
สรุปมหากาพย์ การเอาตัวรอดของอิหร่าน ที่ถูกคว่ำบาตร มานาน 40 ปี
สรุปมหากาพย์ การเอาตัวรอดของอิหร่าน ที่ถูกคว่ำบาตร มานาน 40 ปี /โดย ลงทุนแมน
หากพูดถึงประเทศที่มีข่าวเรื่องความขัดแย้ง และถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก เชื่อว่าชื่อแรกที่หลายคนนึกถึง คงหนีไม่พ้น “อิหร่าน”
หากพูดถึงประเทศที่มีข่าวเรื่องความขัดแย้ง และถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก เชื่อว่าชื่อแรกที่หลายคนนึกถึง คงหนีไม่พ้น “อิหร่าน”
โดยเรามักจะได้ยินข่าวว่าอิหร่าน ถูกสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร แบนห้ามค้าขายมานานหลายสิบปี
ไม่ว่าจะเป็นการขายน้ำมัน ซึ่งเป็นทรัพยากรหลักของอิหร่านเอง หรือแม้แต่การซื้อเครื่องบินจาก Airbus หรือ Boeing มาใช้ในอิหร่าน
เรียกได้ว่าอิหร่านนั้น แทบจะถูกตัดออกจากระบบการเงินและระบบเศรษฐกิจโลก เลยทีเดียว
จนเกิดคำถามว่า.. ในเมื่ออิหร่านโดนปิดล้อมทุกทิศทาง ไม่มีใครคบค้าสมาคมด้วย แถมยังถูกตัดท่อน้ำเลี้ยงรายได้หลักอย่างน้ำมัน
แล้วอิหร่าน เอาเงินจากไหนมาบริหารประเทศ ?
และประคองเศรษฐกิจมูลค่า 15 ล้านล้านบาท ให้อยู่มาจนถึงทุกวันนี้ได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
และประคองเศรษฐกิจมูลค่า 15 ล้านล้านบาท ให้อยู่มาจนถึงทุกวันนี้ได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ย้อนกลับไปก่อนที่โลกจะแบนอิหร่าน..
รู้หรือไม่ว่า อิหร่านไม่ได้เป็นศัตรูกับสหรัฐฯ มาตั้งแต่ต้น
ในทางตรงกันข้าม ช่วงก่อนปี 1979 ในสมัยราชวงศ์ปาห์ลาวี อิหร่านคือ “มหามิตรเบอร์ 1” ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ในยุคนั้น แนบแน่นถึงขนาดที่ สหรัฐฯ ยอมขายเครื่องบินรบ F-14 Tomcat อันทรงพลังในยุคนั้น ให้อิหร่านประเทศเดียว
ขณะที่อิหร่านเอง ก็เป็นแหล่งพลังงานหลักที่ป้อนน้ำมันเข้าสู่โลกตะวันตก
เรียกได้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองชาติในตอนนั้น ดูชื่นมื่น จนแทบไม่มีใครคิดว่า ทั้งสองชาติจะกลายมาเป็นศัตรูกันได้ในวันนี้..
โดยจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในปี 1979 เมื่ออิหร่านเกิดการ “ปฏิวัติอิสลาม” โค่นล้มระบอบกษัตริย์ และเปลี่ยนประเทศเป็นสาธารณรัฐอิสลาม ตามมาด้วยเหตุการณ์บุกยึดและจับตัวประกันในสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตหะราน
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ เปลี่ยนทั้งคู่จากเพื่อนรัก กลายมาเป็นศัตรู จนวันนี้..
สหรัฐฯ และชาติพันธมิตร ใช้มาตรการคว่ำบาตรขั้นรุนแรง รวมถึงเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อบีบให้เศรษฐกิจอิหร่านพังทลาย
ทว่ามาถึงตอนนี้ แม้จะถูกคว่ำบาตรมานานกว่า 40 ปีแล้ว แต่อิหร่านก็ยังคงอยู่..
แล้วอิหร่านเอาตัวรอดได้อย่างไร ?
