
คนจีนเกิดน้อยลง ระเบิดเวลาเงียบ ของเศรษฐกิจไทย “เกษตร ท่องเที่ยว สินค้าทะลัก”
คนจีนเกิดน้อยลง ระเบิดเวลาเงียบ ของเศรษฐกิจไทย “เกษตร ท่องเที่ยว สินค้าทะลัก” /โดย ลงทุนแมน
คนจีนเกิดน้อยลง แม้ดูไม่ใช่เป็นเรื่องของประเทศไทย
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เรามองข้ามไปได้
คนจีนเกิดน้อยลง แม้ดูไม่ใช่เป็นเรื่องของประเทศไทย
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เรามองข้ามไปได้
เพราะการเกิดน้อยลงของคนจีน ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่จะส่งผลกับคนไทย ตั้งแต่พ่อค้า แม่ค้า เกษตรกร ไปจนถึงธุรกิจโรงแรม ร้านค้าในอนาคต
ซึ่งแน่นอนว่า มันคงไม่เกิดผลกระทบในเร็ววันนี้ เพราะคนจีนก็ยังมีอยู่กว่า 1,400 ล้านคน แต่เรื่องนี้ กลายเป็นระเบิดเวลาเงียบ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยได้
ทำไมเราต้องกังวลเรื่องเด็กจีนเกิดน้อยลง ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ปีที่แล้ว เป็นปีที่คนจีนเกิดแค่ 7.9 ล้านคน และเป็นปีที่ 4
ติดต่อกันของการที่คนจีนเกิดลดลง
ติดต่อกันของการที่คนจีนเกิดลดลง
คนจีนทุก ๆ 1,000 คนตอนนี้ จะมีเด็กเกิดใหม่ราว 5 คน
เรียกได้ว่า ต่ำสุดตั้งแต่ปี 1949 หรือตอนที่เหมา เจ๋อตง ขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศเลยทีเดียว
เรียกได้ว่า ต่ำสุดตั้งแต่ปี 1949 หรือตอนที่เหมา เจ๋อตง ขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศเลยทีเดียว
คำถามคือ แล้วมันแปลว่าอะไร ทำไมเราต้องกังวล สำหรับอนาคต ?
การที่คนจีนเกิดน้อยลง นั่นแปลว่า สินค้าไทยที่ต้องพึ่งพาตลาดในประเทศจีนสูง กำลังเจอความเสี่ยงตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปัจจุบัน สินค้าไทยที่ต้องพึ่งพาจีนสูง ก็คือสินค้าเกษตร
ที่ยังไม่แปรรูปหรือแปรรูปง่าย ๆ ที่ถูกส่งออกไปราว 38% ของมูลค่าส่งออกของสินค้ากลุ่มนี้
ที่ยังไม่แปรรูปหรือแปรรูปง่าย ๆ ที่ถูกส่งออกไปราว 38% ของมูลค่าส่งออกของสินค้ากลุ่มนี้
ทิ้งห่างอันดับ 2 อย่างญี่ปุ่น ที่เราส่งออกไปราว 12% ของมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรกลุ่มนี้
พูดง่าย ๆ คือ เราส่งออกไปแค่ตลาดจีน ก็ได้เงินมากกว่าส่งออกไปญี่ปุ่น คิดเป็น 3 เท่าแล้ว
แต่เมื่อในอนาคต คนจีนมีแนวโน้มเกิดน้อยลง
ความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรพวกนี้ก็ลดลงไปด้วย
และทำให้เราก็ต้องไปหาตลาดใหม่มาชดเชย
ความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรพวกนี้ก็ลดลงไปด้วย
และทำให้เราก็ต้องไปหาตลาดใหม่มาชดเชย
