
ทำไมการถือหุ้น 100 ตัว ในประเทศเดียว อาจเสี่ยงกว่าที่คิด ?
ทำไมการถือหุ้น 100 ตัว ในประเทศเดียว อาจเสี่ยงกว่าที่คิด ? /โดย ลงทุนแมน
นักลงทุนหลายคนมักจะรู้สึกสบายใจ เมื่อกางพอร์ตการลงทุนออกมา แล้วพบว่าตัวเองมีหุ้นอยู่ 20, 30 หรือเป็น 100 ตัว
นักลงทุนหลายคนมักจะรู้สึกสบายใจ เมื่อกางพอร์ตการลงทุนออกมา แล้วพบว่าตัวเองมีหุ้นอยู่ 20, 30 หรือเป็น 100 ตัว
โดยอาจมองได้ว่า พอร์ตที่มีหุ้นมากขนาดนั้น ถือเป็นการกระจายความเสี่ยงได้ดีเยี่ยมแล้ว เพราะมีหุ้นทั้งหุ้นธนาคาร หุ้นพลังงาน หุ้นค้าปลีก ไปจนถึงหุ้นเทคโนโลยี
แต่สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนจำนวนมากมักมองข้าม จนกลายเป็นจุดบอดใหญ่ที่สุดของพอร์ต ก็คือหุ้นทั้ง 100 ตัวนั้น กระจุกตัวอยู่ในประเทศเดียว
ทำไมการลงทุนแค่ในประเทศเดียว ถึงเป็นความเสี่ยงที่น่ากลัว ?
แล้วเราจะอุดรอยรั่วนี้ได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
แล้วเราจะอุดรอยรั่วนี้ได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ในทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม มีคำศัพท์หนึ่งที่เรียกว่า Home Bias ซึ่งหมายถึงการที่นักลงทุน มักจะเลือกลงทุนเฉพาะในประเทศที่ตัวเองคุ้นเคย
ตัวอย่างเช่น นักลงทุนชาวไทย ก็มักจะเลือกซื้อแต่หุ้นไทย เพราะมองว่าบริษัทที่เราลงทุนนั้น เรารู้จักมันเป็นอย่างดี
ซึ่งในแง่ของความสบายใจ มันก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะเราเสพข่าวสาร ไปจนถึงใช้สินค้าของบริษัทเหล่านั้นอยู่ทุกวัน
แม้จะบอกว่าเรากระจายซื้อหุ้น ไปยังหลายบริษัท ในหลาย ๆ อุตสาหกรรม
แต่ในโลกของการลงทุน การกระจายความเสี่ยงเพียงแค่อุตสาหกรรม แต่ยึดติดอยู่กับประเทศเดียว
ก็เปรียบเหมือนเราทุ่มเงินเปิดร้านอาหารนานาชาติ ที่มีเมนูครบทุกสัญชาติ ไม่ว่าจะเป็นไทย จีน ญี่ปุ่น หรือตะวันตก
เพื่อหวังว่าจะตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม ลดความเสี่ยงจากการที่ลูกค้าเบื่ออาหารชาติใดชาติหนึ่ง
แม้ในช่วงแรกร้านของเราอาจจะขายดีเทน้ำเทท่า ลูกค้าไม่เบื่อเพราะมีอาหารใหม่ ๆ หมุนเวียน
แต่วันดีคืนดี เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน คือเหตุน้ำท่วมหนัก ในทำเลที่ร้านตั้งอยู่ จนเกิดความเสียหายอย่างหนัก
ต่อให้เมนูอาหารของเราจะอร่อยแค่ไหน หรือบริหารจัดการร้านดีเพียงใด ร้านของเราก็คงหนีไม่พ้นได้รับผลกระทบอย่างหนัก จากเหตุการณ์นี้
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นความจริงที่น่าเจ็บปวด ในโลกการลงทุนว่า ต่อให้เราเลือกหุ้นรายตัวได้เก่งแค่ไหน
แต่ถ้าภาพใหญ่ของประเทศนั้นกำลังย่ำแย่ พอร์ตการลงทุนของเรา ก็ยากที่จะเติบโตได้
แต่ถ้าภาพใหญ่ของประเทศนั้นกำลังย่ำแย่ พอร์ตการลงทุนของเรา ก็ยากที่จะเติบโตได้
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด ลองย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ตลาดหุ้น ของประเทศญี่ปุ่น
ในช่วงปี 1989 ญี่ปุ่นคือมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเบอร์สองของโลก
โดยบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น กวาดส่วนแบ่งตลาดไปทั่วโลก จนทำให้ดัชนี Nikkei 225 พุ่งทะยานไปแตะจุดสูงสุดที่ 38,915 จุด
แต่แล้วฝันร้ายก็มาเยือน เมื่อผลพวงจากข้อตกลง Plaza Accord ทำให้เงินเยนแข็งค่า จนนำไปสู่การแตกของฟองสบู่เศรษฐกิจ และดัชนี Nikkei ก็ร่วงดิ่งเหว..