เริ่มจาก.. หาช่องโหว่ เพื่อหลบเลี่ยงการคว่ำบาตร
ในเมื่อถูกสั่งห้ามซื้อขายสินค้าโดยตรง อิหร่านจึงหาวิธีการเพื่อหลบเลี่ยงการถูกตรวจพบ ซึ่งตัวอย่างที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือ กองเรือเงา (Shadow Fleet) ที่ใช้ขนส่งน้ำมัน
โดยปกติแล้ว การขนส่งสินค้าทางเรือนั้น จะต้องผ่านขั้นตอนตรวจสอบที่เข้มงวด และในระหว่างการขนส่ง เรือทุกลำจะต้องเปิดระบบติดตาม เพื่อยืนยันตำแหน่ง
เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่ขนส่งนั้น ไม่ผิดกฎหมาย และถูกส่งไปยังผู้รับที่ถูกต้องจริง ๆ
แต่กองเรือเงา อาจใช้วิธีต่าง ๆ เช่น เปลี่ยนธงบนเรือบ่อยครั้ง ใช้บริษัทจากชาติอื่น ๆ มาบังหน้า ปิดระบบติดตามเรือ ถ่ายโอนสินค้ากลางทะเล ไปจนถึงการตบตาด้วยการทาสีเรือใหม่
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อตบตาไม่ให้เรือขนส่งนั้น ถูกตรวจพบได้
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อตบตาไม่ให้เรือขนส่งนั้น ถูกตรวจพบได้
รวมถึงการขายน้ำมันให้จีน ด้วยการรับเป็นเงินหยวน
ซึ่งวิธีนี้ แม้จะทำให้อิหร่านถูกกดราคาน้ำมันจากลูกค้าที่ซื้อ แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้อิหร่าน ยังมีเงินสดจากภายนอก ไปหมุนเวียนในประเทศได้บ้าง
วิธีต่อมาก็คือ.. การพึ่งตัวเอง
ในเมื่อไม่สามารถนำเข้าสินค้าเทคโนโลยีจากโลกตะวันตกได้ อิหร่านจึงถูกสถานการณ์บีบให้ต้องคิดเอง สร้างเอง และใช้เอง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ Iran Khodro ซึ่งเป็นบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของอิหร่าน ที่ได้เป็นผู้ผลิตรถบัสยี่ห้อ Mercedes-Benz
โดยภายหลังการคว่ำบาตร ทำให้ความร่วมมือที่เคยมีกับค่ายรถยนต์ต่างชาติ เริ่มลดน้อยลง
Iran Khodro จึงต้องหันมายืนด้วยลำแข้งตัวเอง..
Iran Khodro จึงต้องหันมายืนด้วยลำแข้งตัวเอง..
จากเดิม ที่เคยใช้วิธีนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบรถยนต์ บริษัทก็เปลี่ยนไปตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อออกแบบและพัฒนารถยนต์ ด้วยฝีมือของวิศวกรชาวอิหร่านเอง
จนในที่สุด ก็สามารถให้กำเนิดรถยนต์แห่งชาติคันแรกที่ชื่อว่า Samand ได้สำเร็จในปี 2000
ซึ่งแม้เทคโนโลยีหรือสมรรถนะ อาจจะยังเทียบชั้นกับรถยุโรปหรือญี่ปุ่นไม่ได้
แต่มันก็เป็นสัญลักษณ์ที่พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า อิหร่านสามารถสร้างห่วงโซ่อุปทานขึ้นมาใหม่ เพื่อพยุงตัวเองได้ แม้ในวันที่โลกหันหลังให้..
ถึงแม้จะสามารถเอาตัวรอด และยังคงอยู่ได้มายาวนานกว่า 40 ปี แต่ก็บอกได้ว่าอิหร่านเองก็เจ็บมาไม่น้อย
เพราะการถูกตัดขาดจากโลก ทำให้ค่าเงินเรียลของอิหร่านอ่อนค่าลง จนแทบไร้มูลค่า และเศรษฐกิจก็พัง จนเกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง ที่กัดกินเงินในกระเป๋าของประชาชนทุกวัน
ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่นำมาสู่การประท้วงอย่างรุนแรงในอิหร่าน ที่เกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้..
ที่น่าติดตามหลังจากนี้ก็คือ อิหร่านจะยังสามารถเอาตัวรอดได้อยู่หรือไม่ ในขณะที่ต้องเผชิญกับ “ศึกสองด้าน” ที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน
ด้านหนึ่งคือ ปัญหาภายใน ที่ความอดทนของประชาชนเริ่มมาถึงขีดจำกัด จากพิษเศรษฐกิจที่กัดกินปากท้อง จนลุกลาม กลายเป็นความไม่สงบทางการเมือง
ในขณะที่อีกด้านคือ ปัญหาภายนอก ที่กำลังร้อนระอุถึงขีดสุด ทั้งความขัดแย้งกับคู่ปรับตัวฉกาจอย่าง “อิสราเอล” ที่พร้อมจะปะทุเป็นสงครามได้ทุกเมื่อ
รวมถึงแรงกดดันจากมหาอำนาจอย่าง “สหรัฐอเมริกา” ที่จ้องจะเล่นงานจุดอ่อนทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงนี้ ซ้ำเติมเข้าไปอีก..
References
-https://nationalinterest.org/blog/reboot/yes-1973-america-sold-powerful-f-14-tomcat-iran-168482
-https://en.wikipedia.org/wiki/Iranian_shadow_fleet
-เอกสาร THE CURRENT SITUATION AND DEVELOPMENT OF IRAN AUTOMOTIVE INDUSTRY
-https://nationalinterest.org/blog/reboot/yes-1973-america-sold-powerful-f-14-tomcat-iran-168482
-https://en.wikipedia.org/wiki/Iranian_shadow_fleet
-เอกสาร THE CURRENT SITUATION AND DEVELOPMENT OF IRAN AUTOMOTIVE INDUSTRY