ซึ่งการหาตลาดใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เพราะถ้าเราไปดูหมวดสินค้าเกษตรที่ยังไม่แปรรูปเหล่านี้ หลัก ๆ แล้วมันคือผลไม้สด แช่เย็น และแช่แข็ง
ไม่ว่าจะเป็นทุเรียนสด ที่ทำรายได้หลักแสนล้านบาทต่อปี แต่ก็ต้องพึ่งพาตลาดจีนเป็นหลักถึง 97%
มังคุดสด ที่ทำรายได้ส่งออกไปจีน 14,000 ล้านบาท ก็ต้องแลกมาด้วยการพึ่งพารายได้จากจีน 90%
ลำไยสด ที่ดึงเงินจากคนจีนได้ราว 14,000 ล้านบาท แต่ก็ต้องพึ่งพารายได้หลักจากจีนถึง 67% ไม่ต่างอะไรจากทุเรียนและมังคุดสด
ดังนั้น ในอนาคตที่จะเกิดขึ้นแน่ ๆ ถ้าแนวโน้มคนจีนยังลดลง เราจะเห็นปรากฏการณ์ผลไม้ไทยล้นตลาดหนักกว่าเดิม ถ้ายังไม่มีการวางแผนการผลิตล่วงหน้าที่ดีพอ และสามารถหาตลาดอื่นมาทดแทนได้
นอกจากสินค้าเกษตรที่เจอความเสี่ยง การที่คนจีนเกิดน้อยลง ก็แปลว่า เราคงหวังได้ยากแล้วที่จะเห็นภาพคนจีนมาเที่ยวไทยเยอะมาก ๆ เหมือนเมื่อก่อน
ตัวเลขพีกสูงสุดที่คนจีนมาเที่ยวไทยนั่นคือ 11 ล้านคนในปี 2019 ก่อนที่จะลดลงมาเหลือราว 4 ล้านคนในปีที่แล้ว และไม่เคยกลับไปแตะตัวเลขระดับนั้นอีกเลย
ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะคู่แข่งท่องเที่ยวไทยที่มีมากขึ้นในเพื่อนบ้านแถบนี้ เช่น เวียดนาม ที่ดักให้คนมาท่องเที่ยวได้เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
และคนจีนเองก็ท่องเที่ยวในประเทศตัวเองมากขึ้น จากปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ เมื่อรวมสองอย่างเข้าด้วยกัน ก็ทำให้ไทยมีคนจีน เข้ามาท่องเที่ยวที่ไทย น้อยลงแทน
พอภาพเป็นแบบนี้ และแนวโน้มคนจีนน้อยลงในอนาคต
ภาพการท่องเที่ยวไทย ก็คงไม่ได้เน้นปริมาณนักท่องเที่ยวจากคนจีนแบบเดิม ๆ ได้อีกต่อไป
ภาพการท่องเที่ยวไทย ก็คงไม่ได้เน้นปริมาณนักท่องเที่ยวจากคนจีนแบบเดิม ๆ ได้อีกต่อไป
ซึ่งในอนาคต ก็ต้องบีบให้การท่องเที่ยวไทยหันไปดึงดูดนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่น ๆ และต้องสร้างแม่เหล็กแลนด์มาร์กใหม่ ๆ เพื่อแย่งชิงนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง
และเรื่องสุดท้ายที่อาจจะเกิดกับเศรษฐกิจไทย ในวันที่คนจีนยังเกิดน้อยลงแบบนี้ นั่นคือ การทะลักของสินค้าจีน
ในช่วงที่ผ่านมา จีนเปรียบเสมือนโรงงานของโลกมาตลอด ที่ผลิตสินค้าได้เกือบทุกอย่างตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบที่โลกต้องการ
แต่เมื่อคนจีนกำลังเกิดน้อยลง นั่นแปลว่ากำลังซื้อในประเทศจะหายไปด้วย สินค้าต้นทุนต่ำที่ผลิตออกมา ก็อาจทะลักไปสู่ประเทศต่าง ๆ รวมถึงไทยเองแทน
ซึ่งปัจจุบัน แนวโน้มสินค้าจีนทะลักก็เกิดขึ้นแล้ว
จากกำลังซื้อในจีนที่ไม่เพียงพอ
จากกำลังซื้อในจีนที่ไม่เพียงพอ
