
รู้จัก Jiban “ระบบบ้านใหญ่” สไตล์ญี่ปุ่น ที่สร้างความเจริญให้ท้องถิ่น
รู้จัก Jiban “ระบบบ้านใหญ่” สไตล์ญี่ปุ่น ที่สร้างความเจริญให้ท้องถิ่น /โดย ลงทุนแมน
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประเทศญี่ปุ่น ก็มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไป
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประเทศญี่ปุ่น ก็มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไป
โดยฝั่งประเทศญี่ปุ่น มีพรรคที่ชนะก็คือ พรรค LDP หรือพรรคเสรีประชาธิปไตย ที่นำโดย ซานาเอะ ทากาอิจิ ที่สามารถเอาชนะแบบแลนด์สไลด์ โดยสามารถครองเสียงข้างมากในสภามากกว่า 2 ใน 3
ซึ่งแน่นอนว่า สิ่งที่ผลักดันให้พรรค LDP ของซานาเอะ ทากาอิจิ ได้รับชัยชนะในครั้งนี้
ก็คือระบบ Jiban หรือเป็นระบบที่สมาชิกในพรรค เป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ และนำงบมาพัฒนาพื้นที่ให้เจริญเทียบเท่ากับเมืองหลวง
ก็คือระบบ Jiban หรือเป็นระบบที่สมาชิกในพรรค เป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ และนำงบมาพัฒนาพื้นที่ให้เจริญเทียบเท่ากับเมืองหลวง
แล้วระบบ Jiban หรือกลุ่ม “บ้านใหญ่” ผู้มีอิทธิพลในแบบญี่ปุ่น นั้นเป็นอย่างไร
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ก็ต้องบอกว่า ญี่ปุ่น มีพรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่เก่าแก่ของประเทศ นั่นก็คือ พรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP)
ซึ่งพรรคนี้ ถือเป็นพรรคอันดับ 1 ที่มีอิทธิพลอย่างมาก ตั้งแต่ช่วงที่ญี่ปุ่นสร้างชาติหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
โดย LDP เป็นแกนนำหลักในการจัดตั้งรัฐบาล และบริหารประเทศญี่ปุ่นมานานเกือบทุกสมัย
โดย LDP เป็นแกนนำหลักในการจัดตั้งรัฐบาล และบริหารประเทศญี่ปุ่นมานานเกือบทุกสมัย
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พรรค LDP เปรียบเสมือนเป็นพรรคที่หลอมรวมระบบบ้านใหญ่ เข้ากับโครงสร้างของรัฐได้อย่างแนบเนียน
โดยระบบบ้านใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็คือกลุ่มตระกูล สส. และนักการเมืองท้องถิ่น ของแต่ละพื้นที่ หรือแต่ละเขตในญี่ปุ่น ก็จะมีรูปแบบการทำงาน คล้ายกันกับ สส. ของประเทศไทย นั่นก็คือ
- จะเป็นผู้ดีลงบประมาณ ที่มาจากส่วนกลาง เข้ามาพัฒนาพื้นที่ต่างจังหวัด
- จะปรากฏตัวในงานเทศกาลของเมืองต่าง ๆ หรือที่เรียกว่า Matsuri
รวมถึงมาร่วมงานบุญ หรืองานศพ ของคนในพื้นที่ เพื่อแสดงถึงความเป็นกันเอง และมีการสนับสนุนเงินลงทุนเพื่อจัดพิธีกรรมสำคัญต่าง ๆ ด้วย
รวมถึงมาร่วมงานบุญ หรืองานศพ ของคนในพื้นที่ เพื่อแสดงถึงความเป็นกันเอง และมีการสนับสนุนเงินลงทุนเพื่อจัดพิธีกรรมสำคัญต่าง ๆ ด้วย
ซึ่งการที่ Jiban หรือก็คือ สส. และนักการเมืองท้องถิ่น เข้าไปฝังตัวกับชาวบ้านหรือคนในพื้นที่แบบนี้
ก็เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาและความต้องการของชาวบ้าน
