
เด็กคืออนาคตของชาติ แต่ข้อมูลบอกว่า อนาคตของชาติ "กำลังเล็กลงเรื่อย ๆ"
รู้หรือไม่ว่า.. ครั้งสุดท้ายที่ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่ “ต่ำกว่า 4 แสนคน” คือเมื่อไร ?
คำตอบคือ เราต้องย้อนกลับไปเกือบ 100 ปีที่แล้ว หรือในช่วงปี พ.ศ. 2469
คำตอบคือ เราต้องย้อนกลับไปเกือบ 100 ปีที่แล้ว หรือในช่วงปี พ.ศ. 2469
ภายใต้ตัวเลขที่ดู “เท่ากัน” นี้ มีความจริงที่น่ากลัวซ่อนอยู่
เมื่อ 100 ปีก่อน ประเทศไทยมีประชากรทั้งหมดเพียง 11 ล้านคน
แต่ในปี 2026 นี้ เรามีประชากรถึง 66 ล้านคน
แต่ในปี 2026 นี้ เรามีประชากรถึง 66 ล้านคน
หมายความว่าอย่างไร ?
มันหมายความว่า ในขณะที่จำนวนประชากรเราขยายใหญ่ขึ้นถึง 6 เท่าตัว
แต่เรากลับมีความสามารถในการสร้าง “ทรัพยากรมนุษย์รุ่นใหม่” ได้เท่าเดิม.. หรือน้อยลงกว่าเดิมเสียอีก
แต่เรากลับมีความสามารถในการสร้าง “ทรัพยากรมนุษย์รุ่นใหม่” ได้เท่าเดิม.. หรือน้อยลงกว่าเดิมเสียอีก
ทำไม อะไรทำให้ “เด็กไทย” กลายเป็นของหายาก ?
หากเราย้อนดูสถิติในยุค “Baby Boomer” ของไทย เริ่มตั้งแต่ช่วงปี 2500 ในตอนนั้นเราเคยมีเด็กเกิดใหม่ทะลุปีละ 1,000,000 คน ต่อเนื่องกันกว่า 20 ปี
ซึ่งคนกลุ่มนี้เองที่เป็น แรงขับเคลื่อนหลัก ให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา
ตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน..
ปี 2568 ตัวเลขดิ่งลงสู่ 4.1 แสนคน
และในปี 2569 นี้ เรากำลังเผชิญกับตัวเลขที่อาจแตะระดับ 3 แสนปลาย ๆ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ หรือต่ำสุดในรอบ 100 ปี..
และในปี 2569 นี้ เรากำลังเผชิญกับตัวเลขที่อาจแตะระดับ 3 แสนปลาย ๆ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ หรือต่ำสุดในรอบ 100 ปี..
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของครอบครัวที่ไม่อยากมีลูก
แต่มันคือ “สึนามิทางเศรษฐกิจ” ที่กำลังก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ
แต่มันคือ “สึนามิทางเศรษฐกิจ” ที่กำลังก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ
ทำไมเรื่องนี้ถึงน่ากลัวกว่าที่เราคิด ?
1. ประเทศไทยกำลังมีตลาดในประเทศที่เล็กลง
ธุรกิจที่เคยหากินกับคนจำนวนมาก จะเข้าสู่สภาวะ Overcapacity หรือกำลังการผลิตเกินความต้องการ หลายแห่งต้องปิดตัวลงเพราะไม่มีลูกค้าใหม่
ธุรกิจที่เคยหากินกับคนจำนวนมาก จะเข้าสู่สภาวะ Overcapacity หรือกำลังการผลิตเกินความต้องการ หลายแห่งต้องปิดตัวลงเพราะไม่มีลูกค้าใหม่
2. ภาวะขาดแคลนแรงงานขั้นรุนแรง
เมื่อเด็กในวันนี้คือแรงงานในอีก 20 ปีข้างหน้า การที่เด็กหายไปครึ่งหนึ่งจากยุคก่อน หมายความว่าในอนาคต ธุรกิจไทยจะหาแรงงานยากขึ้น และไม่จูงใจในการลงทุน
เมื่อเด็กในวันนี้คือแรงงานในอีก 20 ปีข้างหน้า การที่เด็กหายไปครึ่งหนึ่งจากยุคก่อน หมายความว่าในอนาคต ธุรกิจไทยจะหาแรงงานยากขึ้น และไม่จูงใจในการลงทุน
3. วิกฤติฐานภาษีและสวัสดิการ
ในวันที่คนไทยกลายเป็น "ผู้สูงอายุ" ทั้งประเทศ ใครจะเป็นคนจ่ายภาษีเพื่อมาดูแลสวัสดิการรัฐ ?