แถมยังมีปัญหาภายในจากโครงสร้างเศรษฐกิจจีนที่บิดเบี้ยวอีกด้วย เพราะแต่ละมณฑลต่างแข่งขันให้ GDP ของตัวเองเติบโตหรือเศรษฐกิจใหญ่ขึ้น เพื่อทำให้เกิดการจ้างงานและเก็บภาษีได้มากขึ้น
แต่สุดท้ายก็ทำให้หลาย ๆ ธุรกิจผลิตสินค้าออกมาเกินกว่าความต้องการในประเทศ และต้องลงเอยด้วยการระบายสินค้าพวกนี้ออกนอกประเทศแทน
ประกอบกับการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ก็ทำให้จีนหาทางระบายสินค้าไปยังประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะในอาเซียน มากขึ้น
นอกจากนี้ พอแนวโน้มการเกิดของประชากรจีนลดลง
เพื่อให้การเป็นโรงงานโลกของตัวเองยังอยู่ต่อไป หุ่นยนต์เลยกลายเป็นคำตอบสำคัญของเรื่องนี้แทน
เพื่อให้การเป็นโรงงานโลกของตัวเองยังอยู่ต่อไป หุ่นยนต์เลยกลายเป็นคำตอบสำคัญของเรื่องนี้แทน
ข้อมูลจากสหพันธ์หุ่นยนต์นานาชาติระบุว่า แค่ในปี 2024 ปีเดียว จีนติดตั้งหุ่นยนต์ในโรงงานเกือบ 300,000 ตัว มากเป็นอันดับ 1 ของโลก
ทิ้งห่างจากญี่ปุ่น ที่ติดตั้งหุ่นยนต์ในปีเดียวกันแค่ 44,000 ตัว ตามมาด้วยสหรัฐฯ ที่ติดตั้งแค่ 34,000 ตัวเท่านั้น
ตัวเลขนี้ ทำให้เรายิ่งเห็นแนวโน้มที่ชัดเจนของจีนว่า ต่อให้คนในประเทศตัวเองเกิดน้อยลง ก็จะมีหุ่นยนต์จีน ที่จะคอยผลิตสินค้าให้กับโลกของเราต่อไป..
เมื่อเป็นแบบนี้ หุ่นยนต์ที่มีแค่ต้นทุนซ่อมบำรุง แต่ไม่ต้องขึ้นเงินเดือน ต่างจากคนที่ต้องขึ้นเงินเดือนทุกปี ก็ยิ่งทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าในระยะยาว น้อยลงไปเรื่อย ๆ..
ทั้งหมดนี้ ก็คือระเบิดเวลาเงียบของเศรษฐกิจไทย ที่แม้เกิดกับประเทศจีนในวันที่เด็กเกิดน้อยลง ก็อาจส่งผลกระทบกับคนไทยทุกคนแบบเลี่ยงไม่ได้
ซึ่งคงต้องพูดอีกครั้งว่า มันจะไม่เกิดในเร็ววันนี้แน่ ๆ เพราะคนจีนก็ยังมีมากถึง 1,400 ล้านคน แต่ก็เป็นโจทย์ใหญ่ให้ไทย เตรียมพร้อมรับมือกับอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้น
เพราะจริง ๆ นี่ก็เป็นธรรมชาติความเสี่ยง ที่วันนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นจริง แต่ถ้ามันเกิดขึ้นแล้ว จากความเสี่ยงก็จะกลายเป็นความจริงโดยที่เราอาจไม่ทันตั้งตัว
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในวันที่เรามองไม่เห็นวิกฤติหรือความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
พอเวลาผ่านไป
จู่ ๆ พรุ่งนี้ เราอาจตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า กำลังอยู่ในวิกฤติครั้งใหญ่นั้นไปเรียบร้อยแล้ว..
จู่ ๆ พรุ่งนี้ เราอาจตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า กำลังอยู่ในวิกฤติครั้งใหญ่นั้นไปเรียบร้อยแล้ว..