ก็เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาและความต้องการของชาวบ้าน
ถึงแม้ว่า สส. หรือนักการเมืองท้องถิ่น จะเข้าไปมีส่วนร่วมผูกพันกับชาวบ้าน แต่สิ่งที่พวกเขาจะต้องปฏิบัติภายใต้กฎกติกาเดียวกันก็คือ การห้ามแจกซอง หรือแจกเงิน ให้กับชาวบ้านเพื่อซื้อเสียง
เพราะการทำแบบนี้ตามธรรมเนียมของญี่ปุ่น ก็เหมือนเป็นการดูถูกดูหมิ่น
และลดทอนคุณค่าของคนในพื้นที่
และลดทอนคุณค่าของคนในพื้นที่
คล้าย ๆ กับการให้ทิปกับพนักงานในร้านอาหารของญี่ปุ่น ซึ่งชาวญี่ปุ่นถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ
นอกจากการแจกเงินซื้อเสียง จะเป็นสิ่งที่ผิดในเชิงวัฒนธรรมญี่ปุ่นแล้ว
ในทางกฎหมายเอง การแจกเงินซื้อเสียง ถือเป็นจุดจบทางการเมืองที่รุนแรงและเด็ดขาดด้วย
ในทางกฎหมายเอง การแจกเงินซื้อเสียง ถือเป็นจุดจบทางการเมืองที่รุนแรงและเด็ดขาดด้วย
โดยญี่ปุ่น มีกฎหมายเลือกตั้งที่มีบทลงโทษรุนแรง อย่างกฎหมาย Koshoku Senkyo Ho ซึ่งเป็นกฎหมายปราบโกงฉบับหลัก ที่นักการเมืองญี่ปุ่นกลัวมากที่สุด
กฎหมายนี้จะห้ามแจกเงิน หรือการให้ผลประโยชน์ทางวัตถุใด ๆ แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตของตัวเอง แม้แต่ในงานพิธี
ถ้าถูกจับได้ว่ามีการแจกเงินซื้อเสียง สส. นักการเมืองท้องถิ่น และผู้ที่เกี่ยวข้องก็จะผิดทันที
และถูกแบนจากการลงสมัครเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี
และถูกแบนจากการลงสมัครเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี
ซึ่งในบริบทของท้องถิ่นประเทศญี่ปุ่น การหายไป 5 ปี ก็เท่ากับเสียฐานเสียงบ้านใหญ่ให้คนอื่นไปถาวร
ถึงแม้ว่าการแจกเงิน จะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องทั้งในเชิงวัฒนธรรม แถมยังมีบทลงโทษทางกฎหมายที่รุนแรงในญี่ปุ่น
แต่ในมุมของนักการเมือง หรือ สส. ที่มาจากบ้านใหญ่แล้ว
ถ้าไม่สามารถแจกเงินได้ ก็จะใช้วิธีการ “แจกอนาคต” แทน
ถ้าไม่สามารถแจกเงินได้ ก็จะใช้วิธีการ “แจกอนาคต” แทน
โดยท้องถิ่นญี่ปุ่น จะมีระบบที่เรียกว่า Doken Kokka หรือการเปลี่ยนงบประมาณรัฐ ให้กลายเป็นรายได้ของท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ
ด้วยวิธีการดีลโครงการเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ เพื่อดึงเม็ดเงินให้เข้ามาลงทุนในพื้นที่ให้มากที่สุด
อย่างเช่น การสร้างทางด่วน ทำระบบขนส่งสาธารณะ การปรับปรุงทางเดินเท้า สวนสาธารณะ สถานีรถไฟ ไปจนถึงการผลักดันให้มีการสร้างเส้นทางรถไฟชิงกันเซ็ง
ซึ่งการดึงเม็ดเงินเข้ามา ก็เพื่อสร้างอนาคตที่ Win-Win กับชาวบ้าน คือมีเม็ดเงินจากส่วนกลางไหลไปหาพื้นที่ จนสามารถดึงผู้คนให้เข้ามาอยู่อาศัย หรือดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวในพื้นที่
และชาวบ้านก็จะได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว ที่มีมูลค่ามากกว่าตัวเงิน
นอกจากนี้ในวัฒนธรรมท้องถิ่นญี่ปุ่น จะมีสิ่งที่เรียกว่า Kyodo-ai หรือ คิโยโด-ไอ หรือเป็นความรักและความผูกพันในถิ่นฐานบ้านเกิด
