23 จาก บล. InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในเครือ SCBX ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักลงทุนยุคใหม่ ให้เข้าถึงหุ้นเด่นจีน-ฮ่องกงระดับโลกได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น
ผลิตภัณฑ์ในซีรีส์ DR23 จาก บล. InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในเครือ SCBX ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักลงทุนยุคใหม่ ให้เข้าถึงหุ้นเด่นจีน-ฮ่องกงระดับโลกได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น
แล้วอะไรคือจุดเด่นของ CHNXT5023 ?
CHNXT5023 คือ ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depositary Receipt : DR) ที่อ้างอิงกับ Invesco Great Wall ChiNext 50 ETF (159682.SZ)
ซึ่งเป็นกองทุน ETF ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น บริหารโดย Invesco บริษัทจัดการกองทุนชั้นนำระดับโลก ที่มีมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหารกว่า 2.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ซึ่งเป็นกองทุน ETF ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น บริหารโดย Invesco บริษัทจัดการกองทุนชั้นนำระดับโลก ที่มีมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหารกว่า 2.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญของ InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX มองว่า CHNXT5023 มีจุดเด่นหลักอยู่ 6 ข้อ ได้แก่
1. เข้าถึงแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของจีน
เศรษฐกิจจีนกำลังเปลี่ยนผ่านจาก Old Economy สู่ New Economy โดยดัชนี ChiNext 50 รวบรวม 50 บริษัทชั้นนำที่ลงทุนด้าน R&D สูง และเติบโตโดดเด่นในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
2. นักลงทุนไทยสามารถเข้าถึงธีมนี้ได้ง่าย ๆ ผ่าน DR ตัวเดียวอย่าง CHNXT5023 ซื้อขายด้วยเงินบาทบน Streaming ของตลาดหลักทรัพย์ไทย
3. กระจายการลงทุนในหลากหลายอุตสาหกรรม
ดัชนีนี้ครอบคลุมธุรกิจในกลุ่ม New Economy หลายประเภท แตกต่างจากดัชนีเทคโนโลยีจีนอื่น เช่น STAR 50 ที่กระจุกตัวในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ช่วยกระจายความเสี่ยง และเติบโตไปพร้อมกับนโยบายสนับสนุนของรัฐบาลในภาค EV, Automation, Healthcare
หลายอุตสาหกรรมในดัชนีนี้ จีนไม่ได้แค่เติบโตตามเทรนด์โลก แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในด้าน EV แบตเตอรี่ AI Robotics และไบโอเทค ซึ่งบางด้านเริ่มแซงหน้าสหรัฐฯ อย่างชัดเจน
ที่น่าสนใจคือ ราว 90% ของบริษัทในดัชนีอยู่ในอุตสาหกรรมที่รัฐบาลจีนให้การสนับสนุน ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 15
ซึ่งในอดีต กลุ่มอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับทิศทางนโยบายรัฐ มักสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าดัชนีทั่วไปในระยะยาว
ซึ่งในอดีต กลุ่มอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับทิศทางนโยบายรัฐ มักสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าดัชนีทั่วไปในระยะยาว
4. อ้างอิงตลาดหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำของจีน
ChiNext เป็นตลาดหลักสำหรับบริษัทเทคโนโลยีและนวัตกรรมของจีน ก่อตั้งตั้งแต่ปี 2009 โดย ChiNext 50 มีการจัดตั้งขึ้นในปี 2014 จะประกอบไปด้วยบริษัทชั้นนำที่มีชื่อเสียง บริษัทขนาดใหญ่ และสภาพคล่องดี
5. ผลตอบแทนเหนือกว่าตลาดหลักในอดีต
ดัชนี ChiNext 50 เคยสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าดัชนีหลักอย่าง CSI 300 โดยมีค่า Upside Capture Ratio สูงกว่า สะท้อนศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่มากกว่าในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้น และโอกาสเติบโตที่โดดเด่นในระยะยาว
6. มูลค่ายังน่าสนใจ (Valuation)
ปัจจุบันดัชนีซื้อขายที่ราว 26 เท่า Forward P/E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ประมาณ 30 เท่า
ขณะที่กำไรในช่วงปี 2025-2026 คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยราว 30% ต่อปี ช่วยจำกัด Downside Risk และเปิด Upside Potential ในอนาคต
ขณะที่กำไรในช่วงปี 2025-2026 คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยราว 30% ต่อปี ช่วยจำกัด Downside Risk และเปิด Upside Potential ในอนาคต
โดยผลตอบแทนของ ChiNext 50 ETF (ข้อมูล ณ วันที่ 21 พฤศจิกายน 2025) คือ
- ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี (YTD) 44.10%
- ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 36.76%
- ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี (YTD) 44.10%
- ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 36.76%
จะเห็นได้ว่า ดัชนี ChiNext 50 มีมูลค่าที่อยู่ในระดับน่าสนใจ
และยังสะท้อนศักยภาพเติบโตของกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมจีน ที่น่าจะเริ่มกลับมาได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนอีกครั้ง
และยังสะท้อนศักยภาพเติบโตของกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมจีน ที่น่าจะเริ่มกลับมาได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนอีกครั้ง
คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า จีน คือหนึ่งในมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก
และโอกาสจากการลงทุนในหุ้นจีน ที่มุ่งเน้นนวัตกรรมใหม่ ๆ โดยเฉพาะบริษัทที่ยังมีมูลค่าตลาดไม่สูงมากนัก อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหาโอกาสเติบโตในระยะยาว
และโอกาสจากการลงทุนในหุ้นจีน ที่มุ่งเน้นนวัตกรรมใหม่ ๆ โดยเฉพาะบริษัทที่ยังมีมูลค่าตลาดไม่สูงมากนัก อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหาโอกาสเติบโตในระยะยาว
ปิดท้ายด้วยข้อมูลน่าสนใจ...