รู้หรือไม่ว่า ญี่ปุ่นต้องใช้เวลายาวนานถึง 35 ปี กว่าที่ดัชนี Nikkei จะสามารถกลับมาทำจุดสูงสุดเดิมได้อีกครั้ง ในปี 2024
ลองจินตนาการดูว่า ถ้านักลงทุนชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง ซื้อหุ้นญี่ปุ่นกระจายไว้ 100 ตัว ในทุกอุตสาหกรรม โดยที่ไม่ได้ลงทุนหุ้นประเทศอื่นเลย
นั่นเท่ากับว่าเขาจะต้องทนเห็นความมั่งคั่งของตัวเอง หายไปถึง 3 ทศวรรษเต็ม ๆ
หรือแม้แต่ตลาดหุ้นที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็เคยผ่านฝันร้ายในลักษณะนี้มาแล้วเช่นกัน
ย้อนกลับไปในปี 1929 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่เรียกว่า The Great Depression
ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พังทลายลงอย่างรุนแรง จนดัชนี S&P 500 ร่วงลงกว่า 86%
และที่น่าตกใจยิ่งกว่าการร่วงลงของราคาหุ้น คือระยะเวลาในการฟื้นตัว
โดยนักลงทุนที่ติดดอยหุ้นสหรัฐฯ ในปี 1929 นั้น ต้องใช้เวลารอคอยยาวนานถึง 25 ปี กว่าที่ดัชนีจะกลับมาที่จุดเดิมได้อีกครั้ง ในปี 1954
ลองคิดดูว่า ถ้าเราเริ่มลงทุนตอนอายุ 30 ปี แล้วต้องมารอคืนทุนตอนอายุ 55 ปี แผนการเกษียณของเรา คงพังทลายลงไปต่อหน้าต่อตา
นี่คือบทเรียนราคาแพงที่เตือนใจเราว่า “ไม่มีประเทศไหน ที่จะเป็นผู้ชนะไปได้ตลอดกาล และไม่มีประเทศไหน ที่เป็น Safe Zone 100% อย่างแท้จริง”
คำถามคือ.. แล้วเราจะรับมือกับความเสี่ยงระดับประเทศนี้ ได้อย่างไร ?
คำตอบที่เรียบง่าย แต่ทรงพลังที่สุด ก็คือ “เลิกคาดเดาว่าประเทศไหนจะชนะ แล้วหันมาซื้อทั้งโลกแทน”
โดยแทนที่เราจะเอาความมั่งคั่งทั้งชีวิต ไปผูกติดไว้กับชะตากรรมของประเทศใดประเทศหนึ่ง
เราก็ไปลงทุนในวิวัฒนาการของมนุษยชาติ ซึ่งก็คือแทบทุกบริษัท ในทุกอุตสาหกรรม ของทุกประเทศไปเลย
นี่จึงเป็นสาเหตุที่นักลงทุนระดับโลกหลายคน แนะนำให้มีกองทุนอย่าง Vanguard Total World Stock ETF หรือที่รู้จักกันในชื่อ VT ติดพอร์ตไว้
โดย VT คือกองทุนที่กวาดซื้อหุ้นของบริษัทชั้นนำกว่า 10,000 บริษัท จาก 40-50 ประเทศทั่วโลก ทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศตลาดเกิดใหม่
ครอบคลุมทั้งบริษัทขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก
ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับโมเดลร้านอาหารที่เล่าไป ก็เหมือนกับการที่เราขยายสาขาร้านอาหาร ไปเปิดกระจายอยู่ทั่วโลก
ต่อให้ร้านในประเทศใดประเทศหนึ่ง โดนน้ำท่วม หรือเศรษฐกิจซบเซา สาขาที่อยู่ในประเทศอื่น ๆ ก็ยังคงสร้างกำไร และพยุงกิจการของเราให้เติบโตต่อไปได้
ในวันนี้ คนไทยสามารถลงทุนในหุ้นหมื่นตัว ได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว ผ่านกองทุน TLWORLD-X จาก บลจ.ทาลิส
ซึ่งเป็นกองทุนรวมกองแรกในไทย ที่มีนโยบายลงทุนในกองทุนหลักคือ Vanguard Total World Stock ETF (VT) เพียงกองทุนเดียว
ที่น่าสนใจคือ TLWORLD-X มีค่าธรรมเนียมการจัดการเพียง 0.1% ต่อปี แถมยังช่วยลดความยุ่งยากเรื่องภาษีหุ้นนอก ที่ถือเป็นยาขมของนักลงทุนไทย ให้กลายเป็นเรื่องง่าย
ในโลกยุคใหม่ที่พรมแดนทางเศรษฐกิจเชื่อมต่อกันหมด พายุลูกเดียวในฝั่งหนึ่งของโลก อาจส่งผลกระทบถึงอีกฝั่งหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว
การลงทุนกระจุกตัวอยู่ในประเทศเดียว แม้ประเทศนั้นจะดูแข็งแกร่ง จึงอาจไม่ใช่หลุมหลบภัยอีกต่อไป
แต่การกระจายความเสี่ยงออกไปให้กว้างที่สุดต่างหาก คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด..
