
ไอร์แลนด์ จากคนป่วยของยุโรป สู่การเป็น “ซิลิคอนแวลลีย์แห่งยุโรป”
ไอร์แลนด์ จากคนป่วยของยุโรป สู่การเป็น “ซิลิคอนแวลลีย์แห่งยุโรป” /โดย ลงทุนแมน
ย้อนกลับไปต้นยุค ค.ศ. 1950 ไอร์แลนด์ยังเป็นประเทศชนบท เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยคน ลา และเกวียน
ความพยายามสร้างอุตสาหกรรมไม่ประสบผล ทำให้ประเทศตกขบวนและยากจนที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป
แต่เพียงชั่วอายุคน ไอร์แลนด์กลับพลิกบทบาท กลายเป็นศูนย์กลางของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Apple, Google, Microsoft, Meta และ Amazon ที่เลือกมาตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรปที่นี่
จนปัจจุบันไอร์แลนด์ กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดของสหภาพยุโรป
ไอร์แลนด์ฟื้นขึ้นจากความล้มเหลว และยกระดับประเทศให้เป็น “ซิลิคอนแวลลีย์แห่งยุโรป” ได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
โมเดลการพัฒนาประเทศแบบคลาสสิก มักดำเนินไปเป็นลำดับขั้น เริ่มจากเกษตรกรรม พัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมการผลิต และขยับสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยภาคบริการ
ประเทศเศรษฐกิจร่ำรวยในปัจจุบันหลายแห่ง ก็ล้วนผ่านสูตรการพัฒนาดังกล่าว ซึ่งไอร์แลนด์ก็พยายามไต่บันไดการพัฒนาตามสูตรสำเร็จไม่ต่างกัน
ปลายศตวรรษที่ 19 ในช่วงที่สหราชอาณาจักรและประเทศยุโรปหลายแห่ง เข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม ไอร์แลนด์ก็มีความพยายามพัฒนาอุตสาหกรรมของตนเองเช่นกัน
แต่ด้วยข้อจำกัดของทรัพยากรที่สำคัญอย่าง ถ่านหินและเหล็ก ที่เป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมหนักในสมัยนั้น ซึ่งไอร์แลนด์มีไม่มากพอ ทำให้ไม่สามารถสร้างฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งได้
ต่อมาในช่วงยุค 1930-1958 ไอร์แลนด์ใช้นโยบายปกป้องทางการค้า โดยตั้งกำแพงภาษีเพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมในประเทศเติบโต แต่ผลลัพธ์กลับยิ่งทำให้เศรษฐกิจขาดประสิทธิภาพและแข่งขันไม่ได้
ขณะที่ช่วงยุค 1958-1987 ที่ไอร์แลนด์พยายามดึงดูดบริษัทข้ามชาติ หรือทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ ให้มาตั้งฐานการผลิตอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก
ในช่วงนี้เอง ที่ไอร์แลนด์เริ่มให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีกับบริษัทต่าง ๆ พร้อมยกระดับการศึกษาของคนในประเทศ เพื่อสร้างแรงงานป้อนภาคอุตสาหกรรม
ทว่าครั้งแล้วครั้งเล่าของความพยายาม ไอร์แลนด์ก็ยังคงพัฒนาภาคอุตสาหกรรมไม่สำเร็จ..
ไอร์แลนด์จึงกลายเป็นประเทศในแถบยุโรป ที่ตกขบวนการปฏิวัติอุตสาหกรรม ส่วนภาคการผลิตท้องถิ่น ก็ยังแข่งขันในตลาดโลกไม่ได้
เศรษฐกิจไอร์แลนด์ เลยเติบโตต่ำอย่างต่อเนื่อง
ทศวรรษ 1950 เติบโตเฉลี่ย 0.4% ต่อปี
ทศวรรษ 1960 เติบโตเฉลี่ย 1.0% ต่อปี
ทศวรรษ 1970 เติบโตเฉลี่ย 1.1% ต่อปี
ทศวรรษ 1980 เติบโตเฉลี่ย 0.6% ต่อปี
ทศวรรษ 1960 เติบโตเฉลี่ย 1.0% ต่อปี
ทศวรรษ 1970 เติบโตเฉลี่ย 1.1% ต่อปี
ทศวรรษ 1980 เติบโตเฉลี่ย 0.6% ต่อปี
หรือเท่ากับว่า ตลอด 40 ปีนั้น เศรษฐกิจไอร์แลนด์เติบโตเฉลี่ยเพียง 0.8% ต่อปี รายได้ต่อหัวของไอร์แลนด์จึงอยู่ในระดับต่ำตาม
จนเกิดการอพยพของผู้คนอย่างต่อเนื่อง เพื่อออกไปแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า..
