
พี่น้องคายามี ผู้ปั้นอุตสาหกรรมรถยนต์อิหร่าน ที่ถูกยึดทุกอย่าง เพราะการปฏิวัติ
พี่น้องคายามี ผู้ปั้นอุตสาหกรรมรถยนต์อิหร่าน ที่ถูกยึดทุกอย่าง เพราะการปฏิวัติ /โดย ลงทุนแมน
ถ้าประเทศไทยมีชื่อตระกูล “พรประภา” หรือ “จึงรุ่งเรืองกิจ” เป็นผู้ปั้นอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย
ถ้าประเทศไทยมีชื่อตระกูล “พรประภา” หรือ “จึงรุ่งเรืองกิจ” เป็นผู้ปั้นอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย
ประเทศอิหร่าน ก็มี “สองพี่น้องคายามี” เป็นผู้ปั้นอุตสาหกรรมนี้เช่นกัน..
ต่างกันที่ เรื่องราวตอนจบของพวกเขา กลับมีเส้นทางที่แยกออกไปคนละทาง
จากเด็กรับจ้างล้างรถ สู่ผู้พาอิหร่านขึ้นเป็นฐานการผลิตรถยนต์ใหญ่สุดในตะวันออกกลาง และสามารถสร้างรถยนต์รุ่นแห่งชาติเป็นของตัวเองได้สำเร็จ
แต่สุดท้าย อาณาจักรที่สร้างมากับมือ กลับต้องพังทลายลง โดนรัฐยึดไป กลายเป็นผู้ลี้ภัย เพราะการปฏิวัติทางการเมืองอิหร่านปี 1979..
เรื่องราวของพี่น้องคายามี น่าสนใจอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
พี่น้องคายามี คนพี่ชื่อ อะห์มัด คายามี เกิดปี 1924
ส่วนคนน้องชื่อ มะฮ์มูด คายามี เกิดปี 1930
ส่วนคนน้องชื่อ มะฮ์มูด คายามี เกิดปี 1930
ช่วงที่สองพี่น้องกำลังเติบโต เป็นช่วงเดียวกับที่อิหร่านถูกยึดครองในสงครามโลกครั้งที่ 2 ประสบปัญหาเศรษฐกิจย่ำแย่
โดยพวกเขาเริ่มต้นทำงานหาเงินด้วยการรับจ้างล้างรถ ทำให้พวกเขาคลั่งไคล้รถยนต์เป็นอย่างมาก
พวกเขาได้เริ่มเรียนรู้โครงสร้างรถและระบบเครื่องยนต์ เริ่มรับซ่อมรถยนต์ที่เสียอยู่ตามข้างทาง และขยับไปรับจ้างเป็นช่างซ่อมรถและคนขับรถ ตามอู่รถยนต์ ในเมืองแมชแฮด
เมื่อเก็บเงินได้มากพอ อะห์มัดเปิดร้านซ่อมรถและขายอะไหล่
โดยมีมะฮ์มูด น้องชาย คอยช่วยดูแลกิจการ
โดยมีมะฮ์มูด น้องชาย คอยช่วยดูแลกิจการ
แม้กิจการเล็ก ๆ นี้จะไปได้ดี แต่ในเวลาต่อมา พวกเขาเห็นข้อจำกัดของการทำธุรกิจในบ้านเกิด
สองพี่น้องจึงตัดสินใจย้ายเข้าสู่กรุงเตหะราน และเปิดร้านขายอะไหล่ในชื่อ “ห้างหุ้นส่วนพี่น้องคายามี” (Khayami Brothers Partnership Store)
แม้ในช่วงแรกที่เปิดร้าน ทั้งคู่เจอปัญหาใหญ่ คือไม่มีคู่ค้ากล้าให้เครดิต หรือเงินกู้แก่พวกเขาเลย จนกิจการเกือบไปต่อไม่ไหว
ทว่าอะห์มัดได้พบกับตัวแทนจำหน่าย Mercedes-Benz ในอิหร่าน ที่ยินดีสนับสนุนทั้งเงินทุนและสินค้าให้ร้านของสองพี่น้อง
เมื่อได้รับโอกาส พวกเขาไม่ใช้มันอย่างสูญเปล่า พวกเขาบริหารเงินทุนอย่างรอบคอบ รักษาความน่าเชื่อถือกับคู่ค้า
จนต่อมา สองพี่น้องได้รับความไว้วางใจให้เป็นอีกหนึ่งตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz
สองพี่น้องค่อย ๆ ไต่เต้าจนเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างในฐานะนักธุรกิจรุ่นใหม่ แม้ในขณะนั้น อิหร่านยังคงเผชิญกับความวุ่นวายทางการเมืองและเศรษฐกิจ
จนเมื่อการเมืองเริ่มเข้ารูปเข้ารอย อิหร่านภายใต้การนำของพระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ได้มีการดำเนิน โครงการปฏิรูปประเทศขนานใหญ่ หรือ “การปฏิวัติสีขาว” (White Revolution) ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1960
โดยอิหร่านในเวลานั้น มีเป้าหมายชัดเจนว่า ต้องการเร่งพัฒนาอิหร่านให้เป็นประเทศอุตสาหกรรมสมัยใหม่
ซึ่งสองพี่น้องคายามีที่กำลังตั้งไข่อุตสาหกรรมยานยนต์ในอิหร่าน
บวกกับ การเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่เริ่มต้นจากศูนย์แบบพี่น้องคายามี กลายเป็นภาพลักษณ์ที่รัฐบาลต้องการให้เป็นตัวแทนของระบบเศรษฐกิจใหม่
จึงได้รับประโยชน์จากแผนปฏิรูปของรัฐบาลมหาศาล ไม่ว่าจะเป็น
- เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำระยะยาว (Cheap Long-Term Credit) จากธนาคารของรัฐ และสิทธิประโยชน์ทางภาษี
- การตั้งกำแพงภาษีนำเข้ารถยนต์ในระดับสูง เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมแรกเกิด
- การขยายโครงสร้างพื้นฐาน
- การตั้งกำแพงภาษีนำเข้ารถยนต์ในระดับสูง เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมแรกเกิด
- การขยายโครงสร้างพื้นฐาน
จังหวะนี้ พวกเขาเหมือนตัวละครที่บังเอิญเก็บได้ไอเทมลับ ครบทั้งเงินทุน เกราะคุ้มกัน และตัวช่วยในด่านถัดไป
สองพี่น้องขยับจากการเป็นเจ้าของกิจการทั่วไป ขึ้นมาเป็นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเต็มตัว
โดยก่อตั้งบริษัท Iran National Industrial Development Corporation ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศ
เพื่อประกอบรถบัสและมินิบัส ที่ใช้ชิ้นส่วนจาก Mercedes-Benz เพื่อทดแทนการนำเข้ารถสำเร็จรูปจากต่างประเทศ
พี่น้องคายามียังไม่หยุดอยู่เท่านั้น ในปี 1966 ได้ร่วมมือกับกลุ่มทุนอังกฤษ ขยับไปผลิตรถยนต์ส่วนบุคคลรุ่น “Paykan” โดยมีต้นแบบเป็นรถยนต์อังกฤษรุ่น Hillman Hunter
โดย Paykan เป็นรถยนต์ที่ถูกใช้อย่างแพร่หลาย เนื่องจากความทนทานต่อสภาพถนนที่ทุรกันดาร และราคาที่เข้าถึงได้ เทียบได้กับเป็น รถเต่าของเยอรมนี หรือ รถมินิของอังกฤษ
ซึ่งหลังจากการผลิต Paykan เพียงไม่นาน อิหร่านกลายเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง
ความก้าวหน้านี้ นับเป็นความสำเร็จของทั้งพี่น้องคายามี รัฐบาล และอุตสาหกรรมยานยนต์ของอิหร่าน
หลังจากประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมรถยนต์แล้ว พี่น้องคายามี ยังมีการรุกเข้าไปทำธุรกิจอื่น
- ก่อตั้งห้างสรรพสินค้า Kourosh ซึ่งเป็นร้านค้าปลีกสมัยใหม่แบบตะวันตกแห่งแรกในอิหร่าน
- ก่อตั้ง Bank of Industries of Iran เพื่อเป็นกลไกสนับสนุนโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
- ก่อตั้ง Bank of Industries of Iran เพื่อเป็นกลไกสนับสนุนโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
ซึ่งช่วงที่พี่น้องคายามีประสบความสำเร็จสูงสุด ก็เป็นช่วงที่เศรษฐกิจอิหร่านเติบโตอย่างร้อนแรง โดยระหว่างปี 1960-1976 เติบโตเฉลี่ยปีละ 9.8%
ที่น่าสนใจคือ มีภาคเศรษฐกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน (Non-Oil GDP) เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจในเวลานั้น
สอดคล้องกับการเติบโตของอุตสาหกรรมการผลิตของอิหร่าน โดยฝั่งยานยนต์ในช่วงนั้น มีกำลังการผลิตรวมทุกประเภท ประมาณปีละราว 150,000-200,000 คัน
นับเป็นตัวเลขที่มหาศาล เมื่อเทียบกับเกาหลีใต้ ที่ในขณะนั้นอุตสาหกรรมยานยนต์ยังอยู่เพียงในระยะเริ่มต้นเท่านั้น
ซึ่งทั้งสองพี่น้องนี้เอง ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้อิหร่านเป็นฐานการผลิตรถยนต์ใหญ่สุดในตะวันออกกลาง โดยผลัดกันเป็นที่หนึ่งกับตุรกีมาจนปัจจุบัน
และด้วยการเติบโตมาก ๆ ของเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมในตอนนั้น ทำให้อิหร่านมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงกว่าประเทศกำลังพัฒนาโดยทั่วไป โดยรายได้ต่อหัวของอิหร่านสูงกว่าตุรกี และสูงกว่าเกาหลีใต้ถึง 65% ในขณะนั้น
ถึงตรงนี้ จากที่เล่าความสำเร็จของพี่น้องคายามี อาจทำให้หลายคนนึกถึงภาพกลุ่ม “แชโบล” ของเกาหลีใต้ ที่เป็นหัวหอกในการสร้างอุตสาหกรรม เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
แต่เมื่อเรื่องราวมาถึงปี 1979 ต้องบอกว่า เป็นหนังคนละม้วน ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทั้งอิหร่านและพี่น้องคายามีไปตลอดกาล..