ซึ่ง DNA นี้ของคนในพื้นที่ ก็ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบการเมืองท้องถิ่น
จากสิ่งที่เรียกว่า Kyodo-ai ทำให้ชาวบ้านรักและหวงแหนเมืองของตัวเอง
จนกลายเป็นหูเป็นตา ที่ทรงพลังที่สุด ที่จะผลักดันให้ สส.เขต ที่ได้รับเลือก รวมถึงนักการเมืองท้องถิ่น อย่างผู้ว่าราชการจังหวัด และนายกเทศมนตรี
จนกลายเป็นหูเป็นตา ที่ทรงพลังที่สุด ที่จะผลักดันให้ สส.เขต ที่ได้รับเลือก รวมถึงนักการเมืองท้องถิ่น อย่างผู้ว่าราชการจังหวัด และนายกเทศมนตรี
ให้ขยันทำงานเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนในพื้นที่ เช่น การปรับปรุงให้บ้านเมืองสะอาด ปลอดภัย และคนพื้นที่ มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีที่สุด
ซึ่งความรักในบ้านเกิดนี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่การรักษามาตรฐานภายในเมืองของตัวเองเท่านั้น
แต่ยังแผ่ขยายไปถึงการแข่งกันสร้าง “ความโดดเด่น” เฉพาะด้าน เพื่อไม่ให้เมืองที่อาศัยอยู่เอง น้อยหน้าไปกว่าเมืองอื่น ๆ ในประเทศ ยกตัวอย่างเช่น
แต่ยังแผ่ขยายไปถึงการแข่งกันสร้าง “ความโดดเด่น” เฉพาะด้าน เพื่อไม่ให้เมืองที่อาศัยอยู่เอง น้อยหน้าไปกว่าเมืองอื่น ๆ ในประเทศ ยกตัวอย่างเช่น
- แข่งกันสร้าง KPI ของเมืองด้วยการประกวด
โดยเมืองต่าง ๆ ของญี่ปุ่น มีการจัดประกวด หรือแข่งขันกันในเรื่องต่าง ๆ มากมาย
จากหน่วยงานที่เป็นองค์กรอิสระ หรือสมาคมต่าง ๆ เช่น
โดยเมืองต่าง ๆ ของญี่ปุ่น มีการจัดประกวด หรือแข่งขันกันในเรื่องต่าง ๆ มากมาย
จากหน่วยงานที่เป็นองค์กรอิสระ หรือสมาคมต่าง ๆ เช่น
งานประกวดเมืองที่มี Skyline ยามค่ำคืน ที่สวยงามที่สุด โดยเมืองที่ได้แชมป์บ่อย ๆ ก็คือ
เมืองนางาซากิ เมืองซัปโปโร และเมืองคิตาคีวชู
เมืองนางาซากิ เมืองซัปโปโร และเมืองคิตาคีวชู
การประกวดเมืองที่มีทัศนียภาพสวยที่สุด โดยเมืองที่ได้แชมป์ในด้านนี้บ่อย ๆ ก็คือเมืองรอง อย่างเมืองโทยามะ และเมืองคานาซาวะ
การประกวดเมืองที่น่าอยู่ที่สุด โดยเมืองโยโกฮามา ก็มักจะติดอันดับต้น ๆ จากการวางผังเมืองที่โดดเด่น และทุกคนสามารถเดินเล่นภายในเมือง ได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัย
นอกจากนี้ หลาย ๆ เมืองท้องถิ่น ก็ยังได้ออกนโยบายแข่งกัน เพื่อแย่งเม็ดเงินเข้าเมือง แย่งภาษี ไปจนถึงแย่งคนให้ย้ายเข้าไปอยู่
- แย่งเม็ดเงินจากการท่องเที่ยว ผ่านโครงการ One Village, One Product หรือ OVOP เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียง และดึงดูดเม็ดเงินจากการท่องเที่ยว
- แย่งภาษี เพื่อมาพัฒนาเมือง ผ่านโครงการ Furusato Nozei หรือระบบภาษีบ้านเกิด
ซึ่งโครงการนี้ จะให้คนเมืองสามารถเลือกโอนภาษีบางส่วน ไปให้ท้องถิ่นที่ตัวเองรักได้ เพื่อแลกกับของขวัญตอบแทนจากเมืองนั้น ๆ
