
สิงคโปร์และศรีลังกา ทางแยกที่เหมือนหนังคนละม้วน เพราะผู้นำ
สิงคโปร์และศรีลังกา ทางแยกที่เหมือนหนังคนละม้วน เพราะผู้นำ /โดย ลงทุนแมน
ในปี 1965 ตั้งแต่ที่เกาะเล็ก ๆ อย่างสิงคโปร์ ถูกทอดทิ้งจากมาเลเซีย ลี กวนยู ผู้นำสิงคโปร์ ได้มีโอกาสไปเยือนซีลอน หรือชื่อศรีลังกาในปัจจุบัน
ในปี 1965 ตั้งแต่ที่เกาะเล็ก ๆ อย่างสิงคโปร์ ถูกทอดทิ้งจากมาเลเซีย ลี กวนยู ผู้นำสิงคโปร์ ได้มีโอกาสไปเยือนซีลอน หรือชื่อศรีลังกาในปัจจุบัน
หลังจากที่ได้ไปศรีลังกาในครั้งนั้น ลี กวนยู ถึงกับต้องบอกว่า สิงคโปร์ จะต้องพัฒนาให้เจริญได้ ในแบบที่ศรีลังกาเป็นอยู่
จนถึงตอนนี้ บทสรุปของทั้ง 2 ประเทศ อย่างกับหนังคนละม้วน โดยในปี 2025
- ศรีลังกา มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ 140,000 บาทต่อปี
- ส่วนสิงคโปร์ มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ 3,000,000 บาทต่อปี
- ส่วนสิงคโปร์ มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ 3,000,000 บาทต่อปี
แน่นอนว่าบทเรียนคู่ขนาน ของกรณีศึกษาทั้ง 2 ประเทศนี้ ก็คือ “ผู้นำประเทศ”
โดยสิ่งที่ ลี กวนยู ได้ทำทันที ตั้งแต่ที่เกาะสิงคโปร์ ได้ประกาศเอกราช และแยกตัวออกจากมาเลเซีย ก็คือ
- การลงทุนในคน
เพราะ ลี กวนยู รู้ดีว่าสิงคโปร์ เป็นประเทศที่ไม่มีทรัพยากรอะไรเลย แม้กระทั่งน้ำมันดิบ
ดังนั้น ลี กวนยู จึงจำเป็นต้องลงทุนในบุคคล ซึ่งถือเป็นทรัพยากรหลักของประเทศ ด้วยการศึกษาเป็นอันดับแรก
โดย ลี กวนยู ได้มุ่งเน้นการสร้างระบบการศึกษาที่เป็นสากล และมีประสิทธิภาพ และยกระดับมหาวิทยาลัยของสิงคโปร์ ให้ก้าวขึ้นมาเป็นมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพ ในด้านการเรียนการสอน และสามารถแข่งขันกับมหาวิทยาลัยดังระดับโลก
ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อผลิตแรงงานที่มีทักษะ ไว้รองรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ ของสิงคโปร์ และผลักดันให้ประเทศเกาะเล็ก ๆ อย่างสิงคโปร์เป็นประเทศรายได้สูง
อีกหนึ่งนโยบายสำคัญที่ ลี กวนยู ได้ทำคือ การ Balance ความหลากหลายของเชื้อชาติ
ซึ่ง ลี กวนยู ได้มองเห็นว่า คนสิงคโปร์มีความหลากหลายทางเชื้อชาติมาก โดยหลัก ๆ แล้วมีคน 3 เชื้อชาติที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศเดียวกัน นั่นก็คือ จีน มาเลย์ และอินเดีย
เมื่อเห็นแบบนี้ ลี กวนยู ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นคนจีน
แต่ก็ยกให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักประจำชาติ โดยชาวสิงคโปร์ทุกคน ต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง และเพื่อ Balance ให้ทุกเชื้อชาติเกิดความเท่าเทียมกัน
รวมไปถึงใช้ภาษาอังกฤษติดต่อค้าขายกับประเทศอื่น ๆ ได้ง่าย
นอกจากนี้ การคัดคนเข้ามาทำงานราชการ หรือมาเป็นตำแหน่งสูง ๆ ของรัฐบาล ก็จะเป็นการเลือก “คนเก่ง” เข้ามาทำงานแทน โดยไม่สนใจว่าคนคนนั้น เป็นคนเชื้อชาติอะไร
ตัดภาพไปที่ประเทศศรีลังกา..