ยิ่งไปกว่านั้น ในความพยายามพัฒนาอุตสาหกรรม ช่วงยุค 1960 เป็นต้นมา รัฐบาลเข้ามามีบทบาทค่อนข้างมาก โดยอัดฉีดงบประมาณ เพื่ออุดหนุนภาคอุตสาหกรรม พร้อมมอบสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อดึงดูดบริษัทข้ามชาติ
ทั้งนี้ แม้กลยุทธ์การดึงดูดบริษัทข้ามชาติ มีส่วนให้ไอร์แลนด์เริ่มมีฐานอุตสาหกรรมใหม่เกิดขึ้น เช่น
- Apple เข้ามาตั้งโรงงานผลิตคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก ที่เมืองคอร์ก ในปี 1980 ซึ่งเป็นโรงงานนอกสหรัฐฯ แห่งแรก
- Microsoft เข้ามาตั้งฐานการผลิตซอฟต์แวร์และศูนย์ปฏิบัติการนอกสหรัฐฯ แห่งแรก ที่เมืองดับลิน ในปี 1985
แต่การเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่ ยังไม่มากพอที่จะขึ้นมาเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของไอร์แลนด์
ขณะที่รายจ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้นสูงลิ่ว แต่รายได้เติบโตอย่างจำกัด ทำให้หนี้สาธารณะขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็นจุดอ่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจไอร์แลนด์ในเวลานั้น
ท้ายที่สุดในปี 1987 ไอร์แลนด์จึงเผชิญวิกฤติหนี้ครั้งใหญ่ หลังหนี้สาธารณะพุ่งแตะ 130% ต่อ GDP
แม้ว่าเป็นวิกฤติที่ทำให้เศรษฐกิจบอบช้ำ จนถูกเรียกว่าเป็น “คนป่วยแห่งยุโรป” (The Sick Man of Europe)
ทว่าก็นับเป็นจุดที่บังคับให้ไอร์แลนด์ต้องทบทวนกลยุทธ์การพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ทั้งหมด
ถึงแม้ไอร์แลนด์ไม่ได้มีฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง แต่
- ความพยายามยกระดับการศึกษาของประชากร
- การวางกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อดึงดูดทุนจากต่างประเทศ
- การเป็นสมาชิกกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (EEC) หรือสหภาพยุโรป (EU) ในปัจจุบัน ตั้งแต่ปี 1973
- การวางกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อดึงดูดทุนจากต่างประเทศ
- การเป็นสมาชิกกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (EEC) หรือสหภาพยุโรป (EU) ในปัจจุบัน ตั้งแต่ปี 1973
ทั้งหมดนี้ ทำให้ไอร์แลนด์มีทั้งแรงงานที่มีการศึกษาสูง กระแสการลงทุนจากต่างชาติที่แข็งแกร่งและต่อเนื่อง และเงินสนับสนุนจากสหภาพยุโรป (EU Transfers)
อีกทั้งเมื่อเผชิญวิกฤติหนี้ รัฐบาลไอร์แลนด์ในเวลานั้น เลือกใช้ยาแรงด้วยการรัดเข็มขัดทางการคลัง
ควบคู่กับการเดินหน้า “มาตรการหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ” (Partnership Approach to Growth) ที่เปิดให้ภาคธุรกิจ สหภาพแรงงาน เกษตรกร และรัฐบาล ร่วมแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน
ตัวอย่างสำคัญคือ สหภาพแรงงานยอมรับการตรึงค่าจ้าง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน แลกกับการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายภาษี การใช้จ่ายของภาครัฐ และสวัสดิการสังคม
มาตรการหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ มีส่วนสร้างเสถียรภาพด้านค่าจ้าง และลดความขัดแย้งในตลาดแรงงาน ซึ่งเพิ่มความน่าสนใจให้กับบริษัทข้ามชาติ
ตัวอย่างสำคัญคือ สหภาพแรงงานยอมรับการตรึงค่าจ้าง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน แลกกับการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายภาษี การใช้จ่ายของภาครัฐ และสวัสดิการสังคม
มาตรการหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ มีส่วนสร้างเสถียรภาพด้านค่าจ้าง และลดความขัดแย้งในตลาดแรงงาน ซึ่งเพิ่มความน่าสนใจให้กับบริษัทข้ามชาติ
และด้วยสถานะสมาชิก EU บริษัทข้ามชาติสามารถเข้าถึงแรงงานหัวกะทิและตลาดของประเทศสมาชิก EU แห่งอื่นที่สำคัญ ๆ เช่น เยอรมนี และฝรั่งเศส เป็นต้น
อีกทั้งรัฐบาลไอร์แลนด์ จัดตั้ง ศูนย์บริการทางการเงินระหว่างประเทศ (International Financial Services Centre : IFSC) สำเร็จ ในปี 1989
และที่เป็นชื่อเสียงอย่างมากของไอร์แลนด์ คือ การกำหนดอัตราภาษีนิติบุคคลเพียง 10% ในยุคนั้น (ปัจจุบัน 15%)
ทั้งหมดนี้ ถือเป็นระบบนิเวศในการอำนวยความสะดวกให้กับบริษัทข้ามชาติ ไอร์แลนด์จึงถูกมองเป็นจุดหมายของการตั้งบริษัทหรือโรงงาน ในภาคพื้นทวีปยุโรป
- Intel ตั้งโรงงานผลิตชิปเพื่อส่งออกทั่วโลก ในปี 1989
- Dell ตั้งโรงงานขนาดใหญ่ เพื่อประกอบคอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊ก ในปี 1990
- Oracle ตั้งศูนย์ปฏิบัติการ เพื่อการจัดการด้านลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ทั่วยุโรป และศูนย์บริการลูกค้า ในปี 1991
- Dell ตั้งโรงงานขนาดใหญ่ เพื่อประกอบคอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊ก ในปี 1990
- Oracle ตั้งศูนย์ปฏิบัติการ เพื่อการจัดการด้านลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ทั่วยุโรป และศูนย์บริการลูกค้า ในปี 1991
ซึ่งกระแสการไหลเข้าของบริษัทข้ามชาตินี้ มีส่วนหนุนให้เศรษฐกิจไอร์แลนด์เติบโตสูงมาก โดยระหว่างปี 1995-1999 เศรษฐกิจเติบโตสูงเกือบ 10% ต่อปี
จนผงาดขึ้นเป็น “เสือเศรษฐกิจ” ของประเทศยุโรปตะวันตก แม้เพิ่งผ่านช่วงการเป็นผู้ป่วยของทวีป เพียง 1 ทศวรรษ
หลังจากนั้น ไอร์แลนด์ยังคงเป็นจุดหมายหลักของบริษัทเทคฯ ระดับโลก เช่น Meta, Twitter (X) และ PayPal
รวมถึงบริษัทการเงินที่ย้ายฐานออกจากอังกฤษ หลังเกิด Brexit ในปี 2016 เพราะไอร์แลนด์ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการแห่งเดียวใน EU
จนละแวกที่ตั้งของบริษัทข้ามชาติในดับลิน เมืองหลวงของไอร์แลนด์ มีชื่อเรียกว่า “ซิลิคอนด็อกส์” (Silicon Docks) หรือเป็น “ซิลิคอนแวลลีย์แห่งยุโรป”
แม้การเป็นฮับของบริษัทข้ามชาติ จะมีส่วนทำให้เศรษฐกิจไอร์แลนด์ต้องเจ็บหนัก จากวิกฤติการเงินปี 2008 ที่จุดชนวนให้เกิดวิกฤติภาคธนาคารในไอร์แลนด์ตามมา
แต่ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ปี 2000-2025 เศรษฐกิจไอร์แลนด์เติบโตเฉลี่ยปีละ 6% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม EU ถึงประมาณ 4 เท่า กลายเป็นประเทศร่ำรวยของยุโรป
แม้หลายคนมองว่า ความสำเร็จของไอร์แลนด์มาจากภาษีนิติบุคคลต่ำ แต่นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพทั้งหมด
อย่างหนึ่งที่สำคัญ คือ ความล้มเหลวในการพัฒนาอุตสาหกรรมในอดีต ที่เคยเป็นจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไอร์แลนด์ กลับกลายเป็นข้อได้เปรียบ..
เพราะไอร์แลนด์ไม่เคยมีฐานอุตสาหกรรมหนักขนาดใหญ่
ไม่มีโรงงานเก่าให้ต้องอุ้ม ไม่มีอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
ไม่มีโรงงานเก่าให้ต้องอุ้ม ไม่มีอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
เมื่อโลกเปลี่ยนจากยุคโรงงาน สู่ยุคเทคโนโลยีและดิจิทัล ไอร์แลนด์จึง “เปลี่ยนเลน” ได้ทันที
และเมื่อรวมกับเรื่องการมีแรงงานที่พูดภาษาอังกฤษได้ 0
ระบบการศึกษา รวมถึงระบบวิจัยและการพัฒนา ที่สนับสนุนงานมูลค่าสูง
นโยบายเปิดรับทุนต่างชาติ และสถานะสมาชิก EU
ระบบการศึกษา รวมถึงระบบวิจัยและการพัฒนา ที่สนับสนุนงานมูลค่าสูง
นโยบายเปิดรับทุนต่างชาติ และสถานะสมาชิก EU
ก็ล้วนมีส่วนทำให้ประเทศที่เคยตกขบวนอุตสาหกรรมแห่งนี้ กลายเป็น “ซิลิคอนแวลลีย์แห่งยุโรป” ได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วอายุคน..
References
- Brand Nova
- European Commission
- International Monetary Fund (IMF)
- Maine Policy Review, (Kieran McGowan)
- Queen's University Centre for Economic History, (Seán Kenny and Rebecca Stuart)
- Technological University Dublin, (Brendan O'Rourke and John Hogan)
- The Irish Times
- Brand Nova
- European Commission
- International Monetary Fund (IMF)
- Maine Policy Review, (Kieran McGowan)
- Queen's University Centre for Economic History, (Seán Kenny and Rebecca Stuart)
- Technological University Dublin, (Brendan O'Rourke and John Hogan)
- The Irish Times