โดยระบบนี้ ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นต้องเร่งพัฒนาเมือง และสินค้าชุมชนให้มีคุณภาพสูงสุด เพื่อจูงใจให้คนจากทั่วประเทศ ส่งเงินภาษีกลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตน
- แย่งชิงประชากร ผ่านสวัสดิการของท้องถิ่น ในภาวะที่ญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เมืองแต่ละเมืองจึงต้องแข่งกันออกนโยบายเพื่อดึงดูด “คนรุ่นใหม่” ให้กลับไปสร้างครอบครัวในบ้านเกิด
เราจึงเห็นรัฐบาลท้องถิ่นแข่งกันลดค่าเทอมโรงเรียนอนุบาล แจกเงินขวัญถุงเด็กแรกเกิด หรือแม้แต่การพัฒนาพื้นที่ส่วนกลาง ให้สะอาดและปลอดภัยมากกว่าเมืองหลวง
ดังนั้น เราจึงเห็นว่าการเมืองท้องถิ่นที่มี สส. หรือนักการเมืองท้องถิ่น เป็นตัวตั้งตัวตี
ต่างก็ยึดโยงกับคนในพื้นที่ ที่มีความรักและความผูกพันกับท้องถิ่น หรือเมืองบ้านเกิดของตัวเอง
และอยากพัฒนาท้องถิ่นของตัวเองให้ดี และน่าอยู่มากขึ้น
ต่างก็ยึดโยงกับคนในพื้นที่ ที่มีความรักและความผูกพันกับท้องถิ่น หรือเมืองบ้านเกิดของตัวเอง
และอยากพัฒนาท้องถิ่นของตัวเองให้ดี และน่าอยู่มากขึ้น
เพราะหาก สส. หรือนักการเมืองท้องถิ่น ที่ถึงแม้ว่าจะมีสังกัดอยู่ในพรรคใหญ่ระดับชาติ แต่ถ้าไม่สามารถทำตาม KPI หรือความคาดหวังของคนในพื้นที่ได้
สส. หรือนักการเมืองท้องถิ่นคนนั้น ก็จะไม่ได้รับเลือกจากประชาชน ให้มาดูแลเมืองหรือจังหวัดนั้น ๆ อีก
อีกหนึ่งข้อที่ทำให้เมืองหรือจังหวัดต่าง ๆ ของญี่ปุ่นมีความเจริญพอ ๆ กับเมืองหลวง ก็คือระบบที่คอยตรวจสอบมาตรฐานการก่อสร้าง และตรวจสอบการทุจริต ผ่านกฎหมายที่ถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็น
กฎหมายการก่อสร้าง ที่ไม่สามารถลดสเป็กงานได้
คือถ้ามีโครงการจะสร้างถนน สะพาน สนามกีฬา ศูนย์การแพทย์ หรือพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ในท้องถิ่น โครงการเหล่านี้แม้จะใช้งบประมาณก่อสร้างที่สูง
คือถ้ามีโครงการจะสร้างถนน สะพาน สนามกีฬา ศูนย์การแพทย์ หรือพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ในท้องถิ่น โครงการเหล่านี้แม้จะใช้งบประมาณก่อสร้างที่สูง
แต่กฎหมายการก่อสร้างของประเทศญี่ปุ่น จะไม่สามารถให้ลดสเป็กวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างได้แม้แต่นิดเดียว
โดยการก่อสร้างโครงการต่าง ๆ ของรัฐ จะต้องอ้างอิงไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น หรือ JIS
ซึ่งวัสดุทุกชิ้นจะต้องมีเครื่องหมาย JIS ก่อนถึงจะสามารถนำไปก่อสร้างได้
ซึ่งวัสดุทุกชิ้นจะต้องมีเครื่องหมาย JIS ก่อนถึงจะสามารถนำไปก่อสร้างได้
และสำหรับโครงสร้างพื้นฐานแต่ละประเภท ก็จะมีมาตรฐานเฉพาะทาง ที่ออกโดยหน่วยงานส่วนกลาง ที่กำกับดูแลอย่างเคร่งครัด ยกตัวอย่างเช่น
ถนนและสะพาน ก็จะอ้างอิงจากมาตรฐานการก่อสร้าง จากกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น
ซึ่งหน่วยงานของกระทรวงนี้ จะคอยกำหนดความหนาของชั้นดิน การบดอัด และเกรดของคอนกรีต ที่ต้องทนต่อแรงแผ่นดินไหวขั้นรุนแรง