ซึ่งในตอนนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจ และระบบการศึกษา ดีที่สุดประเทศหนึ่งของโลก เพราะได้รับมรดกตกทอดจากอังกฤษ
แต่ศรีลังกา ก็เป็นอีกประเทศ ที่มีประชากรหลากหลายเชื้อชาติ เช่นเดียวกันกับสิงคโปร์
ศรีลังกา มี 2 เชื้อชาติหลัก นั่นก็คือ ชาวสิงหล ซึ่งเป็นชาวศรีลังกาดั้งเดิม และชาวทมิฬ ซึ่งมีส่วนหนึ่งที่อังกฤษนำเข้ามาจากอินเดีย เพื่อช่วยทำงานด้านเกษตรกรรม และอุตสาหกรรม เพื่อสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจให้กับศรีลังกา
แน่นอนว่า ชาวทมิฬเป็นเหมือนลูกคนโปรดของอังกฤษ จึงทำให้ทั้ง 2 เชื้อชาตินี้ ไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมตั้งแต่แรก
โดยในช่วงเวลานั้น ชาวทมิฬ ที่เป็นเชื้อชาติส่วนน้อย มักจะได้รับการสนับสนุนให้เข้าถึงการศึกษา รวมถึงตำแหน่งงานสำคัญของประเทศมากกว่าชาวสิงหล
ซึ่งความรู้สึกเหลื่อมล้ำนี้ กลายเป็นชนวนเหตุให้ชาวสิงหลเกิดความไม่พอใจสะสมเป็นระยะเวลานาน
เมื่อศรีลังกาได้รับเอกราชจากอังกฤษ รัฐบาลศรีลังกา ก็ได้รับเลือกตั้งโดยชาวสิงหล ชาวท้องถิ่นซึ่งเป็นเสียงข้างมาก
และเมื่อรัฐบาลชาวสิงหลเข้าสภา สิ่งที่รัฐบาลได้ทำคือนโยบายชาตินิยม โดยการเลือกภาษาสิงหล ภาษาท้องถิ่นเป็นภาษาราชการ
แทนที่จะใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลาง เพื่อ Balance ความเท่าเทียมระหว่างเชื้อชาติ เหมือนกับที่สิงคโปร์ได้ทำ
ถึงแม้ว่าสิ่งที่รัฐบาลชาวสิงหลได้ทำ ดูเหมือนจะเป็นการล้างแค้น จากที่ชาวทมิฬได้เคยรับสิทธิ์ในการทำงาน และการศึกษาที่เหนือกว่า
แต่นี่ก็เริ่มเป็นเหมือนระเบิดเวลาของประเทศศรีลังกา ที่เกิดจากความแตกแยก
เพราะรัฐบาลชาวสิงหล ยังได้ทำการเมืองแบบเลือกข้าง โดยได้ผ่านกฎหมายหลายฉบับ ที่กีดกันชาวทมิฬ โดยเฉพาะชาวทมิฬที่อังกฤษนำเข้ามาจากอินเดีย
กฎหมายที่กีดกันชาวทมิฬก็อย่างเช่น
- การกำหนดให้เด็กนักเรียนชาวทมิฬ ต้องทำคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้สูงกว่าเด็กชาวสิงหลเป็นอย่างมาก ถึงจะมีสิทธิ์เข้าเรียนในคณะสำคัญ ๆ เช่น แพทย์หรือวิศวะ
- การส่งชาวสิงหล หรือชาวศรีลังกาดั้งเดิม เข้าไปตั้งรกรากในพื้นที่ ที่เป็นแหล่งชาวทมิฬอาศัยอยู่ และกีดกันการทำมาหากินของชาวทมิฬ
เมื่อทั้ง 2 เชื้อชาติที่อยู่ในศรีลังกา ไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม จนทำให้เรื่องนี้ ได้นำไปสู่ปัญหาสงครามกลางเมืองหลายครั้ง ตั้งแต่ปี 1983-2009
ซึ่งตลอดระยะเวลาดังกล่าว ก็สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้แก่ศรีลังกา ไม่ต่ำกว่า 6.6 ล้านล้านบาท
