กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ไม่ได้มีทุกบริษัท แต่ถ้ามี จะมีแต้มต่อชีวิตด้านการเงิน ควรจัดการอย่างไร สรุปครบจบให้ในโพสต์เดียว

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ไม่ได้มีทุกบริษัท แต่ถ้ามี จะมีแต้มต่อชีวิตด้านการเงิน ควรจัดการอย่างไร สรุปครบจบให้ในโพสต์เดียว

1. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ PVD คือกองทุนที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันจัดตั้งขึ้น เพื่อเก็บออมเงินให้ลูกจ้างไว้ใช้จ่ายตอนเกษียณอายุ
โดยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนับว่าเป็นสวัสดิการของบริษัท แต่ไม่ใช่ทุกบริษัทที่จะมีสวัสดิการนี้
ซึ่งถ้าเราจัดการดีจะได้เปรียบทั้งเรื่องการสร้างความมั่งคั่ง
ในอนาคต รวมถึงช่วยประหยัดภาษีได้ไม่น้อยด้วย
2. ก่อนอื่นมาทำความรู้จัก 3 ส่วนหลัก ที่ส่งผลต่อมูลค่าเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ได้แก่
- เงินสะสม หรือเงินของเราที่ถูกหักจากเงินเดือน
- เงินสมทบ หรือเงินที่บริษัทจ่ายให้เพิ่ม
- ผลตอบแทน จากการที่กองทุนนำเงินไปลงทุนให้
แปลงเป็นสูตรแบบง่าย ๆ
เงินในอนาคต = (เงินสะสม + เงินสมทบ) x ผลตอบแทน
นั่นหมายความว่า ถ้าอยากให้มูลค่าเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพียงพอ สำหรับใช้ในช่วงเกษียณ ก็ต้องหาทางเพิ่ม 3 ส่วนนี้
3. เริ่มต้นที่ “เงินสะสม” เป็นปัจจัยที่เราสามารถเพิ่มได้ง่ายที่สุด
เพราะบริษัทให้เราเลือกได้ว่าจะหักกี่เปอร์เซ็นต์จากเงินเดือน ซึ่งมีตั้งแต่ 2-15%
ถ้าเราไม่ได้ลงทุนส่วนตัวเองอยู่แล้ว หรือเงินเดือนเหลือเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ก็สามารถให้บริษัทหักไปได้เต็มที่เลย
เพราะนอกจากจะทำให้เงินลงทุนกลายเป็นก้อนใหญ่ได้เร็วแล้ว เราจะได้ค่าลดหย่อนภาษีที่เพิ่มขึ้นด้วย
โดยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 500,000 บาท แต่ไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง ซึ่งเป็นส่วนลดหย่อนรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ เช่น RMF, SSF
4. ต่อมาคือ “เงินสมทบ” ปัจจัยที่เราอาจจะควบคุมได้ หรือไม่ได้เลย เพราะขึ้นอยู่กับรูปแบบของเงินสมทบ
ซึ่งเงินสมทบมีหลัก ๆ อยู่ 2 รูปแบบ คือ
- แบบ Fix ตามอายุงาน ซึ่งเป็นที่นิยมที่หลายบริษัทเลือกใช้
เป็นรูปแบบที่บริษัทจะกำหนดอัตราเงินสมทบมาให้เลย โดยจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนปีที่เราทำงานกับบริษัท เช่น
ทำงาน 1-3 ปี บริษัทสมทบให้ 3%
ทำงาน 3-5 ปี บริษัทสมทบให้ 5%
ทำงาน 5 ปีขึ้นไป บริษัทสมทบให้ 8%
ในกรณีนี้ ไม่ว่าเราจะเลือกหักเงินสะสมของตัวเอง 2% หรือ 15% บริษัทก็จะจ่ายสมทบให้ตามอัตราที่กำหนดไว้ตามอายุงาน
ดังนั้นเราสามารถหักได้ตามที่ต้องการ เพราะอย่างไรบริษัทก็กำหนดเงินสมทบมาแล้ว
- แบบสมทบเท่ากับที่เราจ่าย
เป็นรูปแบบที่บริษัทจะจ่ายสมทบให้ “เท่ากับ” หรือ “เป็นสัดส่วน” ตามที่เราเลือกหักเงินสะสม แต่จะมีเพดานสูงสุดกำหนดไว้ เช่น
บริษัทกำหนดเพดานสูงสุด 8%
ถ้าเราออม 3% บริษัทสมทบ 3%
ถ้าเราออม 5% บริษัทสมทบ 5%
ถ้าเราออม 10% บริษัทสมทบ 8%
ซึ่งถ้าเป็นกรณีนี้ เราควรจะออมให้เท่ากับเพดานที่กำหนดไว้ เพื่อจะได้รับประโยชน์สูงสุด
ทั้งนี้อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ อย่าลืมดูเงื่อนไขด้วยว่า เงื่อนไขการได้รับเงินสมทบคืออะไร
เพราะแม้บริษัทจะจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนในชื่อเราทุกเดือน แต่มันยังไม่ใช่ของเรา 100% จนกว่าจะทำตามเงื่อนไขเวลาที่กำหนด
โดยบริษัทมักจะกำหนดตารางการได้รับเงินสมทบ ไว้เป็นขั้นบันได เช่น