—------------------------------
ลงทุนหุ้นโลก 10,000 บริษัท ค่าจัดการ 0.1% ไม่มีลิมิต
เปิดจอง IPO 13 ก.พ. นี้ ที่ WealthX เท่านั้น ดาวน์โหลดแอปได้เลยที่ wealthx.co/getapp
ลงทุนหุ้นโลก 10,000 บริษัท ค่าจัดการ 0.1% ไม่มีลิมิต
เปิดจอง IPO 13 ก.พ. นี้ ที่ WealthX เท่านั้น ดาวน์โหลดแอปได้เลยที่ wealthx.co/getapp
- กองทุน TLWORLD-X กองทุนแรกและกองทุนเดียวในไทย ที่ลงทุนในกองทุนหุ้นโลก VT หรือ Vanguard Total World Stock Index Fund ETF
- เป็นเจ้าของ “เศรษฐกิจโลก” ไม่ใช่แค่ถือหุ้น
ลองจินตนาการว่าเราไม่ได้กำลังซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง แต่เรากำลังเป็นเจ้าของในบริษัทราว 10,000 แห่งทั่วโลกพร้อมกัน
ลองจินตนาการว่าเราไม่ได้กำลังซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง แต่เรากำลังเป็นเจ้าของในบริษัทราว 10,000 แห่งทั่วโลกพร้อมกัน
กองทุนนี้ถือหุ้นอเมริกาอยู่ 1,600 บริษัท
จีน 2,400 บริษัท
ยุโรป 1,800 บริษัท
ญี่ปุ่น 1,400 บริษัท
จีน 2,400 บริษัท
ยุโรป 1,800 บริษัท
ญี่ปุ่น 1,400 บริษัท
แม้กระทั่งหุ้นไทย ยังถืออยู่ 100 บริษัท
การกระจายความเสี่ยงระดับนี้ ทำให้ความเสี่ยงที่เงินต้นของเราจะสูญหายจากการที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งล้มละลาย ความเสี่ยงน้อยกว่าเราลงทุนแบบกระจุกตัว
- เลิกเดาอนาคต แล้วซื้อ “ผู้ชนะ” ทั้งกระดาน
เราไม่มีทางรู้ว่าอีก 10 ปีข้างหน้า ใครเป็นเบอร์หนึ่ง แต่กองทุนนี้ถูกออกแบบมาให้ “ปรับพอร์ตอัตโนมัติ” ไปทั่วโลกตามความเป็นจริง
เราไม่มีทางรู้ว่าอีก 10 ปีข้างหน้า ใครเป็นเบอร์หนึ่ง แต่กองทุนนี้ถูกออกแบบมาให้ “ปรับพอร์ตอัตโนมัติ” ไปทั่วโลกตามความเป็นจริง
ถ้าประเทศไหนเศรษฐกิจโต กองทุนก็จะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในประเทศนั้นให้เราเอง หน้าที่ของเราจึงเหลือแค่การมีวินัยในการออม แล้วปล่อยให้เงินทำงานไปพร้อมกับการเติบโตของมนุษยชาติ
TLWORLD-X เป็นกองทุนเปิดชนิดกองทุนสะสมมูลค่า จากบลจ.ทาลิส จะเข้าไปลงทุนใน VT ทั้งหมด
โดยมีจุดเด่น ได้แก่
โดยมีจุดเด่น ได้แก่
✅กำไรหุ้นนอกไม่เสียภาษี
✅ค่าจัดการต่ำ 0.1% ต่อปี ซื้อได้ไม่จำกัด
✅ไม่มีต้นทุนการทำประกันความเสี่ยงค่าเงิน
✅ค่าจัดการต่ำ 0.1% ต่อปี ซื้อได้ไม่จำกัด
✅ไม่มีต้นทุนการทำประกันความเสี่ยงค่าเงิน
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและเริ่มต้นลงทุนได้ที่แอป WealthX โดย บล.เวลท์เอกซ์ บริษัทในกลุ่ม LTMH และ ลงทุนแมน โทร. 02-6669477 LINE ID : @wealthx
------------
สนับสนุนโดย บล.เวลท์เอกซ์
สนับสนุนโดย บล.เวลท์เอกซ์
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะ เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงของกองทุนรวมก่อนตัดสินใจลงทุน บริษัทอาจมีความสัมพันธ์หรือความเกี่ยวข้องกับผู้ออกหรือผู้จัดการกองทุนที่ปรากฏในเนื้อหานี้ และควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน
*ค่าธรรมเนียมการจัดการที่ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งไม่รวมค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายอื่น เช่น ค่านายทะเบียนหน่วยลงทุน ค่าผู้ดูแลผลประโยชน์ ค่าธรรมเนียมซื้อ ค่าธรรมเนียมขาย เป็นต้น
?สอบถามเพิ่มเติม LINE ID : @wealthx
WealthX – Wealth for the People
?ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ทั้ง App Store และ Play Store
WealthX – Wealth for the People
?ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ทั้ง App Store และ Play Store