ในวันที่คนไทยกลายเป็น "ผู้สูงอายุ" ทั้งประเทศ ใครจะเป็นคนจ่ายภาษีเพื่อมาดูแลสวัสดิการรัฐ ?
ในอดีต คนวัยทำงาน 6 คน ดูแลผู้สูงอายุ 1 คน
ในอนาคต คนวัยทำงาน 1 คน อาจต้องดูแลผู้สูงอายุถึง 2 คน
ในอนาคต คนวัยทำงาน 1 คน อาจต้องดูแลผู้สูงอายุถึง 2 คน
หากเรายังเลือกที่จะ "ปิดตาข้างเดียว" และมองว่าเรื่องเด็กเกิดน้อยเป็นแค่เรื่องส่วนบุคคล ไม่ใช่เรื่องของโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจ..
ในอนาคต เราอาจจะได้เห็นภาพของประเทศที่เต็มไปด้วยบ้านพักคนชรา
แล้วอะไรเป็นสาเหตุสำคัญของเรื่องทั้งหมดนี้ ?
ในความคิดของลงทุนแมน ความจริงง่าย ๆ นั่นคือ
"อะไรที่แพง ย่อมมีน้อยเสมอ"
"อะไรที่แพง ย่อมมีน้อยเสมอ"
การมีลูกในวันนี้ คนที่จะมีลูกได้ เขาคิดว่าแพงกว่าการมีลูกเมื่อ 100 ปีที่แล้ว มาก
คนไทยรุ่นใหม่เลือกที่จะไม่มีเด็ก เพราะเด็กคือค่าใช้จ่ายระดับแพง
มีคนพูดแบบติดตลกว่า ในสังคมเมือง ถ้าจะให้วัดความมั่งคั่งใครรวยกว่ากัน ไม่ใช่ใครมีรถ Supercar มากกว่ากัน
แต่ให้วัดว่าใครมีความสามารถมีลูก ที่มากกว่ากัน
แต่ให้วัดว่าใครมีความสามารถมีลูก ที่มากกว่ากัน
เพราะกว่าเด็กหนึ่งจะเติบโต 1 คน หลายครอบครัวใช้งบประมาณในการเลี้ยงดู ที่มากกว่าค่ารถ Supercar เสียอีก
การซื้อ Supercar หนึ่งคัน คุณอาจจ่ายเงินก้อน 20-40 ล้านบาท แล้วจบที่ค่าบำรุงรักษาปีละไม่กี่แสนถึงล้านบาท
แต่การเลี้ยง “เด็กคุณภาพ” หนึ่งคนในยุคนี้ น่ากลัวกว่านั้น
แต่การเลี้ยง “เด็กคุณภาพ” หนึ่งคนในยุคนี้ น่ากลัวกว่านั้น
-ค่าเทอมโรงเรียนนานาชาติ เฉลี่ยปีละ 500,000 - 1,000,000 บาท
-ระยะเวลาการศึกษา ตั้งแต่เตรียมอนุบาลจนจบปริญญาโท ประมาณ 20 ปี
-เบ็ดเสร็จเฉพาะค่าเรียน อาจสูงถึง 15 - 20 ล้านบาทต่อคน
-ระยะเวลาการศึกษา ตั้งแต่เตรียมอนุบาลจนจบปริญญาโท ประมาณ 20 ปี
-เบ็ดเสร็จเฉพาะค่าเรียน อาจสูงถึง 15 - 20 ล้านบาทต่อคน
นี่ยังไม่รวมค่ากินอยู่ ท่องเที่ยวต่างประเทศ กิจกรรมเสริมทักษะ และ "ค่าเสียโอกาส" ของพ่อแม่ที่ต้องสละเวลาการทำงานมาดูแล
หากครอบครัวไหนมีลูก 3 คน นั่นหมายความว่าเขาต้องมี "งบประมาณสำรอง" สำหรับความรับผิดชอบนี้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท
และความจริงที่โหดร้ายต่อไปก็คือ
ในปี 2026 เด็กไม่ใช่ “แรงงาน” เหมือนในอดีต แต่คือ “การบริโภคระดับสูง”
ในปี 2026 เด็กไม่ใช่ “แรงงาน” เหมือนในอดีต แต่คือ “การบริโภคระดับสูง”
ในสมัย 100 ปีก่อน การมีลูกเยอะคือการมี “สินทรัพย์” เพราะเด็กคือแรงงาน
แต่ในยุคนี้ ลูกถูกเปลี่ยนสถานะมาเป็น “High-End Consumption” หรือการบริโภคที่ใช้ต้นทุนสูงที่สุดในชีวิตมนุษย์
คนรุ่นใหม่ไม่ได้เลือกที่จะไม่มีลูกเพราะเกลียดเด็ก
แต่พวกเขาเลือกเพราะ คำนวณตัวเลขแล้วพบว่าแพงไม่คุ้มค่ากับการมี
แต่พวกเขาเลือกเพราะ คำนวณตัวเลขแล้วพบว่าแพงไม่คุ้มค่ากับการมี
การมีลูกในยุคนี้
เสมือนเป็นการประกาศว่า
“ฉันมีเงินสดเหลือเฟือพอที่จะสนับสนุนอีกหนึ่งชีวิตให้มีคุณภาพระดับสูงสุดได้”
เสมือนเป็นการประกาศว่า
“ฉันมีเงินสดเหลือเฟือพอที่จะสนับสนุนอีกหนึ่งชีวิตให้มีคุณภาพระดับสูงสุดได้”
เราจึงเริ่มเห็นเทรนด์ที่น่าสนใจ ของสังคมเมืองคือ..