และสงครามกลางเมือง ก็ทำให้รายจ่ายด้านการป้องกันประเทศของรัฐบาลศรีลังกาเพิ่มขึ้นอย่างมาก
และสงครามกลางเมือง ก็ทำให้รายจ่ายด้านการป้องกันประเทศของรัฐบาลศรีลังกาเพิ่มขึ้นอย่างมาก
เมื่อการเมืองภายในประเทศไม่สงบ ทำให้ประเทศศรีลังกาต้องเจอภาวะสมองไหลออกนอกประเทศ
โดยเฉพาะชาวทมิฬ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มักจะมีการศึกษาในระดับสูง ก็จำเป็นต้องลี้ภัยทางการเมือง
ซึ่งประเทศยอดนิยมที่อพยพไปอยู่ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น “สิงคโปร์” ที่เปิดรับชาวอินเดีย และสื่อสารภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักอยู่แล้วนั่นเอง
ซึ่งประเทศยอดนิยมที่อพยพไปอยู่ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น “สิงคโปร์” ที่เปิดรับชาวอินเดีย และสื่อสารภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักอยู่แล้วนั่นเอง
- นอกจากที่สิงคโปร์ ได้ยกระดับการศึกษา และพาคนเก่ง ๆ เข้ามาพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง
นโยบายต่อมา ที่สิงคโปร์ได้ทำอย่างจริงจัง
คือการประกาศสงครามกับคอร์รัปชัน โดย ลี กวนยู รู้ดีว่า ต่อให้รัฐบาลจะเก่งแค่ไหน แต่ถ้า “ระบบยังเน่าเฟะ” สิงคโปร์ ก็จะไม่มีใครกล้าเข้ามาลงทุนในประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้
ดังนั้น เขาจึงสร้างระบบราชการที่ขาวสะอาดที่สุดในโลกขึ้นมา ด้วยกลยุทธ์ 2 อย่างหลัก ๆ คือ
- การจ่ายเงินเดือนข้าราชการให้สูง
เพื่อดึงคนเก่งระดับหัวกะทิเข้ามาทำงาน และทำให้พวกเขา “ไม่อยากเสี่ยง” ทุจริตให้เสียชื่อเสียตำแหน่ง และถูกลงโทษทางกฎหมายอย่างหนัก
- การปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน ด้วยการลงโทษทางกฎหมายเต็มรูปแบบ
โดยจัดตั้งหน่วยงานสำนักสืบสวนการทุจริตคอร์รัปชัน
ซึ่งเป็นองค์การที่มีความอิสระสูง เข้ามาตรวจสอบการทุจริตของนักการเมืองแบบไม่เลือกหน้า
ซึ่งเป็นองค์การที่มีความอิสระสูง เข้ามาตรวจสอบการทุจริตของนักการเมืองแบบไม่เลือกหน้า
เมื่อระบบราชการดี และระบบการเมืองขาวสะอาด
สามารถปิดช่องโหว่ ลดโอกาสการเกิดทุจริตได้
สามารถปิดช่องโหว่ ลดโอกาสการเกิดทุจริตได้
ทำให้ประเทศสิงคโปร์ สามารถสร้างความน่าเชื่อถือ ให้กับชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนได้มากขึ้น
แม้สิงคโปร์ จะเป็นประเทศที่ไม่ได้มีทรัพยากรธรรมชาติอะไรเลยตั้งแต่แรก แต่ด้วยทำเล ที่ตั้งอยู่บริเวณคาบสมุทรมะละกา
จึงทำให้ ลี กวนยู มองเห็นสิงคโปร์ว่าเป็นเหมือนทำเลยุทธศาสตร์ ที่เหมาะแก่การค้าขาย
ดังนั้น ลี กวนยู ได้ตั้งเป้าหมายว่า จะให้สิงคโปร์ กลายเป็นประเทศรายได้สูง ด้วยการเป็นศูนย์กลางทางด้านการเงินระดับโลกให้ได้