เริ่มจากการที่พระเจ้าชาห์ฯ ใช้อำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จ จัดการผู้เห็นต่าง
ขณะเดียวกัน การพยายามเร่งเปลี่ยนประเทศให้เป็นตะวันตกอย่างสุดโต่ง ได้ไปกระทบกระเทือนจิตใจของกลุ่มอนุรักษนิยมและผู้เคร่งศาสนา ที่มองว่าวัฒนธรรมเหล่านั้นขัดต่อหลักอิสลาม
และภายใต้เศรษฐกิจของอิหร่านที่เจริญรุ่งเรืองนั้น ประชาชนส่วนมากมองว่า ผลประโยชน์กลับกระจุกตัวอยู่แค่กลุ่มคนใกล้ชิดของพระเจ้าชาห์ฯ เท่านั้น สวนทางกับปัญหาภาวะข้าวยากหมากแพงที่เผชิญอยู่
สุดท้าย ความโกรธแค้นก็ระเบิดออกมา การปฏิวัติอิหร่านได้ปะทุขึ้น ระบอบพระเจ้าชาห์ฯ ถูกโค่นล้ม และอิหร่านกลายเป็น “รัฐศาสนา” อย่างเต็มรูปแบบ
พี่น้องคายามี แม้สร้างตัวขึ้นมาก่อน แต่ด้วยเป็นนักธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายรัฐบาลของพระเจ้าชาห์ฯ ก็ถูกเหมารวมเป็นตัวแทนของพระเจ้าชาห์ฯ ไปโดยปริยาย
สองพี่น้อง รวมถึงนักธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายรัฐบาลทั้งหมด ถูกบรรจุชื่ออยู่ในลิสต์ที่รู้จักกันในนาม “51 นักอุตสาหกรรม” ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่รัฐศาสนาต้องการกำจัดอิทธิพลออกจากระบบเศรษฐกิจ
ทำให้ทรัพย์สินจำนวนมากถูกยึด บริษัทผลิตยานยนต์ทั้งหมด ถูกโอนเป็นของรัฐ และเครือข่ายอุตสาหกรรมที่สะสมมาหลายปี ถูกทำลายลงทันที
พี่น้องคายามี ต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ ทำให้จากผู้สร้างอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งชาติ กลายเป็นบุคคลที่ไม่มีที่ยืนในบ้านเกิดของตนเอง..
รวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นของการที่สหรัฐฯ และพันธมิตรใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงกับอิหร่าน จากเหตุการณ์บุกยึดและจับตัวประกันในสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตหะรานอีกด้วย
ทั้งนี้ ในระยะเวลาเพียง 10 ปี หลังการปฏิวัติ เศรษฐกิจอิหร่านหดตัวเฉลี่ยปีละประมาณ 2% ขณะที่เงินเฟ้อกลับพุ่งสูงขึ้นเฉลี่ยปีละ 19%
ทำให้รายได้ต่อหัวของอิหร่านลดลงเกือบ 50% จากจุดสูงสุดในปี 1976 และเศรษฐกิจอิหร่านไม่เคยกลับไปยืนในจุดเดิมก่อนปี 1979 ได้อีกเลย..
เรื่องราวของพี่น้องคายามี อาจเป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุดที่บอกเราว่า ในโลกธุรกิจ “ความเก่ง” และ “ความพยายาม” อาจเป็นเพียงครึ่งเดียวของสมการความสำเร็จ
เพราะต่อให้เราบริหารงานได้ยอดเยี่ยมแค่ไหน มีวิสัยทัศน์กว้างไกลเพียงใด แต่หากต้องเจอกับ “คลื่นลมทางการเมือง” ที่รุนแรงจนเกินรับไหว เรือลำใหญ่ที่สร้างมากับมือ ก็อาจล่มลงได้ในพริบตาเช่นกัน..
References
- Association for Iranian Studies (AIS)
- Atlantic Council, (Nadereh Chamlou)
- International Monetary Fund, (Abdelali Jbili, Vitali Kramarenko and José Bailén)
- The Guardian
- The World Bank
- University of Cambridge, (Hadi Salehi Esfahani and M. Hashem Pesaran)
- Association for Iranian Studies (AIS)
- Atlantic Council, (Nadereh Chamlou)
- International Monetary Fund, (Abdelali Jbili, Vitali Kramarenko and José Bailén)
- The Guardian
- The World Bank
- University of Cambridge, (Hadi Salehi Esfahani and M. Hashem Pesaran)