-คนชนชั้นกลาง เริ่มมองว่าการมีลูก 1 คน คือภาระที่ตึงตัว
-คนรวยระดับ Top Tier กลายเป็นกลุ่มเดียวที่ยังกล้ามีลูก 3-4 คน
-คนชนชั้นกลาง เริ่มมองว่าการมีลูก 1 คน คือภาระที่ตึงตัว
-คนรวยระดับ Top Tier กลายเป็นกลุ่มเดียวที่ยังกล้ามีลูก 3-4 คน
ส่วนคนที่ยังไม่พร้อม เลือกที่จะไม่มีลูกเพื่อรักษาคุณภาพชีวิตตัวเอง..
เรื่องนี้ผิดที่ใคร ?
ผิดที่สังคมไทย มีค่านิยมที่เชื่อว่าต้องให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูก ก่อให้เกิดค่านิยมส่งโรงเรียนอินเตอร์ ราคาแพงมากมาย ที่ต่างประเทศอาจไม่มีอย่างนี้
ผิดที่สังคมไทย มีค่านิยมที่เชื่อว่าต้องให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูก ก่อให้เกิดค่านิยมส่งโรงเรียนอินเตอร์ ราคาแพงมากมาย ที่ต่างประเทศอาจไม่มีอย่างนี้
หรือผิดที่คนไทยส่วนใหญ่รายได้ไม่สูง ไม่สูงพอที่จะมีลูก ลูกเป็นของแพงในการครอบครอง
หรือผิดที่ภาครัฐไม่สนับสนุนการมีบุตร และการศึกษาราคาถูกที่มีคุณภาพมากพอให้กับคนไทย
สิ่งที่รัฐอาจทำได้มีหลายมาตรการ เช่น
เพิ่มค่าลดหย่อนภาษีบุตร ให้เหมาะสมกับความแพง จากเดิมหลักหมื่น เพิ่มให้เป็นหลักแสน หรือหลักล้านต่อปี เพื่อจูงใจให้คนมีบุตร
เพิ่มค่าลดหย่อนภาษีบุตร ให้เหมาะสมกับความแพง จากเดิมหลักหมื่น เพิ่มให้เป็นหลักแสน หรือหลักล้านต่อปี เพื่อจูงใจให้คนมีบุตร
ให้เงินอุดหนุนเด็ก ถ้าเด็กเกิด เด็กได้เงินตั้งแต่วันแรก จนถึงโต
สนับสนุนสินเชื่อ ดอกเบี้ย 0% สำหรับการซื้ออสังหาริมทรัพย์สำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก
และอื่น ๆ อีกมากมายที่รัฐจะทำให้การมีลูก ดูไม่เป็นของแพง
ในวันที่เด็กไทยเกิดน้อยที่สุดในรอบศตวรรษ จนกลายเป็น “ของหายาก”
การเดินจูงเด็กในวันนี้ ไม่ต่างอะไรกับการขับรถ Supercar
คนรวยไม่พอจะไม่พร้อมมีลูก
ถ้าประเทศไทยจะเดินต่อไปทางนี้
ลงทุนแมนคิดว่า ประเทศไทยน่าจะมีปัญหา
หรือ บางคนอาจบอกว่ามันอาจจะไม่เป็นปัญหา
เพราะเป็นระบบคัดสรรทางธรรมชาติ
ลงทุนแมนคิดว่า ประเทศไทยน่าจะมีปัญหา
หรือ บางคนอาจบอกว่ามันอาจจะไม่เป็นปัญหา
เพราะเป็นระบบคัดสรรทางธรรมชาติ
คนของประเทศไหนที่ไม่เก่ง ก็ควรมีจำนวนน้อยลง
และทั้งหมดนี้คือเรื่องราว “วิกฤติจำนวนเด็กไทย ในวันเด็ก 2026” ถ้าเด็กคืออนาคตของชาติ แต่ข้อมูลบอกว่า อนาคตของชาติไทย "กำลังเล็กลงเรื่อย"..