โดยรัฐบาลสิงคโปร์ ได้เร่งจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุน เช่น ธนาคารกลาง และตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ เพื่อเป็นแหล่งระดมทุนขยายกิจการให้กับธุรกิจทั้งในสิงคโปร์ และต่างประเทศ
โดยสิงคโปร์ ได้วางกลยุทธ์ให้เกาะเล็ก ๆ นี้ สามารถดึงดูดสถาบันการเงินจากต่างชาติ เข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ที่นี่
นอกจากนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ ก็ยังได้ออกนโยบายเชิงรุกต่าง ๆ เพื่อดึงดูดนักลงทุนกระเป๋าหนัก หรือคนเก่ง ๆ ให้เข้ามาในประเทศ อย่าง
- การให้ที่พักถาวร แก่มหาเศรษฐีที่เข้ามาตั้งสำนักงานครอบครัว Family Office หรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ ซึ่งสามารถนำไปสู่การขอสัญชาติได้
- การออกวีซ่ารูปแบบพิเศษ เพื่อดึงดูดคนเก่งจากวงการต่าง ๆ ให้เข้ามาทำงานหรืออยู่อาศัยในสิงคโปร์
จะเห็นได้ว่า นโยบายทางด้านเศรษฐกิจ ที่สิงคโปร์ได้เลือกทำ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันนั้น ถือเป็นการเปิดกว้าง เพราะไม่ได้พึ่งพิงแค่ประเทศตัวเองเท่านั้น..
ซึ่งภาพนี้ ก็เป็นหนังคนละม้วนกับฝั่งศรีลังกา ที่รัฐบาลเน้นนโยบายแบบชาตินิยมที่เข้มข้น
ตั้งแต่ที่ประเทศศรีลังกา หลุดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ รัฐบาลที่เป็นชาวสิงหล ก็ได้เน้นนโยบายความเป็นชาตินิยม คือการยึดกิจการของต่างชาติ
อย่าง บริษัทน้ำมัน ธนาคาร ไปจนถึงไร่ชาขนาดใหญ่ที่เป็นของทุนอังกฤษ ให้กลับมาเป็นของรัฐ
อย่าง บริษัทน้ำมัน ธนาคาร ไปจนถึงไร่ชาขนาดใหญ่ที่เป็นของทุนอังกฤษ ให้กลับมาเป็นของรัฐ
แม้การทำแบบนี้ อาจจะเป็นเรื่องดีตรงที่กิจการเหล่านี้ ตกเป็นของชาวศรีลังกาจริง ๆ แต่ในแง่ของการบริหาร รัฐบาลศรีลังกา ก็เลือกบริหารกิจการเหล่านี้ ในรูปแบบข้าราชการเดิม ๆ
คือการใช้ระบบอุปถัมภ์เส้นสาย เอาคนของพวกพ้องตัวเองเข้าไปบริหาร แถมองค์กรรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ยังเป็นองค์กรที่เต็มไปด้วยพนักงานเช้าชามเย็นชาม และไม่มีทักษะในการทำงานเป็นจำนวนมาก
ทำให้กิจการของรัฐวิสาหกิจเหล่านี้เริ่มขาดทุน จนกลายเป็นภาระของงบประมาณประเทศ
ทำให้กิจการของรัฐวิสาหกิจเหล่านี้เริ่มขาดทุน จนกลายเป็นภาระของงบประมาณประเทศ
นอกจากนี้ เมื่อมีรัฐบาลใหม่ อย่างตระกูลราชปักษา ที่ตั้งขึ้นหลังช่วงสงครามกลางเมือง หรือหลังปี 2009
รัฐบาลใหม่ ก็มีนโยบายฟื้นฟูประเทศจากสงครามกลางเมือง แต่กลับเป็นนโยบายประชานิยมสุดโต่ง อย่างเช่น การลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และนิติบุคคล