ด้วยมาตรฐานการก่อสร้างนี้ ทำให้เมืองต่าง ๆ ในญี่ปุ่นโดยส่วนใหญ่ มีตึกอาคารที่แข็งแรง ปลอดภัยจากแผ่นดินไหว มีถนนและทางเท้าที่เรียบเนียน สะอาด และปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน
อีกหนึ่งกฎหมายที่น่าสนใจคือ กลไก “นกต่อ” หรือ “Leniency Program”
ที่ญี่ปุ่นเอาไว้ใช้ตรวจสอบการฮั้วประมูลของบริษัทรับเหมา โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทรับเหมาในท้องถิ่น
ที่ญี่ปุ่นเอาไว้ใช้ตรวจสอบการฮั้วประมูลของบริษัทรับเหมา โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทรับเหมาในท้องถิ่น
โดยวิธีการของกลไกนี้คือ สมมติว่ามีบริษัทผู้รับเหมา 3 เจ้า ประมูลงานแข่งกัน
หากมีการฮั้วประมูล ถ้ามีบริษัทหนึ่งเข้าไปสารภาพกับคณะกรรมการการค้า
ว่ามีการฮั้วประมูลกับหน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานท้องถิ่น ก่อนเป็นบริษัทแรก
บริษัทนั้น ก็จะได้รับการยกเว้นโทษปรับ และไม่ถูกแบนจากการประมูลงานครั้งต่อไปของรัฐ
ว่ามีการฮั้วประมูลกับหน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานท้องถิ่น ก่อนเป็นบริษัทแรก
บริษัทนั้น ก็จะได้รับการยกเว้นโทษปรับ และไม่ถูกแบนจากการประมูลงานครั้งต่อไปของรัฐ
โดยผลจากกลไกนี้ ทำให้บริษัทผู้รับเหมาทั้ง 3 เจ้าจะระแวงกันเอง และไม่กล้าจับมือกันโกง
นอกจากนี้ การก่อสร้างในญี่ปุ่น ยังมีระบบการตรวจสอบที่เรียกว่า Kouji Kansetsu
หรือก็คือ การตรวจสอบหน้างานอย่างเข้มงวด
หรือก็คือ การตรวจสอบหน้างานอย่างเข้มงวด
Kouji Kansetsu เป็นระบบออดิตการก่อสร้าง ที่จะเป็นการตรวจเช็กทุกขั้นตอน โดยจะมีเจ้าหน้าที่จากส่วนกลาง หรือที่ปรึกษาอิสระ เข้ามาสุ่มตรวจสเป็กงานก่อสร้างต่าง ๆ ในหน้างานจริง
หากไม่ตรงตามแบบ หรือไม่ตรงตามมาตรฐานที่กำหนด
ก็จะต้องทุบทิ้งและให้สร้างใหม่ทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น..
ก็จะต้องทุบทิ้งและให้สร้างใหม่ทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น..
และถ้าหากโครงการมีปัญหาในอนาคต เช่น ถนนพัง หรืออุโมงค์ถล่ม
นักการเมืองท้องถิ่น นายกเทศมนตรี หรือผู้ว่าราชการจังหวัด ที่อนุมัติงบประมาณและโครงการก่อสร้าง
ก็จะต้องถูกลงโทษทางกฎหมาย และหมดอนาคตในการทำงานการเมืองไปตลอดชีวิต
นักการเมืองท้องถิ่น นายกเทศมนตรี หรือผู้ว่าราชการจังหวัด ที่อนุมัติงบประมาณและโครงการก่อสร้าง
ก็จะต้องถูกลงโทษทางกฎหมาย และหมดอนาคตในการทำงานการเมืองไปตลอดชีวิต
ตระกูลนักการเมือง จะถูกแบนจากประชาชน และบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้าง ก็จะถูกแบล็กลิสต์ทันที..
ทั้งหมดนี้ ก็เป็นโมเดลการเมืองในรูปแบบ Jiban หรือเป็น “บ้านใหญ่” ในแบบญี่ปุ่น ที่ถึงแม้ว่ากลุ่ม สส. หรือนักการเมืองท้องถิ่นเหล่านี้ จะมีความสัมพันธ์กับพรรคการเมืองใหญ่
แต่กลุ่มนักการเมืองเหล่านี้ ก็ได้ยึดโยงกับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งต้องการคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีพอ ๆ กับเมืองหลวงนั่นเอง..