- DR CHNXT5023 คือหนึ่งในซีรีส์ DR23 ออกแบบให้นักลงทุนยุคใหม่เข้าถึงหุ้นเด่นจีน-ฮ่องกงได้ง่าย สะดวกยิ่งขึ้น
- ChiNext 50 รวมบริษัทนวัตกรรมชั้นนำจีน ผู้ลงทุนไทยซื้อขายได้โดยตรงในตลาดหุ้นไทย จนถูกขนานนามว่า “NASDAQ” ของจีน
- ซีรีส์ DR23 จาก InnovestX ในกลุ่ม SCBX ยังครอบคลุมหุ้นชั้นนำของจีนหลายตัว เช่น BABA23 (อ้างอิง Alibaba Group), SMIC23 (อ้างอิง Semiconductor Manufacturing International Corporation) และ HKEX23 (อ้างอิงดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง)
- ChiNext 50 รวมบริษัทนวัตกรรมชั้นนำจีน ผู้ลงทุนไทยซื้อขายได้โดยตรงในตลาดหุ้นไทย จนถูกขนานนามว่า “NASDAQ” ของจีน
- ซีรีส์ DR23 จาก InnovestX ในกลุ่ม SCBX ยังครอบคลุมหุ้นชั้นนำของจีนหลายตัว เช่น BABA23 (อ้างอิง Alibaba Group), SMIC23 (อ้างอิง Semiconductor Manufacturing International Corporation) และ HKEX23 (อ้างอิงดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง)
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ CHNXT5023 สามารถดูรายละเอียดได้ที่
https://dr23.innovestx.co.th/
https://dr23.innovestx.co.th/
#InnovestX
#DR23
#CHNXT5023
#ChiNext50
#Invesco
#DR23
#CHNXT5023
#ChiNext50
#Invesco
หมายเหตุ :
- ข้อมูลและผลประกอบการของบริษัท ณ วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568
- FX Rate : 1 หยวน = 4.55 บาท, 1 ดอลลาร์สหรัฐ = 32.47 บาท, 1 ดอลลาร์ฮ่องกง = 4.15 บาท
- ข้อมูลและผลประกอบการของบริษัท ณ วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568
- FX Rate : 1 หยวน = 4.55 บาท, 1 ดอลลาร์สหรัฐ = 32.47 บาท, 1 ดอลลาร์ฮ่องกง = 4.15 บาท
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน DR มีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ต่างประเทศอ้างอิง ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงจากผู้ออก และความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง
References :
-https://www.invesco.com/nl/en/financial-products/etfs/invesco-chinext-50-ucits-etf-acc.html#Holdings
-https://finance.yahoo.com/news/catl-reports-higher-revenue-profits-095003262.html
-https://shieldworksmfg.com/china-manufacturing-performance-2024-key-developments/
-https://www.statista.com/chart/20858/top-10-countries-by-share-of-global-manufacturing-output/
-https://carnewschina.com/2025/01/14/china-produced-and-sold-31-282-million-and-31-436-million-vehicles-in-2024/
-https://www.innolight.com/
-https://www.scb.co.th/th/about-us/news/aug-2568/invx-new-dr23-series
-https://www.scmp.com/
-https://en.hnlens.com/
-https://www.mckinsey.com/industries/life-sciences/our-insights/china-biopharma-globalizing-at-scale
-https://www.pharmaron.com/
-https://finance.yahoo.com/
-https://www.scb.co.th/th/about-us/news/aug-2568/invx-new-dr23-series
-https://www.invesco.com/nl/en/financial-products/etfs/invesco-chinext-50-ucits-etf-acc.html#Holdings
-https://finance.yahoo.com/news/catl-reports-higher-revenue-profits-095003262.html
-https://shieldworksmfg.com/china-manufacturing-performance-2024-key-developments/
-https://www.statista.com/chart/20858/top-10-countries-by-share-of-global-manufacturing-output/
-https://carnewschina.com/2025/01/14/china-produced-and-sold-31-282-million-and-31-436-million-vehicles-in-2024/
-https://www.innolight.com/
-https://www.scb.co.th/th/about-us/news/aug-2568/invx-new-dr23-series
-https://www.scmp.com/
-https://en.hnlens.com/
-https://www.mckinsey.com/industries/life-sciences/our-insights/china-biopharma-globalizing-at-scale
-https://www.pharmaron.com/
-https://finance.yahoo.com/
-https://www.scb.co.th/th/about-us/news/aug-2568/invx-new-dr23-series