แถมรัฐบาลตระกูลราชปักษา ก็ยังได้กู้เงินมหาศาล
เพื่อมาพัฒนาเมกะโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานทั่วทั้งเกาะ อย่าง ท่าเรือน้ำลึกฮัมบันโตตา สนามบินนานาชาติแห่งที่ 2 ของศรีลังกา
เพื่อมาพัฒนาเมกะโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานทั่วทั้งเกาะ อย่าง ท่าเรือน้ำลึกฮัมบันโตตา สนามบินนานาชาติแห่งที่ 2 ของศรีลังกา
รายจ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับรายได้ที่น้อยลง แถมประเทศศรีลังกายังถูกซ้ำเติม ด้วยปัญหาการทุจริตเชิงนโยบายของนักการเมือง ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง จากรุ่นสู่รุ่น
จากปัญหาเหล่านี้ ก็ทำให้ประเทศศรีลังกา จากเมื่อ 60 ปีก่อนที่เคยเป็นประเทศเนื้อหอม จนประเทศสิงคโปร์อยากเอาเป็นแบบอย่าง
ตอนนี้กลับกลายเป็นประเทศที่ไร้ความสามารถในการแข่งขัน
ไม่ว่าจะเป็น ท่าเรือน้ำลึกที่รกร้าง สนามบินมัตตาลา ที่คนใช้น้อยกว่าพื้นที่จริงที่มีขนาดใหญ่มาก รัฐวิสาหกิจและเอกชน ส่งออกสินค้าไปขายต่างชาติได้น้อย
แถมศรีลังกา ต้องนำเข้าสินค้ามากกว่าส่งออกมหาศาล
ทำให้ศรีลังกา ต้องเจอกับทั้งภาวะขาดดุลแฝด ทั้งการขาดดุลการค้าและการขาดดุลการคลัง จนศรีลังกามีหนี้จากการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศค่อนข้างสูง
เมื่อเศรษฐกิจติดหล่ม ทำให้ศรีลังกา ต้องเจอกับวิกฤติพลังงาน และภาวะอดอยากอยู่พักหนึ่ง จนบ้านเมืองเกิดการก่อจลาจล
จากบทเรียนคู่ขนานของทั้ง 2 ประเทศ อย่างสิงคโปร์ และศรีลังกา เราจะเห็นได้ว่า “ต้นทุน” หรือ “จุดเริ่มต้น” ของแต่ละประเทศ ไม่ใช่ตัวกำหนดจุดจบเสมอไป
แต่หากเป็นการเลือกผู้นำที่ดี เก่ง และมีความสามารถ เข้าไปบริหารประเทศ ไปจนถึงการสร้างระบบ ที่สามารถตรวจสอบได้
กฎหมายที่มีประสิทธิภาพมากพอ ที่จะไม่มีใครกล้าทำผิด
กฎหมายที่มีประสิทธิภาพมากพอ ที่จะไม่มีใครกล้าทำผิด
ทั้งหมดนี้ ก็คงเป็นตัวอย่างสภาพแวดล้อมที่ดี ที่จะทำให้ประเทศเล็ก ๆ อย่าง สิงคโปร์ จากเดิมที่ไม่มีอะไรเลย สู่การเป็นประเทศที่ร่ำรวยติดอันดับโลกได้
ส่วนประเทศที่สิงคโปร์เคยเอาเป็นแบบอย่าง อย่างศรีลังกา จากเดิมที่เคยเป็นประเทศร่ำรวย และมีต้นทุนชีวิตที่ดีมาก ทุกวันนี้กลับต้องมาติดหล่ม
และคนในประเทศก็ยังต้องช่วยหาทางให้ศรีลังกา หลุดพ้นจากหล่มนี้ให้ได้
สุดท้ายแล้ว บทสรุปของสิงคโปร์และศรีลังกาพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่า ต้นทุนที่ดีของประเทศ ไม่ใช่ตัวกำหนดอนาคตของประเทศเสมอไป แต่สำคัญกว่านั้นน่าจะเป็นเรื่องวิสัยทัศน์ของผู้นำมากกว่า..