ลาออกก่อน 1 ปี ได้เงินสมทบ 0%
ลาออกเมื่อครบ 3 ปี ได้เงินสมทบ 50%
ลาออกเมื่อครบ 5 ปี ได้เงินสมทบ 100%
อย่างไรก็ตาม เงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสะสม จะเป็นของเรา 100% เสมอตั้งแต่วันแรก ไม่ว่าเราจะลาออกตอนไหนก็ตาม
5. ปิดท้ายด้วยผลตอบแทน จะได้มากหรือน้อย หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวกำหนดคือ นโยบายการลงทุน
เช่น
หากเลือกแผนที่ลงทุนในพันธบัตรหรือเงินฝากเพียงอย่างเดียว ผลตอบแทนจะอยู่ที่ 1-2% ต่อปี
แต่หากเลือกแผนที่เน้นลงทุนในหุ้นต่างประเทศ ผลตอบแทนจะขยับมาเป็น 8-10% ต่อปี
จะเห็นได้ว่า นโยบายการลงทุน สามารถส่งผลต่อผลตอบแทนที่แตกต่างกันได้ไม่น้อยเลย
ดังนั้นควรไปดูต่อว่าแต่ละสินทรัพย์ เช่น ทองคำ พันธบัตรรัฐบาล หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ หุ้นธีมต่าง ๆ สามารถทำผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีคือเท่าไร
อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมความเสี่ยงด้วย เพราะแผนที่เน้นลงทุนในหุ้นต่างประเทศ บางปีก็อาจให้ผลตอบแทนติดลบหนักได้เช่นกัน
แล้วเราควรเลือกอย่างไร ?
ก็ต้องบอกว่า บางบริษัทอาจจะไม่ให้เลือกนโยบายการลงทุนเอง
แต่ถ้าเลือกได้ เราควรจะเลือกแผนการลงทุนตามช่วงวัย หรือตามความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้
ถ้าเรายังอยู่ในช่วง First Jobber ก็ควรเลือกแผนที่เสี่ยงสูง มีสัดส่วนหุ้นเยอะ เช่น หุ้น 70-100% เพราะมีเวลาให้เงินทำงานนานพอที่จะผ่านช่วงตลาดผันผวน
ขณะที่ถ้าเรามีอายุ 45 ปีขึ้นไป ก็อาจจะค่อย ๆ ปรับลดสัดส่วนหุ้นลง และเพิ่มสัดส่วนพันธบัตรหรือตราสารหนี้ เพื่อรักษาเงินก้อนก่อนเกษียณ
6. ข้อควรระวัง เมื่อลาออก
เพราะนอกจากจะโดนริบเงินคืนแล้ว สิ่งที่น่ากลัวคือภาษี
โดยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีเงื่อนไขด้านภาษีคือ ต้องเป็นสมาชิกกองทุนต่อเนื่องมา 5 ปี และอายุครบ 55 ปี ณ ตอนที่ถอนเงินออกถึงจะไม่เสียภาษี
แต่หากลาออกแล้วเลือกถอนเงินเป็นเงินสดออกมาใช้ทันที โดยที่อายุยังไม่ครบ 55 ปี หรือเป็นสมาชิกกองทุนไม่ถึง 5 ปี จะมีกรณีที่ในเงินส่วนของนายจ้างและผลตอบแทน จะถูกนับเป็นรายได้
ซึ่งเราจะต้องเอาเงินทั้ง 2 ส่วนนั้น ไปรวมกับเงินเดือน เพื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตอนสิ้นปี ซึ่งอาจทำให้ฐานภาษีกระโดด จนต้องจ่ายภาษีในอัตราที่สูงกว่าเดิม
แล้วควรทำอย่างไร ?
หากเรายังไม่เกษียณ และบริษัทใหม่มีสวัสดิการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ให้เราโอนยอดจากที่เก่ามาที่ใหม่เลย เพื่อรักษาสิทธิทางภาษีและนับอายุสมาชิกต่อเนื่อง
แต่ในเคสที่ออกจากงานโดยเป็นสมาชิกกองทุนมาเกิน 5 ปี แล้วต้องการดึงเงินสดออกมาใช้โดยที่ยังไม่เข้าเงื่อนไขเกษียณ
เราสามารถใช้ “แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน” หรือเรียกสั้น ๆ ว่าใบแนบ
โดยสรรพากร จะให้สิทธิกับผู้ใช้ใบแนบในการยื่นแบบเสียภาษีเพื่อแยกคำนวณภาษี ในส่วนของนายจ้างและผลตอบแทนออกมาต่างหาก โดยไม่ต้องไปยุ่งกับเงินเดือน
ซึ่งใบแนบ จะให้สิทธิทั้งการหักค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น, ให้สิทธิลดหย่อนมากขึ้น และยังให้แยกคำนวณฐานภาษีใหม่ ไม่ไปรวมกับส่วนรายได้เดิมที่มี
แต่ถ้าเป็นเคสที่ย้ายงาน แล้วบริษัทใหม่ไม่มีสวัสดิการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ให้เราย้ายไปกองทุน RMF ที่เปิดรับโอนจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพราะจะไม่โดนภาษี ที่สำคัญทำให้เงินที่เราเก็บมาสามารถเติบโตต่อไปได้นั่นเอง..
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon