
อธิบายตามหลักเศรษฐศาสตร์ ทำไมการไม่ลงทุน ถึงทำให้จนลง
อธิบายตามหลักเศรษฐศาสตร์ ทำไมการไม่ลงทุน ถึงทำให้จนลง /โดย ลงทุนแมน
หนึ่งในหัวข้อที่คนไทยพูดถึงกันมากที่สุดในเวลานี้ คงไม่พ้นเรื่องการลงทุน
โดยสิ่งหนึ่งที่เรามักได้ยินจากคนที่อยู่ในวงการนี้คือ หลายคนไม่ได้ลงทุนเพื่อหวังสร้างผลตอบแทนมหาศาล ทำกำไร 10 เท่า หรือมีทรัพย์สินเป็น 100 ล้านบาทในอนาคต แต่ลงทุนเพื่อไม่ให้เงินที่เก็บออมอยู่นั้นมีมูลค่าลดลง
เงินจะลดลงได้อย่างไร ถ้าเราไม่ได้ใช้เลย
และทำไมการไม่ลงทุน ถึงทำให้จนลง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
และทำไมการไม่ลงทุน ถึงทำให้จนลง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
หลายคนอาจจะคิดว่า การเก็บเงินสดไว้ในบัญชีออมทรัพย์เฉย ๆ คือความปลอดภัยที่สุด เพราะตัวเลขในบัญชีไม่เคยลดลง
แต่ในโลกของเศรษฐศาสตร์ ความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม เพราะสิ่งที่เรียกว่ามูลค่าที่แท้จริงของเงินเรา กำลังถูกทำลายลงด้วยสิ่งที่เรียกว่า “เงินเฟ้อ”
ลองนึกภาพว่าเมื่อ 20 ปีก่อน เงิน 100 บาท ซื้อก๋วยเตี๋ยวได้ 4 ชาม แต่ในวันนี้ เงิน 100 บาทเท่าเดิม ซื้อได้เพียง 1-2 ชามเท่านั้น ขณะที่ราคาสินทรัพย์ เช่น ทองคำก็เคยมีราคาที่ 8,555 บาท แต่ล่าสุดราคาทองคำทะลุ 68,000 บาท
ดังนั้นแม้ว่าในบัญชีธนาคารจะโชว์ตัวเลข 100 บาทเท่าเดิม แต่อำนาจซื้อของเราต่ำกว่า 100 บาทไปแล้ว และลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเวลาผ่านไป
ตามหลักเศรษฐศาสตร์ หากอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 3% ต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย ตลอดตั้งแต่ปี 2520 ถึงปี 2568
แล้วเราเก็บเงิน 1 ล้านบาทไว้เฉย ๆ ในวันนี้ จะมีมูลค่าเหลือเพียง
- 744,093 บาท ในอีก 10 ปีข้างหน้า
- 553,675 บาท ในอีก 20 ปีข้างหน้า
- 411,986 บาท ในอีก 30 ปีข้างหน้า
- 553,675 บาท ในอีก 20 ปีข้างหน้า
- 411,986 บาท ในอีก 30 ปีข้างหน้า
นี่เลยเป็นเหตุผลว่า ทำไมการฝากเงินในธนาคาร ถึงไม่เพียงพอสำหรับการรักษามูลค่าเงิน เพราะบัญชีเงินฝากให้ดอกเบี้ย 0.25%-1.5% ต่อปีเท่านั้น
ดังนั้นหากคำนวณเป็นอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงแล้ว
จะพบว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง = อัตราดอกเบี้ยรับ - อัตราเงินเฟ้อ = 1.5% - 3.0% = -1.5% หรืออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ
พูดง่าย ๆ คือ ยิ่งฝากเงินไว้เฉย ๆ เรายิ่งจนลง ในเชิงเปรียบเทียบกับราคาสินค้าต่าง ๆ นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ต่อให้มองข้ามเรื่องเงินเฟ้อไป การไม่ลงทุนไม่ได้แปลว่าไม่ได้เสียอะไรเลย
เพราะเรากำลังเสียสิ่งที่เรียกว่าค่าเสียโอกาส โดยเฉพาะโอกาสจากการทำงานของดอกเบี้ยทบต้น
เพราะเรากำลังเสียสิ่งที่เรียกว่าค่าเสียโอกาส โดยเฉพาะโอกาสจากการทำงานของดอกเบี้ยทบต้น
เช่น หากเรานำเงิน 100,000 บาท ไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยใกล้เคียง S&P 500 ที่ 10% ต่อปี ผ่านไป 30 ปี เงินก้อนนั้นจะกลายเป็น 1,744,940 บาท
แต่ถ้าเราเลือกฝากเงินได้ดอกเบี้ย 1% ต่อปี เงินจะโตเพียง 134,784 บาท
ซึ่งส่วนต่างมหาศาลนี้คือ ค่าเสียโอกาสที่คนไม่ลงทุนต้องจ่ายโดยไม่รู้ตัว
สรุปแล้ว การไม่เสี่ยงด้วยการไม่ลงทุนเลย กลับกลายเป็นว่ามีความเสี่ยงเช่นกัน เพราะมันคือการยอมให้เงินเฟ้อเข้ามากัดกร่อนเงินของเราตลอด ที่นับวันยิ่งทวีคูณ
และด้วยเหตุผลนี้ เราจึงไม่สามารถแค่หาเงินและออมเงินเท่านั้น แต่ควรเรียนรู้เรื่องการลงทุนด้วย เพื่อที่ว่าเงินนั้นจะไม่ถูกลดมูลค่าด้วยภาวะเงินเฟ้อนั่นเอง..